08/23/2026
PART 2 :
กระดาษหนังสือยินยอมหย่าขาดที่มีตราประทับนูนของสำนักงานกฎหมายสั่นสะท้านอยู่ในมือของปัณณวัฒน์
สายตาของชายหนุ่มวัยสามสิบสี่ปีเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ตัวอักษรสีดำที่ระบุข้อความสละสิทธิ์ในทรัพย์สินสมรสทั้งหมด และการขอตัดขาดความสัมพันธ์ทางนิติกรรมโดยสิ้นเชิง ปรากฏเด่นชัดอยู่ต่อหน้าเขา
"กมลชนก... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!"
ปัณณวัฒน์แผดเสียงคำรามลั่นโถงห้องรับแขกชั้นล่างของบ้านพักย่านนิมมาน
ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวๆ วิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนใหญ่ชั้นสองอย่างบ้าคลั่ง
เขาผลักบานประตูห้องแต่งตัวเปิดออกอย่างแรง
ตู้เสื้อผ้าไม้สักฝั่งของฉันว่างเปล่าสนิท
ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีรองเท้า ไม่มีแม้กระทั่งกระเป๋าเดินทางหรือของใช้ส่วนตัวใดๆ หลงเหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว
โต๊ะเครื่องแป้งที่เคยมีขวดน้ำหอมและกล่องเครื่องประดับ เหลือเพียงพื้นผิวไม้ที่สะอาดสะอ้านและไร้ร่องรอยของชีวิตคู่
ปัณณวัฒน์วิ่งกระหืดกระหอบกลับลงมาข้างล่าง สองมือของเขากำหนังสือหย่าแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่
ฉันก้าวเดินลงมาจากห้องทำงานชั้นลอยในชุดสูทผ้าลินินสีเทาเรียบหรู สองมือถือกระเป๋าเอกสารหนังแท้ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
"คุณเซ็นชื่อลงในช่องผู้ยินยอมให้เรียบร้อยนะคะ ปัณณวัฒน์ ฉันให้ทนายความเตรียมเอกสารไว้สามชุด วางอยู่บนโต๊ะทำงาน"
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
"ผมไม่เซ็น! และผมไม่มีวันยอมให้คุณไปไหนทั้งนั้น!"
ปัณณวัฒน์ก้าวเข้ามาขวางหน้าฉันไว้ ลมหายใจของเขาหอบถี่ด้วยความโกรธจัดระคนหวาดกลัว
"คุณเป็นภรรยาของผม เป็นสะใภ้ของตระกูลสุวรรณเลิศ คุณจะทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปต่างประเทศแบบนี้ไม่ได้!"
"ฉันไม่ได้หนีค่ะ ฉันกำลังไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่เห็นคุณค่าของฉัน"
"ชีวิตใหม่เหรอ!" ปัณณวัฒน์เค่นเสียงหัวเราะอย่างเดือดดาล
"คุณอายุสามสิบสองแล้วนะกมลชนก! คุณทิ้งงานวิจัยระดับสูงไปตั้งกี่ปีเพื่อมาอยู่บ้านดูแลผม ใครเขาจะยอมรับคุณเข้าทำงาน!"
"เอกสารตอบรับจากสถาบันวิจัยชีวเคมีชั้นนำในยุโรปที่อยู่ในมือคุณ คงให้คำตอบได้ชัดเจนพอแล้วค่ะ"
คำตอบของฉันทำให้ปัณณวัฒน์ชะงักไปชั่วขณะ
สายตาของเขาก้มลงมองเอกสารรับรองทุนวิจัยและสัญญาจ้างงานระยะยาวห้าปีเต็มที่ระบุชื่อของฉันอย่างเป็นทางการ
"เพียงเพราะเรื่องอุบัติเหตุของเด็กเมื่อสามเดือนก่อน คุณถึงกับต้องผูกใจเจ็บและทำลายครอบครัวของเราขนาดนี้เลยเหรอ!"
ปัณณวัฒน์ตวาดออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
"ลูกสาวของวิภาวียังเด็ก แกไม่ได้ตั้งใจ! วิภาวีเขาก็ขอโทษคุณไปแล้ว คุณจะเอาอะไรอีก!"
"ลูกสาวของวิภาวีไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอคะ ปัณณวัฒน์"
ฉันมองสบตากับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
"เด็กอายุเจ็ดขวบที่วิ่งเข้ามากระแทกหน้าท้องของฉันอย่างจงใจ พร้อมกับพูดว่า 'แม่บอกว่าอย่าให้เด็กในท้องคนนี้เกิดมาแย่งสมบัติของพ่อ' คุณยังคิดว่าเป็นอุบัติเหตุอีกเหรอคะ"
ใบหน้าของปัณณวัฒน์ซีดเผือดลงในพริบตา
"คุณ... คุณไม่เคยบอกผมเรื่องนี้..."
"บอกไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรคะ"
ฉันเค่นยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความสมเพช
"ในวันที่ฉันนอนเจ็บปวดอยู่บนเตียงโรงพยาบาลรัตนเวช ในวันที่ฉันต้องสูญเสียลูกน้อยในครรภ์ไปตลอดกาล"
"คุณกลับยืนกอดวิภาวีอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน และบอกให้ฉันยอมให้อภัยเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลสุวรรณเลิศ"
"คุณเลือกที่จะปกป้องผู้หญิงคนนั้นกับลูกของเธอ และเหยียบย่ำความเจ็บปวดของฉันกับลูกแท้ๆ ของคุณเอง"
"สิบสี่ปีที่ฉันทุ่มเทให้คุณ มันจบลงไปพร้อมกับลมหายใจของลูกที่จากไปตั้งแต่วันนั้นแล้วค่ะ"
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแตรรถยนต์คันหรูดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วบ้านพักย่านนิมมาน
รถยนต์ของวิภาวีแล่นเข้ามาจอดเทียบด้านหน้าอย่างถือวิสาสะ
วิภาวีในชุดเดรสผ้าไหมสีสดเดินจูงมือลูกสาวก้าวเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
"ปัณณวัฒน์คะ พอดีน้องพริมบ่นอยากกินขนมร้านโปรดแถวนิมมาน วิเลยแวะมารับคุณไปทานด้วยกันค่ะ"
วิภาวีส่งเสียงหวานหยดย้อยเข้ามาก่อนจะเห็นฉันยืนถือกระเป๋าเอกสารอยู่กลางห้องโถง
สายตาของวิภาวีเหลือบมองกล่องพัสดุขนาดใหญ่และเอกสารในมือของปัณณวัฒน์ แววตาของเธอฉายประกายความพึงพอใจออกมาเพียงเสี้ยววินาที
"อ้าว คุณกมลชนกจะเดินทางไปไหนแต่เช้าเหรอคะ มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าคะปัณณวัฒน์"
"ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับคุณค่ะ วิภาวี" ปัณณวัฒน์ตอบปัดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"เกี่ยวสิคะ" ฉันเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"เพราะหลังจากที่ฉันก้าวออกจากบ้านหลังนี้ไป คุณวิภาวีจะได้เข้ามาทำหน้าที่ภรรยาและแม่ของบ้านได้อย่างเต็มตัว โดยไม่ต้องคอยแอบแฝงตัวเข้ามาอีกต่อไป"
"กมลชนก! หยุดพูดจาไร้สาระเดี๋ยวนี้!" ปัณณวัฒน์ตวาดลั่น
"พี่กมลชนกพูดอะไรแบบนั้นคะ วิกับปัณณวัฒน์เราบริสุทธิ์ใจต่อกัน เราแค่ติดต่อกันเรื่องลูกเท่านั้นนะคะ"
วิภาวีแสร้งทำสีหน้าบีบน้ำตาพลางดึงลูกสาวเข้ามากอดแนบอก
"ถ้าพี่กมลชนกไม่พอใจ วิกับลูกจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกก็ได้ค่ะ อย่าทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกเพราะพวกเราเลยนะคะ"
"ไม่ต้องแสดงละครหรอกค่ะ วิภาวี"
ฉันเปิดกระเป๋าถือ ดึงซองเอกสารอีกหนึ่งซองออกมาวางบนโต๊ะรับแขก
"นี่คือสำเนาหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของปัณณวัฒน์เข้าบัญชีของคุณเดือนละห้าแสนบาทตลอดสองปีที่ผ่านมา"
"พร้อมทั้งสัญญาการซื้อขายคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่คุณกำลังพักอาศัยอยู่ ซึ่งใช้เงินกองกลางของรีสอร์ตไปดาวน์"
"และคลิปเสียงการสนทนาที่คุณวางแผนจะเข้ามาแทนที่ฉันหลังจากที่ฉันสูญเสียลูกไป"
วิภาวีหน้าถอดสีจนกลายเป็นสีเทาหม่น ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดเริ่มสั่นระริก
ปัณณวัฒน์หันขวับไปมองวิภาวีด้วยความตกใจและสับสน
"วิภาวี... นี่คุณ..."
"หลักฐานทั้งหมดนี้ ทนายความของฉันได้ส่งมอบให้แก่คณะกรรมการบริหารของเครือข่ายรีสอร์ตสุวรรณเลิศเรียบร้อยแล้วค่ะ"
ฉันก้าวเดินตรงไปยังประตูหน้าบ้านโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองคนทั้งสองคนอีก
"กมลชนก! คุณหยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
ปัณณวัฒน์วิ่งตามมากระชากแขนเสื้อสูทของฉันไว้แน่น
"ผมไม่ยอมให้คุณไป! ถ้าไม่มีคุณ ใครจะคอยดูแลระบบสูตรผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสำอางสมุนไพรของรีสอร์ตเรา!"
