Shinto O-Kamisama : รู้จักเทพเจ้า รู้จักชินโต

Shinto O-Kamisama : รู้จักเทพเจ้า รู้จักชินโต เทพเจ้าแห่งผืนฟ้า เทพเจ้าแห่งผืนพิภพ เทพเจ้าแปดล้านองค์ที่สถิตบนโลก

ชินระฉะจินจะ (ศาลเจ้าชินโตศรีราชา)ศาลเจ้าชินโตที่ถูกต้องแห่งแรกในประเทศไทย จัดสร้างโดยสมาคมญี่ปุ่นศรีราชา และอัญเชิญโกะช...
16/08/2022

ชินระฉะจินจะ (ศาลเจ้าชินโตศรีราชา)

ศาลเจ้าชินโตที่ถูกต้องแห่งแรกในประเทศไทย จัดสร้างโดยสมาคมญี่ปุ่นศรีราชา และอัญเชิญโกะชินไต รวมถึงกุจิซังจากญี่ปุ่นมาทำพิธีกรรมชินโตตามธรรมเนียมประเพณีทุกประการ

ถึงจะอยู่ในตึกแถว แต่ภายนอกและภายในก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมศาลเจ้าญี่ปุ่นไม่ผิดเพี้ยน เสาศาลเจ้า (โทริอิ) จุดล้างมือ (เทะมิซึ) กระดิ่งขอพร (ซึสึ) เชือกกั้นเขตแดนบูชาเทพ (ชิเมะนาวะ) ครบถ้วน โครงศาลเจ้าทำจากไม้คายะ มีกลิ่นหอมแบบศาลเจ้าญี่ปุ่นแท้ๆ

ข้างในมีโกะชินไตจำลองเป็นกระจกเงา บูชาสถิตสุริยเทวีอามาเทราสึโอมิคามิเป็นองค์ประธาน และอุกะโนะมิทามะโนะโอคามิ (โออินาริซามะ) เป็นเทพรอง เป็นตัวแทนเทพญี่ปุ่น และเทพที่คนนับถือมากที่สุด อวยพรความสำเร็จ การงานและการค้า

ตราประจำศาลเจ้า (คะมง) เป็นตราขนเหยี่ยวคู่ไขว้ในวงกลม (มารุนิชิไกทากะโนะฮะ 丸に違鷹羽) ของสกุลคุโบ ที่น่าจะเป็นสกุลผู้ดูแลศาลเจ้า

ในศาลปูยกพื้นด้วยทาทามิ ดอกไม้บูชา เหล้าสังเวย มีกลองไทโกะ

ชั้นดาดฟ้าของตึกจะมีฮงเด็งประดิษฐานโกะชินไตองค์จริงที่ไม่ให้คนทั่วไปขึ้นถึงบูชาอยู่ด้วย

มีเครื่องรางให้บูชา 2 แบบ คือเครื่องรางประจำศาลเจ้า (จินจะโอมาโมริ)และมีกล่องไม้ใส่ กับเครื่องรางเดินทางปลอดภัย (โคตสึอันเซ็นโอมาโมริ) แบบแขวนและสติ๊กเกอร์

มีปลาขอพร (คุคุริ) ให้บูชาและเขียนป้ายแขวนขอพรแทนเอมะไม้

นอกจากนี้ยังมีแผ่นป้ายสถิตเทพบูชา และตราประทับ (โกะชูอิน) ตามแบบศาลเจ้าญี่ปุ่นทุกประการ

มีมิโกะซังเฝ้าศาลเจ้า ดูแล ขายเครื่องราง ใส่ชุดเต็มยศ

และมีเกี้ยวมิโคชิ พร้อมแห่ในงานเทศกาลประจำปีของศรีราชาด้วย

ถ้ามาเพื่อคาดหวังจะถ่ายรูปทำคอนเทนท์นั้นอาจจะผิดหวัง แต่ถ้ามาสักการะเทพเจ้า ดูองค์ประกอบแบบศาลเจ้าญี่ปุ่นแท้ๆ ควรมาแน่นอน

https://sriracha.jp/en/

รีโพสใหม่ครับ
17/08/2020

รีโพสใหม่ครับ

ความเชื่อชินโตในภาพยนตร์อนิเมชัน 君の名は "หลับตาฝันถึงชื่อเธอ" (1)

บทความนี้จะสปอย 君の名は "หลับตาฝันถึงชื่อเธอ" อย่างรุนแรง
ในมุมของชินโต.........................
ผู้ที่ยังไม่ดู และไม่อยากรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้า และยังอยากจะดูอยู่ โปรดรีบปิดไปให้พ้นก่อนจะคลิกอ่าน

เรื่องคิมิโนะนะวะ เดินอยู่บนแนวคิดปรัชญาและความเชื่อแบบชินโต โดยนางเอกมิทสึฮะเองก็เป็นทายาทของศาลเจ้ามิยะมิซึ 宮水神社 และเป็นมิโกะซังที่ประกอบพิธีทั้งการรำคางุระ 神楽 และการทำคุชิคามิซาเกะ 口噛み酒ซึ่งส่งผลต่อเนื้อเรื่องและเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องด้วย

มีเรื่องสี่เรื่องที่เชื่อมโยงเกาะเกี่ยวกันในปรัชญาชินโต ซึ่งแทรกซึมอยู่กับเนื้อเรื่อง และอธิบายความเกี่ยวพันโยงใยซึ่งกันและกัน เหมือนไร้เหตุผลแต่มีเหตุผล และชินไคได้ใบ้ไว้ล่วงหน้าในจุดต่างๆ ก่อนแล้วเช่นกัน
........................

1. 結 [มุซึบิ]

แกนหลักของเรื่องคิมิโนะนะวะ หลอมรวมอยู่ในคำนี้ทั้งหมด
เหมือนที่คุณยายของมิทสึฮะ กล่าวไว้ตอนถักเชือกว่า

มุซึบินั้นเป็นทั้งการถักทอ เชื่อมโยง บิดร้อยเป็นปม ขาดออกจากกัน และต่อเข้าใหม่

และพูดย้ำอีกครั้งตอนที่เดินขึ้นไปบนเขาเพื่อเข้าสู่แดนยมโลกว่า มุซึบิเป็นความผูกพันระหว่างกันของทุกสรรพสิ่ง ระหว่างเทพเจ้า มนุษย์ สิ่งของ ธรรมชาติ น้ำ อาหาร ทุกสิ่งที่กินเข้าไปสลายสู่ร่างกาย เข้าไปเกี่ยวพันกันและกัน

คำๆ นี้แปลเป็นไทยยาก อาจจะพอกล้อมแกล้มแปลว่าเป็น "บุพเพสันนิวาส" หรือเป็น "พรหมลิขิต" แต่ก็ไม่ครอบคลุมความหมายของคำทั้งหมด มีคำลาวที่ใกล้เคียงมากอาจใช้แทนได้คือคำว่า "สายแนน" ที่หมายถึงเส้นเชือกที่แถนเทพผูกไว้ให้แก่กันบนฟ้า แต่ก็ยังสื่อไม่หมดอยู่ดี

มุซึบิคือทุกสิ่งที่เกี่ยวพันโยงใยและผูกรัดเข้าไว้ แม้แต่ข้าวปั้นโอนิงิริ おにぎり ในภาษาเก่าก็เรียกว่า โอะมุซึบิ おむすび เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า มนุษย์กับข้าว และมนุษย์กับมนุษย์ในอาหาร

มุซึบิ ยังมีความหมายที่เข้มข้นในเรื่องของความรัก หมายถึงความรักที่แน่นเหนียวกลมเกลียว ในศาลเจ้าชินโตมักมีเครื่องรางเอ็นมุซึบิ 縁結び お守りให้บูชาเพื่อผูกสัมพันธ์และหาคู่ แต่เครื่องรางเอ็นมุซึบินี้ ยังให้คุณด้านผูกสัมพันธ์นายบ่าว หรือสัมพันธ์ในหน้าที่การงานตามแต่เทพที่สถิตศาลเจ้านั้นๆ

มุซึบิคือการพบพาน จากพราก และพบกันใหม่ ในเส้นสายใยของความสัมพันธ์ข้ามกาลเวลา และกาลเวลานั้นก็เป็นมุซึบิเช่นเดียวกัน คือเป็นเส้นสายที่ทั้งเชื่อมโยง บิดผัน และกลับมาพบกันอีก ดังนั้นเส้นของเวลาในเรื่องจึงพลิกสลับกลับไปมาได้เหมือนเส้นเชือกถักร้อยกาลเวลา

เมื่อทาคิกับมิทสึฮะสลับร่างกัน จึงอยู่ในเส้นเวลาที่แตกต่างกัน และเมื่อพบกันโดยไม่รู้จัก จึงได้ตามหากันอีกครั้งก่อนจะหายไปในเส้นของเวลา แต่เมื่อความทรงจำที่ลางเลือนยังคงอยู่ เพราะมุซึบิ จึงได้แสวงหาและหวังว่าจะได้พบใครคนนั้นที่โหยหาอีกครั้งหนึ่ง
.......................................................

