วัดศรีห้วยทับทัน

  • Home
  • วัดศรีห้วยทับทัน

วัดศรีห้วยทับทัน ต.ห้วยทับทัน อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ 33210

23/05/2026
 #ป้อมปราการซานมาร์กอส (Castillo de San Marcos) ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ออกัสติน รัฐฟลอริดา เป็นป้อมปราการหินที่เก่าแก่ที่ส...
22/05/2026

#ป้อมปราการซานมาร์กอส (Castillo de San Marcos) ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ออกัสติน รัฐฟลอริดา เป็นป้อมปราการหินที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาภาคพื้นทวีป มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี และมีความพิเศษตรงที่ "ไม่เคยถูกตีแตกในสงครามเลยแม้แต่ครั้งเดียว"
#จุดเริ่มต้น: สร้างเพื่อปกป้องดินแดนสเปน
ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เมืองเซนต์ออกัสตินซึ่งเป็นอาณานิคมของสเปน ถูกโจมตีและเผาทำลายโดยกองทัพอังกฤษและโจรสลัดอยู่บ่อยครั้ง (ป้อมไม้เดิมๆ ทนแรงปืนใหญ่ไม่ไหว)
ในปี ค.ศ. 1672 ชาวสเปนจึงตัดสินใจสร้างป้อมปราการหินถาวรขึ้นมา โดยเลือกใช้หินชนิดพิเศษที่เรียกว่า "โคคีนา" (Coquina) ซึ่งเป็นหินปูนที่เกิดจากซากเปลือกหอยทับถมกัน ขุดขึ้นมาจากเกาะอนาสตาเซียที่อยู่ใกล้เคียง การก่อสร้างใช้เวลานานถึง 23 ปีจึงเสร็จสมบูรณ์
#เคล็ดลับความไร้เทียมทานของหินโคคีนา หินชนิดนี้มีความพรุนและยืดหยุ่นสูง เมื่อปืนใหญ่ของศัตรูยิงเข้าใส่ กำแพงหินแทนที่จะแตกหรือถล่มลงมา มันกลับ "ดูดซับแรงกระแทก" และฝังลูกปืนใหญ่เอาไว้ข้างใน เหมือนเรายิงกระสุนใส่ดินน้ำมัน ทำให้ป้อมนี้ทนทานต่อการล้อมโจมตีได้อย่างเหลือเชื่อ

#ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (Timeline)
- ค.ศ. 1695: สร้างเสร็จสมบูรณ์
ป้อมปราการสร้างเสร็จพร้อมกำแพงรูปดาวสี่แฉก (Bastion system) ซึ่งช่วยลดจุดบอดในการยิงป้องกัน
- ค.ศ. 1702 & 1740: ผ่านศึกใหญ่โดยไร้พ่าย
กองทัพอังกฤษพยายามเข้าล้อมและระดมยิงป้อมซานมาร์กอสถึงสองครั้งใหญ่ แต่กำแพงหินโคคีนารับมือได้สบาย ชาวเมืองหลายพันคนข้ามาหลบภัยในป้อมได้อย่างปลอดภัย อังกฤษต้องถอยทัพไปในที่สุด
- ค.ศ. 1763: เปลี่ยนมือสูอังกฤษ (โดยสันติ)
สเปนต้องยกฟลอริดาให้แก่อังกฤษตาม สนธิสัญญาปารีส เพื่อแลกกับการได้เมืองฮาวานาในคิวบากลับคืนมา อังกฤษเปลี่ยนชื่อป้อมนี้เป็น Fort St. Mark
- ค.ศ. 1783: สเปนยึดคืน
หลังจบสงครามปฏิวัติอเมริกา อังกฤษคืนฟลอริดาให้สเปน ป้อมนี้จึงกลับไปอยู่กับสเปนอีกครั้งเป็นช่วงสั้นๆ
- ค.ศ. 1821: เข้าสู่การปกครองของสหรัฐฯ
สเปนขายฟลอริดาให้แก่สหรัฐอเมริกา กองทัพสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนชื่อป้อมเป็น Fort Marion และใช้เป็นคุกทหารเพื่อคุมขังผู้นำชาวอินเดียแดงเผ่าเซมิโนล (Seminole) รวมถึงชนเผ่าอื่นๆ ในช่วงสงครามอินเดียแดง
- ค.ศ. 1924 - ปัจจุบัน: อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
ป้อมนี้ถูกประกาศให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (National Monument) และในปี ค.ศ. 1942 สภาคองเกรสได้เปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น Castillo de San Marcos เพื่อเป็นเกียรติแก่ประวัติศาสตร์สเปนที่เป็นผู้สร้างขึ้นมา
ปัจจุบัน ป้อมปราการซานมาร์กอสอยู่ภายใต้การดูแลของ National Park Service ของสหรัฐฯ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปเดินชมห้องหับโบราณ หอคอยสังเกตการณ์ และมีการสาธิตการยิงปืนใหญ่โบราณให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันด้วย

