17/08/2026
คืนก่อนที่เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน ฉันบังเอิญค้นพบว่าคู่หมั้นของฉันบันทึกชื่อฉันไว้ในโทรศัพท์ของเขาว่าอะไร
มันไม่ใช่คำว่า "ที่รัก"
ไม่ใช่ "ชีวิตของผม"
และไม่ใช่แม้แต่ชื่อจริงของฉัน
แต่มันคือคำสั้นๆ สองคำ:
**"ตัวน่ารำคาญ"**
ฉันนั่งจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่งงัน นิ่งเสียจนรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วของตัวเองเริ่มเย็นเฉียบ
คืนนั้นโทรศัพท์ของฉันพัง ฉันจึงขอยืมโทรศัพท์เครื่องสำรองของ **'ภัทร'** เพื่อล็อกอินเข้าบัญชีของตัวเอง จะได้เช็กเวลานัดหมายที่สำนักงานเขตในวันพรุ่งนี้ ทันทีที่ระบบซิงค์ข้อมูล หน้าจอก็ปรากฏชื่อผู้ติดต่อขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
และนั่นคือตอนที่ฉันเห็นชื่อของตัวเอง
"ตัวน่ารำคาญ"
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด
เพราะที่ด้านบนสุดของแชท มีข้อความที่ถูกปักหมุดเอาไว้เป็นแชทสำคัญอันดับหนึ่ง เป็นบทสนทนาของเขากับผู้หญิงอีกคน
เขาบันทึกชื่อเธอคนนั้นเอาไว้ว่า:
**"เจ้าหญิงน้อยของผม"**
จังหวะนั้นเอง มีข้อความเสียงส่งเข้ามาพอดี
เสียงของ **'มินตรา'** ฟังดูอ่อนหวาน บอบบาง และคล้ายกับเด็กที่กำลังออดอ้อน
"พี่ภัทรคะ... มินข้อเท้าพลิก เจ็บมากๆ เลย พี่มารับมินหน่อยได้ไหมคะ?"
ภัทรเพิ่งเดินออกจากห้องน้ำพร้อมกับผมที่ยังเปียกชื้น ทันทีที่เขาได้ยินข้อความเสียงนั้น เขาก็รีบคว้ากุญแจรถทันที
ฉันเดินไปขวางหน้าประตู
"นี่มันห้าทุ่มแล้วนะคะ คุณเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าขับรถดึกๆ แบบนี้มันอันตราย?"
เขาขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด
"มินตราเขาเป็นคนขวัญอ่อนนะ คุณอย่ามาทำตัวงี่เง่าเรียกร้องความสนใจตอนนี้ได้ไหม"
*อย่าทำตัวงี่เง่า...*
คำพูดนั้นทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงคืนหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนที่ฉันถูกชายแปลกหน้าเดินตามหลังมาหลายช่วงตึก ฉันต้องวิ่งหนีเข้าไปหลบในร้านสะดวกซื้อ และโทรหาเขาด้วยมือที่สั่นเทา
แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมากลับมีเพียงประโยคเย็นชา:
"อย่าโทรมาเรื่องหยุมหยิมได้ไหม โทรหาตำรวจไม่เป็นหรือไง?"
ใช่สินะ... มินตรามีสิทธิ์ที่จะหวาดกลัวได้
แต่ฉันไม่มีสิทธิ์
มินตราแค่ข้อเท้าพลิก เขาก็พร้อมจะขับรถข้ามเมืองไปหาในยามวิกาล
ส่วนฉัน ต่อให้กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ฉันก็ยังคงเป็นแค่ 'ตัวน่ารำคาญ' สำหรับเขาอยู่ดี
เสียงประตูถูกปิดกระแทกไล่หลังเขาไป
ฉันนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นเป็นเวลานานแสนนาน บนโต๊ะตรงหน้ายังมีโทรศัพท์เครื่องสำรองของเขาวางอยู่ หน้าจอยังคงสว่างวาบ
"ตัวน่ารำคาญ"
ฉันจ้องมองคำคำนั้น... จ้องมองจนกระทั่งความเจ็บปวดในใจมันเริ่มด้านชา
จากนั้น ฉันก็กดเปิดแอปพลิเคชันของสำนักงานเขต
คิวจดทะเบียนสมรสของเราคือพรุ่งนี้เช้าเวลาเก้าโมงตรง
ฉันแตะนิ้วลงบนหน้าจอ
**ยกเลิกการนัดหมาย**
**ยืนยัน**
เสร็จเรียบร้อย.