2. 縄 [นาวะ]

ในเรื่องนี้ ภาพแทนของมุซึบิ ออกมาเป็นรูปธรรมโดยใช้เชือกถักของมิทสึฮะ

ในเรื่องนั้น 君の名は ส่วนของ 名は (นาวะ-ชื่อคือ) ยังเล่นคำพ้องเสียงกับ 縄 (นาวะ-เชือก) ชื่อของเธอ-เชือกของเธอ ด้วย

ความเชื่อในเรื่องเชือกถักของชินโต เชื่อว่าเชือกถักเป็นเครื่องแสดงถึงความผูกพันของเทพเจ้ากับมนุษย์ และใช้เชือกถักเพื่อแสดงขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าโดยตรง

ในศาลเจ้าชินโต จะมีชิเมนาวะ 標縄 เชือกถักจากฟางข้าวใช้บ่งบอกเขตเทวภาพ และเชือกชิเมนาวะจะใช้ผูกรัดรอบโยริชิโระ 依り代 หรือวัตถุสถิตเทพ ที่ใช้อัญเชิญเทพเจ้ามาเข้าทรง ดังที่มีเชือกชิเมนาวะผูกอยู่ที่โทริอิ ประตูศาลเจ้า หรือหน้าตัวศาล หรือตามต้นไม้ใหญ่ต่างๆ ในศาลเจ้าชินโต

เชือกถักของมิทสึฮะนั้นก็เป็นเชือกที่เป็นเครื่องหมายอัญเชิญเทพเช่นกัน แต่เชือกที่ถักขนาดเล็กเป็นเครื่องราง จะเรียกว่า คุมิฮิโมะ 組紐 ซึ่งก็เป็นเครื่องรางเอ็นมุซึบิ 縁結び แบบหนึ่ง

ในตอนท้ายเรื่อง ทาคิที่ผูกเชือกถักของมิทสึฮะอยู่ ได้รับการผูกสัมพันธ์โยงใยต่อกันผ่านมุซึบิของเครื่องรางเชือกถักนั้น เมื่อดื่มกินเหล้าคุชิคามิซาเกะ ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตของมิทสึฮะ จึงสามารถสลับร่างเข้าไปอยู่ในร่างของมิทสึฮะได้อีกครั้ง และมิทสึฮะที่ควรจะตายไปแล้ว ก็เข้ามาสถิตอยู่ในร่างของทาคิได้ เพราะตัวทาคินั้นกลายเป็นวัตถุสถิตเทพร่างทรงอัญเชิญในสภาพการอัญเชิญเทพ 神憑 [คามิงาคาริ] ไปด้วย
........................................................................

3. 彼は誰時 [คาวาตาเระโดคิ]

ยามสนธยาคาวาตาเระโดคิ เป็นห้วงเวลาพลบค่ำโพล้เพล้ รอยต่อของกลางวันกับกลางคืน ในเรื่อง อาจารย์อธิบายไว้หน้าชั้นเรียนว่า เป็นคำโบราณที่มาจาก เวลาที่ยังสว่างพอที่จะไม่ต้องจุดไต้หรือถือโคม แต่ก็มืดจนมองเห็นหน้าไม่ชัด จนต้องถามว่า นั่นน่ะคือใคร? 誰そ、彼は?[ทะโซคาเระวะ?] โดยแปลงประโยคนี้เป็นตัวคันจิ ทะโซกาเระ 黄昏

แต่เมื่อสลับพยางค์เป็น かたわれ時 [คาตาวาเระโดคิ] ซึ่งเป็นสำเนียงถิ่นฮิดะ ยังมีความหมายพ้องเสียงถึง 片割れ ที่หมายถึงชิ้นส่วน, แตกสลาย ดังนั้น かたわれ時 สื่อถึงเวลาแห่งการจากพราก, เวลาแห่งการแตกสลายด้วย

ในความเชื่อของชินโต เวลาโพล้เพล้สนธยา เป็นเวลาที่จะพบกับสิ่งที่ไม่ใช่คน หรือเทพเจ้า หรือสิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือมิติรับรู้ทั่วไป เป็นห้วงเวลาของความฝันกับความจริงมาเชื่อมต่อกัน

ความเชื่อนี้มีในแทบทุกอารยธรรมของโลก ในญี่ปุ่น ตำนานภูตผีปีศาจมักจะปรากฏกายยามสนธยา และจะคงรูปไปจนกว่าจะเริ่มรุ่งอรุณ เพราะยามราตรีระหว่างนั้นเป็นห้วงเวลาของความฝันยามนิทรา ส่วนยามทิวาเป็นห้วงเวลาของความจริง ชีวิตของทาคิแและมิทสึฮะในยามสลับร่าง ก็เป็นความฝันของอีกฝ่ายหนึ่งที่เลือนลาง ต้องใช้ไดอารี่จดบันทึกไว้ในข้อควรจำ แต่รายละเอียดเมื่อตื่นมาก็จำไม่ได้หมด

เรื่องคิมิโนะนะวะนี้ เบื้องหลังอ.ชินไค ได้กล่าวว่า มีที่มาจากบทกวีของโอโน โนะ โคมาจิ กวีหญิงโฉมงามในยุคเฮอันบท "ถ้าฉันรู้ว่าเป็นเพียงฝัน" 夢としりせば [ยูเมะโตะชิริเซบะ] ซึ่งรจนาไว้ว่า

「思いつつ寝 ればや人の見えつらむ 
夢としりせばさめざらましを」

[คิดถึงเขาผู้นั้น หลับเพียงได้พบเจอ เพื่อพบเห็นต่อหน้า
ถ้าฉันรู้ว่าเป็นเพียงฝัน ฉันก็ไม่อยากตื่นอีกเลย]

แต่ความฝันก็คือความฝัน เมื่อพ้นห้วงเวลาคาวาตาเระโดคิที่เชื่อมต่อความฝันแล้ว ทาคิกับมิทสึฮะก็ต้องแยกจากกัน พร้อมกับที่ทาคิได้ส่งคืนเชือกถักให้มิสึฮะไปแล้วทำให้สายสัมพันธ์ที่โยงใยกันค่อยๆ ขาดตามไปด้วย เหลือเพียงแค่ความจำที่บอกว่าต้องไปช่วยเมืองอิโตโมริให้พ้นจากอุกกาบาต
..................................................................

4. 名前 [นามาเอะ]

ชื่อเรื่องนี้ 君の名は [คิมิโนะนะวะ] ที่แปลตรงตัวว่า ชื่อของเธอคือ? นอกจากจะเล่นคำพ้องเสียงกับนาวะ ที่หมายถึงเชือกแล้ว "ชื่อ" ยังสำคัญต่อเนื้อเรื่อง และเป็นสิ่งสำคัญในความเชื่อชินโตอย่างมากด้วย

ความเชื่อชินโตถือว่า "ชื่อ" เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของวิญญาณ ใครที่กุม "ชื่อ" ไว้ก็จะสามารถควบคุมวิญญาณของเจ้าของชื่อได้ การอัญเชิญเทพเจ้า การควบคุมสรรพสิ่ง ต้องขานชื่อที่แท้จริงของสิ่งๆ นั้น คนญี่ปุ่นโบราณจะมีชื่อเรียกในแต่ละอายุที่แตกต่างกันไป เช่น ดาเตะ มาซามุเนะ ในวัยเด็กมีชื่อว่าบงเท็นมารุ และเมื่อผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะจึงเปลี่ยนชื่อเป็นมาซามุเนะ และทุกคนมีชื่อแท้จริงซึ่งตั้งไว้ตอนเกิดปิดซ่อนไว้เพื่อมอบให้ผู้ที่จะฝากชีวิตเท่านั้น รวมถึงเมื่อสิ้นชีวิตลง ถือว่าเป็นเทพเจ้า ก็จะมีชื่อหลังความตายสลักไว้บนป้ายสถิตวิญญาณและหลุมศพอีกชื่อหนึ่ง