ป้อมปราการซานมาร์กอส ( Castillo de San Marcos ในภาษาสเปนแปลว่า “ ปราสาทของเซนต์มาร์ก ”) เป็น ป้อมปราการ ก่ออิฐที่เก่าแก่ที่สุด ในแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของอ่าวมาตันซัสในเมืองเซนต์ออกัสติน รัฐฟลอริดา

อนุสรณ์สถานแห่งชาติกัสติลโล เด ซาน มาร์โกส
ป้อมนี้ได้รับการออกแบบโดยวิศวกรชาวสเปน Ignacio Daza โดยเริ่มก่อสร้างในปี 1672 ซึ่งเป็นเวลา 107 ปีหลังจากที่เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นโดยพลเรือเอกและผู้พิชิตชาวสเปน Pedro Menéndez de Avilésเมื่อฟลอริดาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิสเปน การก่อสร้างป้อมนี้ได้รับคำสั่งจากผู้ว่าการFrancisco de la Guerra y de la Vegaหลังจากที่โจรสลัดชาวอังกฤษRobert Searles บุกโจมตี ในปี 1668 ซึ่งทำลายเมืองเซนต์ออกัสตินไปมากและสร้างความเสียหายให้กับป้อมไม้ที่มีอยู่ งานก่อสร้างดำเนินต่อไปภายใต้การบริหารของผู้สืบทอดตำแหน่งของ Guerra คือManuel de Cendoyaในปี 1671 และ มีการวางหิน โคควินา ก้อนแรก ในปี 1672 การก่อสร้างแกนกลางของป้อมปราการในปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์ในปี 1695 แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

เมื่อบริเตนเข้าควบคุมฟลอริดาในปี 1763 ตามสนธิสัญญาปารีสเซนต์ออกัสตินจึงกลายเป็นเมืองหลวงของบริติชอีสต์ฟลอริดาและป้อมแห่งนี้ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมเซนต์มาร์คจนกระทั่งถึงสนธิสัญญาปารีส (1783)เมื่อฟลอริดาถูกโอนกลับคืนสู่สเปนและป้อมก็ได้รับการคืนชื่อเดิม ในปี 1819 สเปนได้ลงนามในสนธิสัญญาอดัมส์-โอนิสซึ่งยกฟลอริดาให้แก่สหรัฐอเมริกาในปี 1821 ดังนั้น ป้อมแห่งนี้จึงถูกกำหนดให้เป็น ฐานทัพ ของกองทัพสหรัฐฯและเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมแมเรียนเพื่อเป็นเกียรติแก่ฟรานซิส แมเรียน วีรบุรุษสงครามปฏิวัติอเมริกาป้อมแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ในปี 1924 และหลังจากถูกใช้งานทางทหารอย่างต่อเนื่องเป็น เวลา251 ปี ก็ถูกปิดใช้งานในปี 1933 พื้นที่ 20.48 เอเคอร์ (8.29 เฮกตาร์)จึงถูกโอนให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2485 ชื่อเดิมคือCastillo de San Marcosได้รับการคืนกลับมาโดยพระราชบัญญัติของรัฐสภา