ฉันค่อยๆ แกะมือของเขาออกจากแขนเสื้อของฉันทีละนิ้วอย่างเยือกเย็น
"นั่นคือปัญหาที่คุณต้องไปจัดการเองค่ะ ปัณณวัฒน์"
"และโปรดทราบไว้ด้วยว่า สิทธิบัตรงานวิจัยสารสกัดสมุนไพรธรรมชาติทั้งหมดที่ใช้ในรีสอร์ตของคุณ เป็นกรรมสิทธิ์ทางปัญญาในนามส่วนบุคคลของฉันแต่เพียงผู้เดียว"
"ฉันได้ทำหนังสือแจ้งยกเลิกการอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรแก่บริษัทสุวรรณเลิศรีสอร์ต โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป"
คำประกาศของฉันเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของปัณณวัฒน์อย่างจัง
ธุรกิจรีสอร์ตหรูระดับห้าดาวของตระกูลสุวรรณเลิศที่กำลังเตรียมจะเซ็นสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มทุนต่างประเทศมูลค่ากว่าห้าร้อยล้านบาท
จุดขายสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่ดึงดูดนักลงทุน คือสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์สปาชีวภาพที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ซึ่งฉันเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาในห้องทดลองมาตลอดห้าปี
หากปราศจากสิทธิบัตรและลายมือชื่อยินยอมของฉัน สัญญาร่วมทุนมูลค่ามหาศาลจะกลายเป็นโมฆะในทันที
"กมลชนก... คุณจะทำลายธุรกิจของตระกูลผมไม่ได้นะ!"
ปัณณวัฒน์เริ่มเปลี่ยนน้ำเสียงจากการวางอำนาจกลายเป็นการอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง
"รีสอร์ตนี้เป็นมรดกชิ้นเดียวที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ผม ถ้าการร่วมทุนล้มเหลว บริษัทของเราจะต้องล้มละลาย!"
"ผมขอร้องล่ะกมลชนก... เรามาคุยกันดีๆ นะ... ผมจะตัดขาดกับวิภาวีเดี๋ยวนี้เลย ผมจะไม่ให้เธอมาเหยียบที่นี่อีกแล้ว..."
"ผมจะพาคุณไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รีสอร์ตครึ่งหนึ่งเป็นชื่อของคุณเลยก็ได้ ขอแค่คุณอย่าทิ้งผมไปแบบนี้..."
ฉันมองดูชายหนุ่มที่กำลังคุกเข่าลงแทบเท้าของฉันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ความรัก ความผูกพัน และความหวังที่ฉันเคยมีให้เขาตลอดสิบสี่ปี ได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
"สิบสี่ปีที่ผ่านมา ฉันให้โอกาสคุณมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วค่ะ ปัณณวัฒน์"
"คุณเลือกที่จะทรยศความรักของฉัน เลือกที่จะมองข้ามความเจ็บปวดของฉัน และเลือกที่จะทำลายชีวิตลูกของเรา"
"วันนี้ คุณไม่ได้สูญเสียธุรกิจเพราะใครอื่น แต่คุณสูญเสียมันไปเพราะความเห็นแก่ตัวและความโลภของคุณเองค่ะ"
พนักงานขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสองคนเดินก้าวเข้ามาช่วยยกกล่องสัมภาระขึ้นรถบรรทุกอย่างรวดเร็ว
ฉันก้าวเดินออกจากประตูรั้วบ้านพักย่านนิมมาน ขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งเบาะหลังของรถยนต์รับจ้างส่วนบุคคลที่จอดรออยู่
ปัณณวัฒน์พยายามจะวิ่งตามออกมา แต่ทนายความประจำตัวของฉันที่เพิ่งเดินทางมาถึง ได้ก้าวเข้ามายื่นเอกสารคำสั่งศาลสกัดกั้นการคุกคามขวางหน้าเขาไว้
กระจกรถยนต์ค่อยๆ เลื่อนปิดลง ตัดขาดเสียงคร่ำครวญและเสียงร้องไห้อ้อนวอนของปัณณวัฒน์ไว้ภายนอก
รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากถนนนิมมานเหมินทร์ มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่
ฉันเปิดกระเป๋าเอกสาร ดึงหนังสือเดินทางและตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินเดียวข้ามทวีปขึ้นมาดูใต้แสงแดดยามสาย
แต่ในจังหวะที่รถกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่อาคารผู้โดยสารขาออก
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ของฉันก็ดังเตือนข้อความด่วนจากประธานกรรมการบริหารของสถาบันวิจัยในต่างประเทศ
ข้อความแจ้งเตือนระบุถึงการตรวจสอบพบข้อมูลสำคัญบางอย่างในเอกสารสิทธิบัตรเดิม ที่มีชื่อของบุคคลที่สามแอบลักลอบยื่นคำขอจดทะเบียนซ้อนเข้ามาเมื่อยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อน...