ตอนนี้ 'เจ้าหญิงน้อย' ของภัทร มีคนคอยดูแลเอาใจใส่แล้ว
และ 'ตัวน่ารำคาญ' อย่างฉัน... ก็นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จะไม่ขออยู่เป็นภาระให้เขารำคาญใจอีกต่อไป
เวลาตีสองตรง ฉันได้ยินเสียงไขกุญแจที่หน้าประตู
ภัทรเดินประคองมินตราเข้ามาในห้อง โดยที่มือของเขาโอบรัดรอบเอวของเธอไว้แน่น มินตราทิ้งน้ำหนักตัวแทบทั้งหมดพิงอกเขา โดยมีเท้าข้างหนึ่งแตะพื้นเพียงแผ่วเบา
เมื่อเธอเห็นว่าฉันยังนั่งตื่นอยู่ เธอก็แสร้งทำเป็นสะดุ้งตกใจ
"พี่นลิน... ยังไม่นอนอีกเหรอคะ? มินขอโทษนะคะ มินสร้างความวุ่นวายให้พี่อีกแล้วใช่ไหม?"
ภัทรกระชับอ้อมแขนที่ประคองเธอให้แน่นขึ้น
"ถ้าเธอยืนไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนหรอกน่า"
ฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา โทรศัพท์เครื่องนั้นยังคงวางอยู่บนโต๊ะ
"ขอโทรศัพท์ฉันคืนด้วยค่ะ" ฉันพูดเสียงเรียบ
ภัทรไม่แม้แต่จะปรายตามองฉัน
"แบตโทรศัพท์มินตราหมด เธอต้องโทรไปบอกที่บ้านว่าปลอดภัยดี ให้มินตรายืมใช้ก่อนก็แล้วกัน"
มินตรารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรค่ะพี่ภัทร มินจะไปแย่งของพี่นลินใช้ได้ยังไง"
น้ำเสียงของภัทรลดระดับลงจนอ่อนโยน... อ่อนโยนในแบบที่เขาไม่เคยใช้กับฉันเลย
"เขาอยู่แต่ในบ้าน จะใช้หรือไม่ใช้โทรศัพท์มันก็ไม่ต่างกันหรอก"
ฉันแค่นหัวเราะในใจ
ตอนที่ฉันต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในร้านสะดวกซื้อด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สายเรียกเข้าของฉันคือ 'เรื่องงี่เง่า'
แต่พอมินตราแค่แบตโทรศัพท์หมด มันกลับกลายเป็น 'เรื่องฉุกเฉิน' ขึ้นมาทันที
ฉันเลื่อนโทรศัพท์เครื่องนั้นไปตรงหน้าเธอ
"เอาไปสิ"
มินตราหยิบมันขึ้นมา
และแน่นอน... สิ่งแรกที่เธอเห็นก็คือชื่อผู้ติดต่อบนหน้าจอ
"ตัวน่ารำคาญ"
เธอยกมือขึ้นทาบอก แสร้งทำหน้าตกใจ
"พี่ภัทร... ทำไมพี่ถึงเมมชื่อพี่นลินแบบนี้ล่ะคะ? พี่นลินเห็นเข้าคงเสียใจแย่เลย"
ภัทรชะงักไปนิดหนึ่ง
"พี่ก็แค่พิมพ์ไปส่งๆ ตอนที่ไม่ได้คิดอะไรน่ะ"
มินตราก้มหน้าลง
"แต่ถ้าเป็นผู้หญิงคนไหนมาเห็น ก็คงต้องเสียใจกันทั้งนั้นแหละค่ะ"
ภัทรหันมามองฉันด้วยสายตารำคาญ ราวกับว่าเขากำลังให้โอกาสฉันทำตัวเป็นเด็กดี
"นี่คุณคงไม่คิดจะมาร้องไห้ฟูมฟาย แค่เพราะชื่อในรายชื่อติดต่อหรอกนะ นลิน? คุณกลายเป็นคนอ่อนไหวเปราะบางขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ฉันส่ายหน้าช้าๆ
"ฉันไม่ได้ร้องไห้ค่ะ"
และนั่นคือความจริง
ฉันไม่มีน้ำตาให้ผู้ชายคนนี้อีกต่อไปแล้ว
มินตราบ่นพึมพำว่าหิว ภัทรจึงหันมามองฉัน
"ในครัวมีอะไรกินบ้างไหม?"