การที่ทั้งทาคิและมิทสึฮะ ลืม "ชื่อ" ของอีกฝ่ายเป็นอันดับแรก หลังจากพ้นช่วงเวลาคาวาตาเระโดคิ เป็นสัญญาณของการลืมเรื่องราวระหว่างกันไป และการที่จะเขียนชื่อไว้ไม่ให้ลืมกัน ก็เป็นสัญญาณที่บอกถึงความสำคัญของชื่อ

ที่ทาคิเขียนคำว่า "รักนะ" すきだแทนที่จะเขียนชื่อตัวเองลงบนมือของมิทสึฮะ ก็ไม่แน่ว่า ที่จริงเขาเขียนชื่อตัวเองลงไปแล้ว แต่ถูกลบไปด้วยการหลงลืมของความสัมพันธ์ แบบเดียวกับไดอารี่มือถือก็เป็นได้ แต่เพราะการเขียนว่า "รักนะ" นี่แหละ ที่ทำให้ความทรงจำของความสัมพันธ์ติดค้างอยู่ในหัวใจจนไม่อาจลืมเลือน และยังย้ำเตือนว่า ถึงจะไม่รู้จักชื่อ ก็อยากจะตามหาใครสักคนที่ตกค้างอยู่ในใจเสมอ เพราะมุซึบิที่เชื่อมโยงร่างกาย หัวใจ และจิตวิญญาณของกันและกัน

ฉากสุดท้ายของเรื่อง จึงจบลงด้วยการที่ทั้งสองคนหันหน้าเข้าหากันแล้วเอ่ยปากถามชื่อ

君の名前は? [คิมิโนะ นามาเอะ วะ?]
เธอชื่ออะไร?

(ภาพโทริอิผูกเชือกชิเมนาวะ ในฤดูใบไม้แดงกับภูเขาฟูจิ ศาลเจ้าอาราคุระเซนเกน)

วันที่ 1 เมษายน หรือวันที่ 1 เดือน 4 ในภาษาญี่ปุ่นโบราณ เขียนได้ว่า วาตานุกิ 綿抜คำว่า วาตานุกิ นี้ มีความหมายว่า ถอดแผ่นน...
01/04/2020

วันที่ 1 เมษายน หรือวันที่ 1 เดือน 4 ในภาษาญี่ปุ่นโบราณ เขียนได้ว่า วาตานุกิ 綿抜

คำว่า วาตานุกิ นี้ มีความหมายว่า ถอดแผ่นนวมออกจากเสื้อ

ในปฏิทินญี่ปุ่น เดือน 4 เป็นเดือนที่เข้าปลายฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นขึ้นมาก (ซึ่งจะตรงกับราวเดือนพฤษภาคม ต่างจากเดือน 4 ปฏิทินเกรกอเรียนที่ตรงกับเมษายน)​

ตามคติฤดูกาลรอง 24 ฤดู (24 sekki 二十四節気) และฤดูกาลย่อย 72 ฤดู (72 ko 七十二候) วันที่ 1 เดือน 4 ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดูแรกร้อน ริกกะ 立夏 ช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น ดอกไม้ฤดูร้อนเริ่มผลิดอก ดอกฟุจิเบ่งบานห้อยระย้า อากาศสดชื่นหลังฝนตก

ฤดูย่อยนี้ยังแยกออกเป็นสามช่วงตามปรากฏการณ์ธรรมชาติคือ
蛙始鳴 กบเริ่มร้องแรก
蚯蚓出 ไส้เดือนออกจากดิน
竹笋生 ไผ่แตกกอหน่อไม้

และเป็นเวลาที่ผู้คนจะผลัดเปลี่ยนชุดสวมใส่ จากเสื้อผ้าฤดูหนาวที่บุนวมฝ้ายหนาอุ่น เป็นเสื้อผ้าฤดูร้อนที่เบาบางเย็นสบาย กริยาการเปลี่ยนชุดผ้าในการนี้ จึงเรียกว่า 綿抜 วาตานุกิ ซึ่งถูกขนานนามเป็นชื่อวันที่ 1 เดือน 4 ต่อมา

เมื่อญี่ปุ่นปรับมาใช้ปฏิทินสุริยคติ เริ่มนับเดือน 1 ที่มกราคม แทนที่จะเป็นวันตรุษริชชุนแบบเดิม ทำให้วันที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อบาง กลายเป็นวันที่ 1 เมษายน ซึ่งจะเป็นวันที่เริ่มฤดูการเปิดเรียนภาคเรียนใหม่ หนุ่มสาวนักเรียนเปลี่ยนจากเครื่องแบบฤดูหนาวหนาทึบสีดำ เป็นเครื่องแบบฤดูร้อนโปร่งบางสีสดใส การเข้าทำงานหลังจบการศึกษา ท่ามกลางกลีบซากุระที่บานสะพรั่ง

綿抜 วาตานุกิ วันที่ 1 เมษายน จึงเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน และเริ่มต้นใหม่ในชีวิต ดุจการเปลี่ยนเสื้อหนาหนักให้เบาบางร่มเย็นท่ามกลางอากาศสดใส

ขออำนาจทวยเทพทั้งแปดล้านล้านองค์อำนวยพรให้ทุกท่านรอดพ้นภัยทั้งปวงในเดือนเมษายนและตลอดปีนี้เทอญ

(ภาพศาลเจ้าอิซุซังแห่งอาตามิกับซากุระคู่ขาวแดง ศาลเจ้าสำคัญของมินาโมโตะ โยริโตโมะ ที่ประกอบพิธีสมรสกับโฮโจ มาซาโกะ ก่อนจะชนะสงครามเกมเปขึ้นเป็นโชกุนคนแรกของญี่ปุ่นในสมัยคามาคุระ)

ปีใหม่ แก้ปีชงแบบญี่ปุ่นคนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเรื่องปีชง โดยเรียกว่า 厄年 (ยาคุโดชิ) เป็นความเชื่อที่รับมาจากจีนตั้งแต่ยุค...
03/01/2020

ปีใหม่ แก้ปีชงแบบญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเรื่องปีชง โดยเรียกว่า 厄年 (ยาคุโดชิ) เป็นความเชื่อที่รับมาจากจีนตั้งแต่ยุคเฮอัน

ถ้าไปศาลเจ้าหรือวัดญี่ปุ่น จะมีบอกปีชงตามอายุปีเกิดอยู่หน้าจุดขายเครื่องรางและบันทึกตราประทับ ส่วนใหญ่จุดรับทำบุญแก้ชง 厄除 (ยาคุโยเคะ) ซึ่งปีชงของญี่ปุ่นนั้น ผู้ชายกับผู้หญิงจะแยกจากกัน และแบ่งการชงเป็น 3 ประการคือ 前厄・本厄・後厄 หมายความว่า ชงหน้า, ชงตรง, ชงหลัง

ปีชงทั้ง 3 รูปแบบของญี่ปุน มีผลกระทบต่างแบบกันตามนักษัตรที่เกิด และปีชงปัจจุบัน รายละเอียดค่อนข้างมากตามแต่คนเชื่อ จึงไม่ขอลงรายละเอียด ณ ที่นี้

โดยปีชงใหญ่หรือชงตรง 本厄 คือบุคคลที่อายุดังต่อไปนี้ในปีนั้น
เพศชาย ชงใหญ่ในอายุ 25 42 และ 61 ปี
เพศหญิง ชงใหญ่ในอายุ 19 33 และ 37 ปี
ส่วนชงหน้าและชงหลัง นับปีก่อนหน้าและปีหลังจากอายุครบรอบชงตรงนั้นด้วย จะมีผลน้อยกว่า

ในปี 2020 นี้ คนที่ชงตรง คือ
ผู้ชายที่เกิดปี 1995, 1978, และ 1959
ผู้หญิงที่เกิดปี 2001, 1987 และ 1983