ป้อมปราการซานมาร์กอสถูกโจมตีหลายครั้งและถูกล้อม สองครั้ง ครั้งแรกโดยกองกำลังอาณานิคมอังกฤษที่นำโดยผู้ว่าการอาณานิคมแคโรไลนาเจมส์ มัวร์ ในปี 1702และครั้งที่สองโดยผู้ว่าการอาณานิคมจอร์เจียของ อังกฤษ เจมส์ โอเกิลธอร์ป ในปี 1740อย่างไรก็ตาม การครอบครองป้อมได้เปลี่ยนมือถึงห้าครั้ง โดยทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนมืออย่างสันติ ภายใต้รัฐบาลที่แตกต่างกันสี่รัฐบาล ได้แก่สเปนในปี 1695–1763 และ 1783–1821 ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ในปี 1763–1783 และสหรัฐอเมริกาในปี 1821 จนถึงปัจจุบัน (ในช่วงปี 1861–1865 อยู่ภายใต้การควบคุมของสมาพันธรัฐอเมริกา ) เนื่องจากการวางตำแหน่งปืนใหญ่เชิงกลยุทธ์และการออกแบบรูปดาว ป้อมจึงไม่เคยถูกบุกรุกหรือยึดครองด้วยกำลังตลอดช่วงเวลาต่างๆ ของการเป็นเจ้าของโดยรัฐบาลต่างๆ

ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกา ป้อมแห่งนี้ถูกใช้เป็นเรือนจำทหารเพื่อคุมขังสมาชิกของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกัน โดยเริ่มจาก ชนเผ่าเซมิโนลซึ่งรวมถึงหัวหน้าเผ่าผู้มีชื่อเสียงอย่างโอเซโอลาในสงครามเซมิโนลครั้งที่สองและสมาชิกของชนเผ่าทางตะวันตก รวมถึงกลุ่มของเจโรนิโม แห่งชนเผ่า ชิริคาฮัวอะปาเชศิลปะพื้นเมืองอเมริกันรูปแบบหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อศิลปะบันทึก (Ledger Art)มีต้นกำเนิดที่ป้อมแห่งนี้ในระหว่างการคุมขังสมาชิกของชนเผ่าในที่ราบเช่นฮาวลิงวูล์ฟ แห่ง ชนเผ่าเชเยนน์ทางใต้

แม้ว่าป้อมนี้จะสร้างขึ้นบางส่วนโดยทาสชาวแอฟริกันที่เป็นของชาวสเปน แต่ต่อมาป้อมนี้ก็ทำหน้าที่เป็นจุดเข้าแรก ๆ ของทาสที่หลบหนีจากอเมริกาเหนือของอังกฤษ ไปยังฟลอริดาของสเปน ซึ่งพวกเขาได้รับการปลดปล่อยโดยเจ้าหน้าที่อาณานิคมของสเปน สิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานของคนผิวดำอิสระแห่งแรกใน สหรัฐอเมริกาในอนาคต( ป้อมโมสซึ่งก่อตั้งขึ้นทางเหนือของเซนต์ออกัสติน)

กรรมสิทธิ์ของปราสาทคาสติลโลถูกโอนไปยังกรมอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2476 และร่วมกับเขตประวัติศาสตร์เซนต์ออกัสตินที่อยู่ใกล้เคียง ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

#ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดียด้วย

#เป็นสถานที่น่าสนใจมากเพราะทำจากเปลีอยหอย
#พระครูศรีปริยัติวงศ์

 #วัดฟลอริดาธรรมาราม (Wat Florida Dhammaram) ตั้งอยู่ที่เมืองคิสซิมมี (Kissimmee) รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา (ใกล้กับเมืองอ...
20/05/2026