มีซุปอยู่หม้อหนึ่ง... มันคือซุปที่ฉันตั้งใจเคี่ยวไว้ เพื่อให้เราได้กินฉลองด้วยกันหลังจากไปจดทะเบียนสมรสในวันพรุ่งนี้
ฉันเดินไปอุ่นมันให้ร้อน
ตอนที่กำลังตักซุปใส่ชาม น้ำซุปร้อนจัดกระเด็นมาโดนหลังมือของฉัน ผิวเนื้อเปลี่ยนเป็นสีแดงเถือกและปวดแสบปวดร้อนในทันที
ภัทรมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชู่
ฉันยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ
แต่เขากลับเดินผ่านหน้าฉันไปอย่างหน้าตาเฉย...
เขาใช้ทิชชู่แผ่นนั้น เช็ดคราบที่มุมปากให้มินตรา
"เลอะเทอะหมดแล้วนะเรา"
จากนั้นเขาก็หยิบชามซุปขึ้นมา เป่าให้เย็นลงอย่างทะนุถนอม แล้วป้อนให้เธอ
"ค่อยๆ กินนะ ระวังลวกปาก"
มินตรายิ้มหวาน
"พี่ภัทรนี่เหมือนคนในครอบครัวของมินจริงๆ เลยค่ะ"
แล้วเธอก็หันมามองฉัน
"พี่นลินอย่าโกรธเลยนะคะ มินไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะคืนก่อนวันแต่งงานของพี่สองคนเลยจริงๆ"
ภัทรเป็นคนตอบแทนฉันทันที
"ถ้าเขาไม่สามารถยอมรับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ได้... การแต่งงานครั้งนี้ก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรแล้วล่ะ"
ฉันหลุบตาลงมองพื้น
"ฉันไม่ได้โกรธค่ะ"
เพราะสิ่งที่เขาพูดมา มันถูกต้องที่สุด
การแต่งงานครั้งนี้... ไม่มีอะไรจำเป็นอีกต่อไปแล้ว
ในขณะที่เขากำลังพามินตราไปพักที่ห้องแขก ฉันก็เปิดอีเมลในแท็บเล็ตของตัวเอง
เมื่อสามวันก่อน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยที่อิตาลีเพิ่งส่งอีเมลมาหาฉัน บอกว่ายังมีที่ว่างเหลืออยู่หนึ่งที่ สำหรับ **'โครงการฟื้นฟูงานศิลปะระดับนานาชาติ'**
ก่อนหน้านี้ ฉันเคยปฏิเสธโอกาสทองครั้งนี้ไป... ก็เพื่อที่จะอยู่กับภัทร
ห้าปีเต็ม... ห้าปีที่ฉันเลือกเขาเป็นอันดับหนึ่งมาตลอด
ฉันจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์:
"ศาสตราจารย์คะ ที่นั่งยังว่างอยู่ไหมคะ? ฉันพร้อมที่จะเดินทางค่ะ"
อีเมลตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว:
"ยังว่างอยู่ครับ เราจะออกเดินทางกันในอีกสามวันข้างหน้า คุณเตรียมตัวทันไหม?"
จากห้องแขก เสียงของภัทรดังก้องแว่วมา เป็นน้ำเสียงที่อ่อนหวานและใจเย็นที่สุด
"ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ข้างนอกนี้เอง"
ฉันจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ต
แล้วพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ เพียงคำเดียว:
"ทันค่ะ"
ฉันใช้เวลารอคอยผู้ชายคนนี้มาถึงห้าปีเต็ม
แต่เพื่อที่จะเดินจากเขาไป... ฉันต้องการเวลาแค่สามวันก็พอแล้ว
ฝากกดไลก์ และคอมเมนต์คำว่า "Yes" หน่อยน้าา ถ้าอยากดูเรื่องราวนี้ต่อค่ะ