นอกจากนี้ยังมีระบุปีชงรองตามตาราง แต่ไม่ถือว่ามีปัญหามาก แต่ถ้าอยากสบายใจก็ทำได้

สังเกตว่าปีชงแบบญี่ปุ่นจะไม่นับปีชงนักษัตร ต่างจากตำราจีน
และที่ต่างจากปีชงจีนอีกแบบคือ ปีชงญี่ปุ่นนับเปลี่ยนตามปีใหม่ ไม่นับตามวันเกิดหรือวันตรุษจีน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในรัชสมัยเมจิ ที่ปรับปรุงระบบศาลเจ้าและศาสนาชินโตใหม่ให้มีมาตรฐานเดียวกัน และบังคับใช้พร้อมกันทั้งประเทศตามปฏิทินสากล

อย่างไรก็ตาม คนญี่ปุ่นมักจะทำบุญแก้ชงกันมากตามปฏิทินเดิมในวันเซ็ตสึบุง หรือวันที่ 3 เดือน 3 ตามปฏิทินเดิม หรือประมาณวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ อันเป็นวันแรกเริ่มฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจะถือว่าเป็นวันขับไล่ยักษ์และวิญญาณร้ายออกไป ต้อนรับสิ่งดีๆ ใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต

ถ้าอายุตรงกับปีชงญี่ปุ่น แล้วสนใจแก้ชงแบบญี่ปุ่น สามารถเข้าไปที่วัดหรือศาลเจ้าใหญ่ๆ บริเวณที่มีคำติดป้ายเขียนว่า 厄払い (ยาคุบาไร) หรือ 厄除 (ยาคุโยเคะ) ซึ่งมักจะอยู่ใกล้ๆ กับจุดขายเครื่องราง แล้วบอกปีเกิด หรือบอกว่า ยาคุโยเคะโอเนไงชิมัส (แบบงูๆ ปลาๆ ก็ได้) ก็จะได้ใบทำบุญมาเขียนชื่อวันเดือนปีเกิด ตามศาลเจ้าสำคัญในเมืองใหญ่มักจะเข้าใจภาษาอังกฤษแล้ว บางศาลเจ้าถึงกับมีพาร์ทไทม์คนไทยด้วย (เช่นที่ดะไซฟุเทนมังงุในฟุกุโอกะ)

ขอให้ทุกท่านโชคดีมีชัยในวาระดิถีขึ้นปีใหม่

明けましておめでとうございます!

(ภาพศาลเจ้าเนซุ โตเกียว ศาลเจ้าประจำปีชวดแห่งเอโดะ)

ท่านที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นอาจจะสังเกตว่า ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระจักรพรรดิ ประดับตามบ้านเรือน อา...
18/12/2019

ท่านที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นอาจจะสังเกตว่า ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระจักรพรรดิ ประดับตามบ้านเรือน อาคารหรือสถานที่ราชการทั่วไป แม้กระทั่งในวาระบรมจักรพรรดิยาภิเษก สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ก็ยังไม่ปรากฏการประดับตกแต่งด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าว

การไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ มิได้แสดงว่าชาวญี่ปุ่นไม่จงรักภักดี ไม่มีความนิยมชมชอบ หรือสถาบันราชวงศ์ในญี่ปุ่นเสื่อมลงแต่อย่างใด แต่ทว่าด้วยความเชื่อในลัทธิชินโต ที่ถือว่าภาพถ่ายคือเครื่องแทนตัว และสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นประมุขนักบวชแห่งชินโต ผู้สืบเชื้อสายมาจากสุริยเทวี การนำภาพมาประดับไว้น​อกอาคารบ้านเรือน ย่อมเสื่อมชำรุดลงตามกาลเวลา หรืออาจถูกภัยธรรมชาติ สัตว์ ผู้คน ทำลายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ เป็นเหตุอัปมงคลแก่องค์สมเด็จพระจักรพรรดิ

ดังนั้น เมื่อชาวญี่ปุ่นเฉลิมฉลองแสดงความยินดีแก่สมเด็จพระจักรพรรดิ จึงขึ้นป้ายถวายพระพรเพียงด้วยพระนามรัชสมัย (มิใช่พระนามจริง)​ พร้อมประดับธงชาติญี่ปุ่น บนพื้นสีเรียบ เพื่อมิให้เป็นเครื่องระคายเคืองพระยุคลบาทและพระวิญญาณของพระองค์

(ภาพป้ายถวายพระพรสมเด็จพระจักรพรรดิเรวะ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติปีแรก ศาลเจ้าอัตสึตะจิงงู เมืองนาโกย่า)

ฮาโคซากิกูศาลเจ้าไทฉะฮาโคซากิกู สถิตเทพสงครามฮาจิมัง เป็นหนึ่งในสามสุดยอดศาลเจ้าฮาจิมังงูของญี่ปุ่น (อีกสองแห่งคืออุสะจิ...
26/11/2019

ฮาโคซากิกู

ศาลเจ้าไทฉะฮาโคซากิกู สถิตเทพสงครามฮาจิมัง เป็นหนึ่งในสามสุดยอดศาลเจ้าฮาจิมังงูของญี่ปุ่น (อีกสองแห่งคืออุสะจิงงู และอิวาชิมิสึฮาจิมังงู) สร้างครั้งแรกในราวปี 923

เชื่อกันว่าเทพเจ้าฮาจิมังผู้สถิตในศาลแห่งนี้ เป็นผู้บันดาลคามิคาเสะ หรือพายุเทพเจ้า พัดพากองทัพมองโกลในยุคกุบไลข่านให้ตกทะเลแตกพ่ายไป หลังจากกองทัพมองโกลบุกขึ้นชายฝั่งฮาคาตะแล้วเผาศาลเจ้าเดิมทิ้งในปี 1274

ภายหลังรัฐบาลโชกุนจึงสร้างศาลขึ้นใหม่และเฉลิมฉลองให้เป็นศาลเจ้าหลัก (อิจิโนะมิยะ)​ ประจำแคว้นจิคุเซ็น (ฟุกุโอกะ)​ เพื่อขอพรด้านการชนะศึกสงคราม

มีบันทึกว่า นายพลเรือโตโก เฮฮาจิโร่ มาสักการะที่ศาลนี้ประจำ ก่อนจะทำยุทธนาวีชนะกองเรือรัสเซียที่สึชิม่า

ทางเข้าศาลมีสวนดอกไม้ที่งดงาม 4 ฤดู รวมถึงสวนหินแบบเซนน่าชม มีร้านอาหารฝรั่งเศสรสชาติดีบริการด้วย

มาได้โดยรถใต้ดินฟุกุโอกะ ขึ้นสถานีฮาโคซากิมิยะมาเอะ ถึงเลย

คาชิอิกูศาลเจ้าเก่าแก่ของฟุกุโอกะ สถิตดวงพระวิญญาณของพระจักรพรรดิชูไอในยุคตำนาน โดยพระจักรพรรดินีจิงกูทรงสร้างถวายอาลัยต...
26/11/2019

คาชิอิกู

ศาลเจ้าเก่าแก่ของฟุกุโอกะ สถิตดวงพระวิญญาณของพระจักรพรรดิชูไอในยุคตำนาน โดยพระจักรพรรดินีจิงกูทรงสร้างถวายอาลัยตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 พบบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวถึงในราวปี 724 มีบทกวีในมันโยชูบรรยายถึงศาลแห่งนี้

เนื่องจากสถิตดวงพระวิญญาณอดีตจักรพรรดิ จึงเคยได้รับสถานะเป็นศาลเจ้าหลวงในยุคเมจิ ก่อนจะซบเซาลงเมื่ออเมริกาปกครองและยกเลิกสถานะศาสนาประจำชาติของชินโต

สถาปัตยกรรมของศาลโดดเด่นแตกต่างจากศาลเจ้าอื่นทั้งญี่ปุ่น โดยมีมุขหน้ายื่นออกมาครอบ และมีระเบียงคดล้อมรอบตัวศาลหลัก หลังคามุงแผ่นเปลือกไม้ทับ เสาทาสีแดงชาดสลับสีเขียวและดำ ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นดั้งเดิมและจีน เรียกรูปแบบว่า คาชิอิสุคุริ มีเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่น แสดงถึงการกลมกลืนวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นเริ่มรับจากจีนผ่านเกาหลีในยุคศตวรรษที่ 7-8