#วัดฟลอริดาธรรมาราม (Wat Florida Dhammaram) ตั้งอยู่ที่เมืองคิสซิมมี (Kissimmee) รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา (ใกล้กับเมืองออร์แลนโด และวอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์) เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย และเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญของชาวพุทธทั้งชาวไทยและต่างชาติในตอนกลางของรัฐฟลอริดา
#มีประวัติรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
#จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง (พ.ศ. 2535 - 2536)
ผู้ริเริ่มก่อตั้งพระเทพวราภรณ์ (อิ่ม อรินฺทโม) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ (หรือที่ศาสนิกชนเรียกท่านด้วยความเคารพว่า "หลวงพ่อ") ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนญาติโยมในรัฐฟลอริดา และเล็งเห็นว่าชาวพุทธในแถบฟลอริดาตอนกลางยังไม่มีวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมในพื้นที่เลย
การระดมทุนหลวงพ่อจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจาก สมเด็จพระวันรัต (จับ ฐิตธมฺมมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหารในขณะนั้น จากนั้นจึงเริ่มระดมทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธาในประเทศไทย
การซื้อที่ดิน ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 ได้มีการตกลงซื้อที่ดินผืนแรกขนาดประมาณ 2 เอเคอร์ (ราว 5 ไร่) บนถนน Old Vineland เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างวัด และได้รับนามจากสมเด็จพระวันรัตว่า "วัดฟลอริดาธรรมาราม"
วางศิลาฤกษ์ ในปี พ.ศ. 2536 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ (Groundbreaking Ceremony) โดยมีพระสงฆ์จากประเทศไทย 10 รูปมาร่วมพิธี และได้ส่งพระสงฆ์ชุดแรก 3 รูป นำโดยพระครูปลัดสุหนัน (ซึ่งปัจจุบันคือ พระวิจิตรธรรมภาณี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน) เข้ามาจำพรรษา บุกเบิก และพัฒนาวัดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 วัดได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก 5.6 เอเคอร์ ทำให้ปัจจุบันวัดมีเนื้อที่รวมประมาณ 7.5 เอเคอร์ (ราว 18-19 ไร่) และได้พัฒนาจากบ้านพักหลังเล็กๆ จนกลายเป็นอารามที่สวยงามและสมบูรณ์
ไฮไลต์สำคัญของวัดฟลอริดาธรรมาราม คือ "การจำลอง 4 สังเวชนียสถาน" จากประเทศอินเดียและเนปาลมาไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปี พ.ศ. 2547 ได้แก่
#มหาวิหารมายาเทวี จำลอง (สถานที่ประสูติ)ลุมพินีวัน
#เจดีย์พุทธคยา จำลอง (สถานที่ตรัสรู้) มหาโพธิวิหาร ที่มีรูปทรงสถาปัตยกรรมอินเดียยอดแหลมงดงามเป็นเอกลักษณ์เด่นของวัด
#ธัมเมกขสถูป จำลอง (แสดงปฐมเทศนา) สารนาถ
#วิหารปรินิพพาน จำลอง (สถานที่ปรินิพพาน) กุสินารา

ปัจจุบันวัดฟลอริดาธรรมารามเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฟลอริดา ภายในวัดร่มรื่น เต็มไปด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมแบบไทยและอินเดีย มีพระพุทธชินราชจำลององค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่
นอกจากจะเป็นที่จำพรรษาของพระธรรมทูตและเป็นสถานที่ทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา (เช่น สงกรานต์, ลอยกระทง, กฐิน) แล้ว ทางวัดยังเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา ฝึกสมาธิวิปัสสนา (เปิดให้ร่วมสมาธิประจำวัน) และยังมีการจัดงานเทศกาลอาหารไทย (Thai Food Festival) ซึ่งดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างอบอุ่น
#และที่หน้าอุโบสถยังมียักษ์สองตนเฝ้าอยู่หน้าด้วย

#พระครูศรีปริยัติวงศ์

 #เมืองแจ็คสันวิลล์ (Jacksonville) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันสั้นๆ ว่า "แจ็กซ์" (Jax) เป็นเมืองที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุ...
19/05/2026