ด้านหลังศาลเจ้ามีทางเดินไปบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ฟุโรซุย ที่เชื่อกันว่ามีขุนนางอายุยืนราว 300 ปีอาศัยดื่มกินแล้วตักมาถวายจักรพรรดิ ทางรัฐบาลในสมัยต่อมาสำรวจแล้วพบว่าเป็นตาน้ำพุที่บริสุทธิ์สะอาดและมีแร่ธาตุดีติดอันดับ 1 ใน 100 ของญี่ปุ่น

เดินทางมาได้โดยรถไฟ JR ลงสถานีคาชิอิจิงกู หรือรถไฟนิชิเท็ตสึ ลงสถานีคาชิอิมิยะมาเอะ หรือรถเมล์นิชิเท็ตสึบัสสาย 28A/B จากย่านเทนจิน

ศาลเจ้าคาโต้แห่งปราสาทคุมาโมโตะตั้งอยู่ข้างปราสาทคุมาโมโตะ สถิตวิญญาณคาโต้ คิโยมาสะ ขุนศึกอันดับหนึ่งในยุคอะสึจิ-โมโมยาม...
21/11/2019

ศาลเจ้าคาโต้แห่งปราสาทคุมาโมโตะ

ตั้งอยู่ข้างปราสาทคุมาโมโตะ สถิตวิญญาณคาโต้ คิโยมาสะ ขุนศึกอันดับหนึ่งในยุคอะสึจิ-โมโมยามะ นักรบคู่ใจฮิเดโยชิ ผู้ปราบเสือให้เชื่อง นักรบสยบเกาหลี และผู้สร้างป้องกันปราสาทมากมายในยุคเซนโกคุ

คาโต้ คิโยมาสะ ฮิโกะโนะคามิ เป็นสามัญชนชาวนาเกิดในแคว้นโอวาริ เกิดใกล้เคียงกันกับฮิเดโยชิ เข้ามาสังกัดทัพของฮิเดโยชิตั้งแต่เริ่มแรกด้วยตำแหน่งพลหอก แต่ด้วยกำลังมหาศาลและสมองที่หลักแหลมในการรบ จึงก้าวขึ้นเป็นขุนศึกครองแคว้นฮิโกะ (คุมาโมโตะ)​หลังช่วยฮิเดโยชิปราบขุนศึก ซัสสะ นาริมาสะ ในยุทธการสยบคิวชู และสร้างปราสาทคุมาโมโตะขึ้นจนยิ่งใหญ่

หลังฮิเดโยชิครองแผ่นดินเป็นคัมปากุ คิโยมาสะรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพบุกเกาหลี ตีเอาชนะไปถึงกรุงโซล ตัดหูเชลยเกาหลีส่งมามอบให้ฮิเดโยชิเป็นหลักฐานนับหมื่นฝังไว้ที่เนินฝังหูในเกียวโต ก่อนที่จะต้านทานรับทัพต้าหมิงไว้จนอพยพทหารกลับได้ในยามถอนกำลัง จนได้รับสมญานามว่าแม่ทัพปีศาจจากนักรบจีน

หากแต่ภายหลังคิโยมาสะขัดแย้งกับอิชิดะ มิสึนาริ จนเปลี่ยนไปเข้าฝ่ายอิเอยาสึในสงครามเซกิกาฮาระ ได้รางวัลเป็นพื้นที่ปกครองแคว้นฮิโกะทั้งหมด และเริ่มการกดขี่ทารุณชาวคริสต์ในท้องถิ่น เนื่องจากขัดแย้งกับแนวคิดพุทธนิกายนิชิเรนของตน รวมถึงเป็นศาสนาที่โคนิชิ ยูคินากะขุนศึกคู่แข่งนับถือศรัทธาด้วย

คิโยมาสะนับเป็นนักรบและรัฐบุรุษที่เน้นทางการรบ ปราศจากแนวคิดด้านสุนทรียภาพ งานอดิเรกคือล่าสัตว์โดยเฉพาะเสือ ปฏิเสธบทกวี ดนตรี ภาพวาด หรือการชงชา เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้วิญญาณนักรบอ่อนแอ จนกระทั่งสิ้นใจลงในวัย 49 ที่ปราสาทคุมาโมโตะ รัฐบาลบาคุฟุได้ตั้งศาลเจ้าคาโต้ไว้สถิตวิญญาณในปราสาทคุมาโมโตะและนำร่างไปฝังไว้ที่วัดฮงเมียวจิ ก่อนจะถูกเชิดชูและสถิตบูชาในศาลเจ้าจำนวนมากในฐานะจิตวิญญาณเทพตัวแทนของนักรบซามูไรแห่งยุคสงคราม

ศาลเจ้าคาโต้ นับถือกันในทางให้พรผู้ที่จะออกรบ ออกศึก สู้กับศัตรูดุร้าย ให้เด็กผู้ชายแข็งแรงเข้มแข็ง เดินทางปลอดภัย เอาชนะศึกสงคราม เช่นเดียวกับคาโต้ คิโยมาสะผู้สถิตดวงวิญญาณเป็นเทพประจำศาลนั้นเอง

産巣日の時มุสุฮิโนะโทคิห้วงเวลากำเนิด天つ神 国つ神 八百万神等共に 聞こし食せ罪と云ふ罪は在らじと高山の伊褒理 短山の伊褒理を掻き別け 聞こし食さむ罪と云ふ罪は在らじとอามะทสึคามิ คุนิทสึคาม...
12/09/2019

産巣日の時
มุสุฮิโนะโทคิ
ห้วงเวลากำเนิด

天つ神 国つ神 八百万神等共に 聞こし食せ
罪と云ふ罪は在らじと
高山の伊褒理 短山の伊褒理を掻き別け 
聞こし食さむ
罪と云ふ罪は在らじと

อามะทสึคามิ คุนิทสึคามิ ยาโอโยโรซึโนะคามิทาจิโทโมนิ คิโคชิเมเสะ
ทสึมิโตะอิฟุทสึมิฮาราจิโตะ
ทาคายามะ โนะ อิโฮริ ฮิคิยามะ โนะ อิโฮริ โอ๊ะ คาคิวาเกะ
คิโคชิเมซามุ
ทสึมิโตะอิฟุทสึมิฮาราจิโตะ

ทวยเทพแห่งผืนฟ้า ทวยเทพแห่งผืนดิน ทวยเทพทั้งปวงจงโปรดสดับฟัง
บาปโทษทั้งหลายได้ชำระล้างสิ้นแล้ว
พัดพาเมฆพ้นขุนเขา พัดพาหมอกพ้นลำเนาเนิน
โปรดจงสดับฟัง!
บาปโทษทั้งหลายได้ชำระล้างสิ้นแล้ว

直き真心持ちて 道に違ふことなく
นาโฮคิ มาโกโคโระ โมจิเตะ มิจิ นิ ทากาฟุ โคโตนาคุ
ตั้งจิตพิสุทธิ์ซื่อตรง ไม่หลงจากทางเที่ยงธรรม

愛し愛し我が子よ
健やかなる命を
共に誓いし杜に
安らぎ給え
和ぎ給え
永久の時を刻む杜に

อิโตชิ อิโตชิ วากะโคโย
สุโคยากะนารุอิโนจิโว
โทโมนิจิคาอิชิโมรินิ
ยาสุรางิทามาเอะ
นางิทามาเอะ
โทวะโนะโทคิโอ๊ะคิซามุโมรินิ

เหล่าเด็กน้อยที่รักเอ๋ย
เพื่อให้ชีวิตสดชื่นยืนยาว
จงภาวนาพร้อมกันในผืนป่าเถิด
สันติภาพจงเกิดมี
สันติจงเกิดมี
ให้เวลาแห่งสันติจงเกิดมีในป่าแห่งนี้

稲穂の海 豊饒の雨
娘達の祈り 男達の勤しみ
月は微笑み 陽は暖かく
来るみあれに喜び集う

อินาโฮะโนะอุมิ โฮโจโนะอาเมะ
มุสุเมะทาจิโนะอิโนริ โอโตโกะทาจิโนะอิโซชิมิ
ทสึกิวะโฮโฮเอมิ ฮิวะอาทาทาคาคุ
คิตารุ มิอาเระนิ โยโคโรบิ ทสึโดอุ

ทะเลแห่งรวงข้าว สายฝนแห่งความสมบูรณ์
คำภาวนาของหญิงสาว แรงเพียรของชายหนุ่ม
รอยแย้มสรวลของดวงจันทร์ รังสีอบอุ่นของดวงตะวัน
จงมารวมกันฉลองโอกาสอันควรยินดี

罪と云ふ罪は在らじと
ทสึมิโตะอิฟุทสึมิฮาราจิโตะ
บาปโทษทั้งหลายได้ชำระล้างสิ้นแล้ว

愛し愛し我が子よ
健やかなる命を
共に誓いし杜に
安らぎ給え
和ぎ給え
永久の時を刻む杜に

อิโตชิ อิโตชิ วากะโคโย
สุโคยากะนารุอิโนจิโว
โทโมนิจิคาอิชิโมรินิ
ยาสุรางิทามาเอะ
นางิทามาเอะ
โทวะโนะโทคิโอ๊ะคิซามุโมรินิ

เหล่าเด็กน้อยที่รักเอ๋ย
เพื่อให้ชีวิตสดชื่นยืนยาว
จงภาวนาพร้อมกันในผืนป่าเถิด
สันติภาพจงเกิดมี
สันติจงเกิดมี
ให้เวลาแห่งสันติจงเกิดมีในป่าแห่งนี้

(天清浄 地清浄 六根清浄)
(天清浄 地清浄 六根清浄)
(天清浄 地清浄 六根清浄)

(เทนโชโจ ชิโชโจ รคคงโชโจ)
(เทนโชโจ ชิโชโจ รคคงโชโจ)
(เทนโชโจ ชิโชโจ รคคงโชโจ)

(ฟ้าพิสุทธิ์ ดินพิสุทธิ์ สรรพสิ่งบริสุทธิ์)
(ฟ้าพิสุทธิ์ ดินพิสุทธิ์ สรรพสิ่งบริสุทธิ์)
(ฟ้าพิสุทธิ์ ดินพิสุทธิ์ สรรพสิ่งบริสุทธิ์)

産巣日の時 มุสุฮิโนะโทคิ เป็นเพลง Ending ประกอบการ์ตูนอนิเมชันเรื่อง Kannagi เรื่องราวของเทพแห่งป่า ที่นำมาแปลเนื่องจากสื่อถึงแนวคิดของชินโตได้ครอบคลุมยิ่ง

ชินโตนั้นไม่มีหลักคำสอนที่เป็นคัมภีร์ให้ตีความ ไม่มีการตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิดชัดเจน ไม่มีเทพเจ้าหนึ่งเดียวที่บันดาลทุกอย่างและกำหนดทุกสิ่ง ใครจะนับถืออะไรก็ได้ นับถือหลายสิ่งก็ได้ ความสำคัญของชินโตอยู่ที่ความบริสุทธิ์สะอาด จิตใจที่ซื่อตรง และความนอบน้อมถ่อมตนเคารพทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกด้วยใจที่ใสสะอาด สิ่งที่เป็นบาปโทษมลทินหากทำใจให้สะอาดใสแล้วก็อาจชำระล้างให้สิ้นไปได้ ไม่ว่าจะมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ หรือแม้แต่ก้อนหินภูเขาทั้งปวงล้วนมีเทพสถิต และเป็นเทพในตนเองที่พึงเคารพ

ขอให้สันติจงเกิดมีเถิด

https://youtu.be/jeJH8mXQ3RQ

ปรัชญาชินโตใน    #天気の子งานอนิเมะของชินไค มาโคโตะ แทรกแนวความคิดของชินโตลงไปในเนื้อหาอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ "君の名は Your name"...
08/09/2019

ปรัชญาชินโตใน #天気の子

งานอนิเมะของชินไค มาโคโตะ แทรกแนวความคิดของชินโตลงไปในเนื้อหาอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ "君の名は Your name" เป็นต้นมา รวมถึงการแทรกบทกวีญี่ปุ่นโบราณ สมกับเป็นนักศึกษาอักษรศาสตร์มาก่อน

(อ่านเรื่องชินโตใน Your name ได้ที่ http://facebook.com/Shintookamisama/photos/a.102454200103376/458807254468067/?type=3&__tn__=-R0 -*)

ใน Weathering with you นั้น แนวความคิดด้านชินโตก็ยังมีอิทธิพลเป็นแกนหลักของเนื้อเรื่อง แม้ว่าอาจจะเข้าใจยากกว่า Your Name ที่มี "มุสึบิ" เป็นแกนเรื่องพรหมลิขิตความรักที่เข้าใจง่ายกว่า ซึ่งถ้าเข้าใจพื้นฐานแล้วจะทำให้ปมต่างๆ ของเรื่องกระจ่างมากขึ้น และรักเรื่องนี้ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

(เปิดเผยเนื้อหาในเรื่องอย่างรุนแรง ถ้ายังไม่ดูหนังกรุณาปิดไปก่อน)

1. 天気 เทนคิ - กระแสแห่งฟ้า

คำว่า 天気 (เทนคิ) ใน 天気の子 (เทนคิโนะโกะ) ซึ่งหมายความว่าสภาพอากาศ นั้นมาจาก 天 (เทน-ฟ้า) และ 気 (คิ-พลัง, กระแส)

คำว่า 気 นี้เป็นอักษรตัวเดียวกับ "ชี่" ในภาษาจีน ถ้าอ่านเป็นภาษาจีน天気 คือ "เทียนชี่" ซึ่งหมายความว่า สภาพอากาศคือกระแสของฟ้าที่ผันแปรเปลี่ยนไป และมีพลังอำนาจแฝงอยู่

ในความเชื่อชินโต เมื่อแรกกำเนิดโลก ยังไม่มีฟ้าและดิน เทพอามะโนะมินากะนุชิ 天之御中主神 เป็นปฐมเทพผู้แยกฟ้าและดินออกจากกัน และบันดาลแสงสว่างให้เกิดขึ้นในฟ้า เทพทาคามิมุสึบิโนะมิโคโตะ 高皇産霊命 เป็นผู้สร้างผืนฟ้าเบื้องสูง กำหนดปรากฏการณ์ในเบื้องเวหา และเทพคามิมุสึบิโนะมิโคโตะ 神産巣日神 เป็นผู้สร้างเหล่าเทพอื่นๆ ตามมา

เทพทาคามิมุสึบิผู้สร้างฟ้าเบื้องสูง ได้ให้กำเนิดเทพยาโกโคโระ โอโมอิคาเนะโนะมิโคโตะ 八意思兼命 ผู้บงการควบคุมปรากฏการณ์แห่งฟ้าทั้งแปด ได้แก่ "ฟ้าใส" "เมฆหม่น" "ฝน" "สายฟ้า" "สายลม" "น้ำค้างแข็ง" "หิมะ" และ "สายหมอก" ก่อนที่จะมอบอำนาจแห่งสภาพอากาศแต่ละอย่างให้แก่เทพองค์รองอื่นลงมาตามลำดับ เช่น "ฟ้าใส" อยู่ในอาณัติของ "อุกะโนะมิทามะ" หรือเทพอินาริ "ฝน" อยู่ในอาณัติของ "ริวจิน" หรือเทพมังกร "สายฟ้า" อยู่ในอาณัติของเทพทาเคมิคาซึจิ เป็นต้น

สภาพอากาศในความเชื่อชินโต คือวิถีความเป็นไปของกระแส อันเกิดจาก "คามิ" เทพเจ้าที่อยู่เหนือพ้นไปจากมนุษย์ ซึ่งอาจทำความเข้าใจด้วยการศึกษา สามารถพยากรณ์ได้ แต่ไม่อาจบังคับเปลี่ยนแปลง ต้องได้แต่ยอมรับและปรับตัวคล้อยตามกระแสของ "เทนคิ" นี้

2. 晴れ女 ฮาเระอนนะ สาวฟ้าใส และ 雨女 อาเมะอนนะ สาวเรียกฝน (晴れ男 ฮาเระโอโตโกะ หนุ่มฟ้าใส และ 雨男 อาเมะโอโตโกะ หนุ่มเรียกฝน กรณีเพศชาย)

ในความเชื่อชินโตที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน เชื่อว่ามีบุคคลบางคนที่สามารถสื่อถึงเทพเจ้า เพื่อส่งผลต่อสภาพอากาศได้ เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ทำไมบางคนไปไหน จัดงานอะไรก็ฝนตก แต่บางคนไปเที่ยวหรือทำอะไรก็แดดเปรี้ยง

晴れ女 หรือ 晴れ男 หนุ่มสาวฟ้าใส คือบุคคลที่สามารถสื่อถึงเทพอุกะโนะมิทามะโนะคามิ 宇迦之御魂神 หรือเทพอินาริโอคามิ 稲荷大神 ได้ เทพอินาริ ซึ่งมักจะเห็นบ่อยตามศาลเจ้าที่มีโทริอิสีแดงและมีจิ้งจอกเป็นสัตว์อารักษ์หน้าศาล เป็นเทพเจ้าเก่าแก่ของญี่ปุ่นผู้พิทักษ์เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และการค้า ซึ่งมีศาลเจ้าสาขามากที่สุดในหมู่เทพเจ้าทั้งปวงของญี่ปุ่น

ผู้ที่มีเทพอินาริเป็นเทพอารักษ์ จะเป็นบุคคลที่แจ่มใส สดชื่น เป็นกำลังคอยช่วยเหลือผู้อื่น และนำพาท้องฟ้าที่สดใสมาสู่งานต่างๆ และการเดินทาง แต่จะไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำ เป็นผู้สนับสนุนที่ดีมากกว่า (ผู้เขียนเพจชินโตฯ ก็เป็นหนุ่มฟ้าใสประเภทที่ไต้ฝุ่นหักหลบทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่น -ฮา)

ในความเชื่อของอีสานไทยก็มีสิ่งที่คล้ายๆ กัน เรียกว่า "พ่อแล้ง" คืออยู่แล้วทำให้ฝนไม่ตก แห้งแล้ง แต่เนื่องจากภาคอีสานแล้งอยู่แล้ว จึงกลายเป็นตัวกาลกิณีน่ารังเกียจ ต่างจากหนุ่มสาวฟ้าใสของญี่ปุ่นที่เป็นที่น่าชื่นชมยินดีที่ขับไล่ฝนฟ้าพายุที่ไม่น่าพึงใจไป

ส่วน 雨女 หรือ 雨男 หนุ่มสาวเรียกฝน จะตรงข้ามกัน คนที่เรียกฝนคือคนที่ได้รับอารักษ์จากเทพมังกร 龍神 ริวจิน อันเป็นเทพแห่งน้ำแต่โบราณ ริวจินเทพมังกรผู้ควบคุมน้ำ ฝน และท้องฟ้านี้เป็นวัฒนธรรมร่วมของเอเชียนับตั้งแต่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาจนถึงวัฒนธรรมพญานาคของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่เทพมังกรของชินโตนั้น จะมีผู้ที่รับพลังอำนาจของมังกรเป็นเทพอารักษ์เพื่ออำนวยให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล และยับยั้งฝนที่มากเกินไปด้วยพลีกรรมต่างๆ

หนุ่มสาวเรียกฝนที่ได้รับพลังจากเทพมังกร มักจะพาฝนมาเมื่อเดินทางหรือออกงาน ถ้าเป็นสมัยโบราณอาจจะได้รับความชื่นชม แต่ในยุคนี้ที่ฝนกลายเป็นเรื่องลำบากสำหรับสังคมเมือง เวลาไปเที่ยวกันถ้าไปไหนแล้วฝนตกบ่อยๆ ก็คงจะรู้สึกแย่ไม่น้อย

หนุ่มสาวเรียกฝนจะเป็นบุคคลที่มั่นใจในตัวเอง เป็นผู้นำ ตัดสินใจอะไรฉับไวทันทีเด็ดขาด แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าพลิกแพลงได้ดี และมีความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ และค่อนข้างจะหัวดื้อทำอะไรตามใจ (คุ้นๆ มะในเรื่องว่าใคร)

3. 高天原 ทาคามะกาฮาระ - ทุ่งหญ้าแห่งฟ้าสูง

"บนท้องฟ้าเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง" "เมฆคิวมูโลนิมบัสหนึ่งก้อนมีน้ำมากเท่าทะเลสาบ" ท้องฟ้าเป็นดินแดนปริศนาที่เรายังไม่เข้าใจมันทั้งหมด ในความเชื่อชินโต แดนสวรรค์ที่ทวยเทพพำนักอยู่นั้นเรียกว่า 高天原 ทาคามะกาฮาระ หรือทุ่งหญ้าแห่งฟ้าสูง ซึ่งในเรื่อง weathering with you แสดงให้เห็นเป็นภาพของทุ่งหญ้าจริงๆ บนก้อนเมฆเหนือท้องฟ้า

การเชื่อมต่อระหว่างทาคามะกาฮาระ กับดินแดนแผ่นดินโลก จะมีสะพานเชื่อมต่อกันที่เรียกว่า 天之浮橋 อาเมะโนะอุคิฮาชิ อันเป็นสายสัมพันธ์ที่ยึดเหนี่ยวฟ้าและดินให้อยู่ด้วยกัน ซึ่งที่สุดปลายของสะพานนั้นจะกั้นไว้ด้วยโทริอิ 鳥居 เป็นซุ้มประตูให้นกเกาะ ซึ่งนกนั้นก็หมายถึงจิตเทพของเหล่าเทวะที่จะลงมาสู่แผ่นดิน และเป็นประตูคั่นระหว่างแดนมนุษย์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ

4. 鳥居 โทริอิ - ประตูเทวะ

เมื่อฮินะ นางเอกของเรื่องอธิษฐานก้าวข้ามธรณีประตูของโทริอิของศาลเจ้าอินาริบนตึกโยโยงิไฮบิลดิ้ง ก็ได้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของทวยเทพบนท้องฟ้า และได้เห็นทุ่งหญ้าแห่งฟ้าสูงที่เสมือนสมมติทาคามะกาฮาระของเหล่าทวยเทพชินโต และได้พลังอธิษฐานให้ฟ้าใสมานับตั้งแต่วันที่แม่ของเธอตาย

เมื่อโฮดากะ ก้าวข้ามธรณีประตูของโทริอิที่เดียวกัน ก็ได้ข้ามสะพานอาเมะโนะอุคิฮาชิร่วงหล่นไปสู่ดินแดนแห่งฟ้า และส่งเสียงเรียกนำตัวฮินะกลับมาสู่แผ่นดินโลกอีกครั้งได้สำเร็จ

โทริอิจึงเป็นเขตแดนที่กั้น "โลกมนุษย์" ออกจาก "โลกแห่งเทพ" ในความเชื่อชินโต ตามศาลเจ้าเมื่อเห็นโทริอิ นับจากเขตนั้นเข้าไปคือเขตแดนของเทพที่ต้องทำตัวให้บริสุทธิ์ ด้วยพิธีชำระด้วยน้ำ (มิโซงิ) 禊 เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพแห่งศาลเจ้า

5. 人柱 ฮิโตะบาชิระ - เสามนุษย์

ในความเชื่อชินโตแบบดั้งเดิม เทพเจ้าเป็นเหมือนผู้ที่อาศัยอยู่อีกโลกหนึ่ง ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะต้องอำนวยพรให้แก่มนุษย์ และไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะลงโทษแก่มนุษย์ เทพเจ้าคือเทพเจ้าบันดาลให้โลกเป็นไปตามกระแส หากแต่เมื่อมนุษย์ต้องการให้เทพเจ้าอำนวยพรในขอบเขตของอำนาจเทพเจ้าองค์นั้น มนุษย์จึงแสดงความเคารพและถวายเครื่องบวงสรวงต่างๆ แก่เทพเจ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเทพเจ้าจะสำแดงผลเสมอไป

เมื่อถึงคราวที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ มนุษย์เชื่อว่าภัยพิบัตินั้นเกิดจากความพิโรธของเทพเจ้า หรือแม้แต่เกิดจากการเป็นไปตามปกติก็ตาม แต่ต้องการยับยั้งภัยพิบัตินั้นให้สงบลง จึงต้องสังเวยเครื่องบูชาแก่องค์เทพเพื่อให้ตนเองและบ้านเมืองรอดพ้นพิบัติภัย โดยหนึ่งในการสังเวยที่เป็นที่สุดคือการสังเวยชีวิตมนุษย์ให้เป็นเสามนุษย์ 人柱 เพื่อสร้างบ้านเมืองให้สำเร็จ หรือให้บ้านเมืองปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพายุฝนน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือแผ่นดินถล่ม

โดยผู้ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นเสามนุษย์ มักจะได้รับการนับถือบูชาเป็นนักบวช/มิโกะแห่งเทพ ทั้งตอนก่อนทำพิธีสังเวย และตั้งศาลให้หลังสิ้นชีวิตไปแล้ว

ในเรื่อง Weathering with you นั้น ฝนที่ตกถูกสื่อว่าเป็นการกลับวงจรวัฏจักรปกติของโลก เมื่อแต่เดิมผืนดินเคยเป็นทะเล ก็กลับคืนไปเป็นทะเล การเก็บสถิติเพียงร้อยปีนั้นไม่สามารถเทียบได้กับเวลาของเทพเจ้าที่ยาวนาน แต่หากต้องการให้ท้องฟ้ากลับมาสดใสและขัดขวางประสงค์ของเทพเจ้า ฮินะในฐานะผู้ที่ได้รับพลังจากเทพเจ้ามา ก็ต้องถูกสังเวยขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าเพื่อให้ระงับสภาพฝนตกที่เทพเจ้าบันดาลให้เกิดขึ้น

กล่าวคือ การสังเวยฮินะ ไม่ใช่ "การทำให้ฟ้าฝนกลับมาเป็นปกติ" แต่เป็น "การทำให้ฟ้าฝนเหมาะกับการเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบัน"

เมื่อโฮดากะนำตัวฮินะกลับมา ฝนที่ตกในโตเกียวสามปี ก็ทำให้โตเกียวจมลงเพราะไม่มีเสามนุษย์ ตามที่เหล่าทวยเทพประสงค์ให้แผ่นดินคืนเป็นทะเลดังเดิม แต่มนุษย์ในโตเกียวที่จมลงไป ก็ยังปรับตัวใช้ชีวิตกันต่อได้แม้จะต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ มาทดแทนก็ตาม

โคเอนจิฮิคาวะจินจะ และโคเอนจิคิโชจินจะศาลเจ้าแห่งฝนฟ้าลมอากาศ ในอนิเมะเรื่องยอดเยี่ยมแห่งปี    #天気の子 ของ อ.ชินไค มาโคโตะ...
05/09/2019

โคเอนจิฮิคาวะจินจะ และโคเอนจิคิโชจินจะ

ศาลเจ้าแห่งฝนฟ้าลมอากาศ ในอนิเมะเรื่องยอดเยี่ยมแห่งปี #天気の子 ของ อ.ชินไค มาโคโตะ

ในย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ชานกรุงโตเกียว อันเป็นที่ตั้งของวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่ยุคคามาคุระ โคเอนจิ 高円寺

ไม่ไกลจากสถานีโคเอนจิและย่านการค้าโชเทงไกที่ครึกครื้นไปด้วยวัยรุ่นหนุ่มสาว มีศาลเจ้าที่เลื่องชื่อลือนามว่า สามารถขอพรบันดาลให้สภาพอากาศเป็นไปดังต้องการได้อยู่

ศาลเจ้าโคเอนจิฮิคาวะ 高円寺氷川神社 และศาลเจ้าคิโช 気象神社 เป็นศาลเจ้าคู่ขนานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งมีประวัติยาวนาน โดยกล่าวว่าผู้นำสารของศาลเจ้าฮิคาวะศาลหลักในแคว้นมุซาชิ (ปัจจุบันคือจ.ไซตามะ) ได้บัญชาให้สร้างศาลเจ้าฮิคาวะบนพื้นที่ที่เห็นทุ่งหญ้าและท้องฟ้างดงามในย่านนี้

ศาลเจ้าฮิคาวะ เป็นศาลเจ้าหลักที่บูชาองค์เทพสุซาโนะโอ โนะ มิโคโตะ 須佐之男命 อันเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลและพายุ ผู้ปราบงูยักษ์ยามาตะโนะโอโรจิ เป็นตัวแทนของการสยบสภาพของธรรมชาติที่รุนแรง โดยในศาลเจ้ามีภาพวาดโบราณของเทพสุซาโนะโอ และเทพมังกรถือลูกแก้ววิเศษท่ามกลางหมู่เมฆประดับไว้ในตัวศาล และจำลองออกมาใส่กรอบให้ผู้มาเยือนได้ชม (ซึ่งภาพนี้ได้ปรากฏในอนิเมะเรื่อง Weathering With You ด้วย)

ศาลเจ้าคิโช เป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพยาโกโคโระ โอโมอิคาเนะโนะมิโคโตะ 八意思兼命 อันเป็นบุตรของทาคามุสุบิโนะมิโคโตะ 高皇産霊命 เทพผู้สร้างสวรรค์และความสัมพันธ์ระหว่างฟ้าดิน เทพยาโกะโคโระ (แปลตามตัวอักษรว่า ผู้บงการทั้งแปด) เป็นผู้จัดสรรวิถีแห่งภูมิอากาศแปดประการ ได้แก่ "ฟ้าใส" "เมฆหม่น" "ฝน" "สายฟ้า" "สายลม" "น้ำค้างแข็ง" "หิมะ" และ "สายหมอก"

ดังนั้น จึงถือว่าเป็นศาลที่บันดาลพรให้แก่ลมฟ้าอากาศที่ผู้ศรัทธาต้องการ

แม้แต่กระทรวงสงครามของจักรวรรดิญี่ปุ่น ยังมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ก่อนที่จะสร้างศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งจักรวรรดิในเขตสุงินามิซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียง และต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นองค์กรอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency) ในปัจจุบัน

หลังสงครามโลก การทิ้งระเบิดของกองทัพอเมริกาสร้างความเสียหายแก่ศาลทั้งสอง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ทหาร จึงรวมกันย้ายมาสร้างศาลทั้งสองอันมีความสัมพันธ์กับลมฟ้าอากาศในพื้นที่ปัจจุบัน

ศาลเจ้าโคเอนจิฮิคาวะและคิโช มีเครื่องรางเทรุเทรุโบซุ (ตุ๊กตาไล่ฝน) ที่นับถือกันว่าขลังมากด้านการบันดาลพรให้ท้องฟ้าแจ่มใสให้บูชา รวมถึงตุ๊กตาไล่ฝนตัวใหญ่คล้ายกับในอนิเมะ

โกะชูอิน (ตราประทับ) ของศาลเจ้าทั้งสองเป็นคู่กัน ด้านหนึ่งเป็นลมพายุ ด้านหนึ่งเป็นตะวันสดใส

เอมะ (ป้ายขอพร) ของศาลเจ้า เป็นรูปเกี๊ยะ (เกะตะ) ซึ่งตามธรรมเนียมโบราณ จะใช้โยนเสี่ยงทายว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไรในวันถัดไป หากเกี๊ยะตกลงมาตั้งปกติ อากาศจะดี ถ้าเกี๊ยะหงาย ฝนจะตก ถ้าเกี๊ยะตะแคง จะมีหิมะ แต่ถ้าเกี๊ยะตั้งเอาเท้าขึ้น จะมีลูกเห็บ

หลายคนที่มาเขียนขอพรในศาลนี้ มักจะขอพรให้วันงานสำคัญๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะงานแต่งงาน งานกีฬา หรือแม้แต่งานคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ฟ้าใสโปร่งอากาศสบาย

และนักบวชของศาลนี้ยังรับงานอธิษฐานขอพรให้ท้องฟ้าสดใสด้วยนะ!

เดินทางมาได้โดยรถไฟ JR สายจูโอ ลงสถานี Koenji แล้วเลี้ยวซ้ายเดินมาอีกนิดเดียว

แต่ถ้าไปช่วงนี้คนจะเยอะๆ หน่อย เพราะมาตามรอยอนิเมะกัน

Kōenji Hikawa Shrine
4-chōme-44-19 Kōenjiminami, Suginami City, Tōkyō-to 166-0003

https://koenji-hikawa.com/en/
https://koenji-hikawa.com/kisho_jinja/

住所

熱田区神宮1-1-1
Nagoya-shi, Aichi
456-8585

ウェブサイト

アラート

Shinto O-Kamisama : รู้จักเทพเจ้า รู้จักชินโตがニュースとプロモを投稿した時に最初に知って当社にメールを送信する最初の人になりましょう。あなたのメールアドレスはその他の目的には使用されず、いつでもサブスクリプションを解除することができます。

共有する

カテゴリー