#เมืองแจ็คสันวิลล์ (Jacksonville) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันสั้นๆ ว่า "แจ็กซ์" (Jax) เป็นเมืองที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาภาคพื้นทวีป และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่และน่าสนใจมาก โดยมีจุดเริ่มต้นย้อนไปนับพันปีจนถึงการเป็นเมืองท่าสำคัญในปัจจุบัน
#เราสามารถแบ่งยุคสมัยการเติบโตของแจ็คสันวิลล์ออกเป็นช่วงสำคัญๆ ได้ดังนี้
#ยุคก่อนประวัติศาสตร์และชนพื้นเมือง
ก่อนที่ชาวตะวันตกจะเดินทางมาถึง พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าอินเดียนแดงที่ชื่อว่า ติมูกวา (Timucua) มานานนับพันปี พวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลุ่มแม่น้ำเซนต์จอนส์ (St. Johns River) ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ หาปลา และทำเกษตรกรรม
#ยุคอาณานิคมและการแย่งชิงของชาติตะวันตก
ค.ศ. 1564 (ฝรั่งเศส)ชาวฝรั่งเศสกลุ่มลัทธิอูเกอโนต์ (Huguenots) ได้มาสร้างป้อมปราการชื่อ ฟอร์ตแคโรไลน์ (Fort Caroline) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนิคมชาติตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาเหนือ
ค.ศ. 1565 (สเปน)เพียงปีเดียวหลังจากนั้น กองทัพสเปนได้เข้าโจมตีและทำลายป้อมของฝรั่งเศส เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือดินแดนฟลอริดา และควบคุมพื้นที่นี้ยาวนาน
ค.ศ. 1763 (อังกฤษ) อังกฤษได้สิทธิ์ครอบครองฟลอริดาชั่วคราว และเรียกบริเวณจุดข้ามแม่น้ำแคบๆ ในเมืองนี้ว่า "วัวฟอร์ด" (Cowford) เพราะเป็นจุดที่ผู้คนใช้ต้อนวัวข้ามแม่น้ำเซนต์จอนส์
#การก่อตั้งเมืองและการตั้งชื่อ (ค.ศ. 1822)
หลังจากสเปนยกฟลอริดาให้แก่สหรัฐอเมริกา เมืองนี้ก็ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1822 และได้รับการเปลี่ยนชื่อจาก Cowford เป็น Jacksonville เพื่อเป็นเกียรติแก่แอนดรูว์ แจ็คสัน (Andrew Jackson) นายพลผู้มีชื่อเสียง (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของสหรัฐฯ) และดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลฟลอริดาคนแรกในขณะนั้น
#ยุคสงครามกลางเมืองและการฟื้นฟู
ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ. 1861–1865) แจ็คสันวิลล์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งเสบียงของฝ่ายใต้ (Confederacy) ทำให้เมืองถูกกองทัพฝ่ายเหนือ (Union) เข้ายึดครองถึง 4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม หลังสงครามสิ้นสุดลง เมืองนี้ได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูหนาวที่ยอดนิยมแห่งแรกๆ ของรัฐฟลอริดาสำหรับเศรษฐีจากทางตอนเหนือ
#มหาอัคคีภัย ค.ศ. 1901 (The Great Fire of 1901)เหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองไปตลอดกาลเกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1901 เมื่อเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในโรงงานผลิตใยพืช ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเผาทำลายพื้นที่ใจกลางเมืองไปกว่า 146 บล็อก ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัย เหตุการณ์นี้ถือเป็นภัยพิบัติไฟไหม้เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
#การเกิดใหม่ของเมือง หลังภัยพิบัติ แจ็คสันวิลล์ได้สถาปนิกชื่อดังอย่าง Henry John Klutho มาร่วมออกแบบตึกรามบ้านช่องขึ้นมาใหม่ในสไตล์โมเดิร์นและโบซาร์ (Beaux-Arts) ทำให้เมืองพลิกโฉมกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยและเติบโตอย่างก้าวกระโดด

#ฮอลลีวูดแห่งแรกและการเป็นเมืองท่าอุตสาหกรรม
เมืองหลวงแห่งภาพยนตร์เงียบ ในช่วงทศวรรษ 1910 ก่อนที่ฮอลลีวูดในแคลิฟอร์เนียจะดัง แจ็คสันวิลล์เคยเป็น "เมืองหลวงแห่งภาพยนตร์เงียบของโลก" เนื่องจากมีสภาพอากาศอบอุ่นตลอดปีและมีภูมิประเทศหลากหลาย มีสตูดิโอภาพยนตร์มาตั้งรกรากที่นี่กว่า 30 แห่ง
#ฐานทัพเรือและท่าเรือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนี้ได้กลายเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือสหรัฐฯ สำคัญถึงสองแห่ง (Naval Air Station Jacksonville และ Naval Station Mayport) ซึ่งยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักมาจนถึงปัจจุบัน
#ยุคควบรวมเมืองครั้งใหญ่ (ค.ศ. 1968 - ปัจจุบัน)จุดเปลี่ยนด้านการปกครองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1968 เมื่อมีการทำประชามติ ควบรวมรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองแจ็คสันวิลล์เข้ากับเทศมณฑลดิววาล (Duval County) ทั้งหมด ส่งผลให้แจ็คสันวิลล์กลายเป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ (ไม่นับรวมรัฐอลาสก้า) มาจนถึงทุกวันนี้ และเติบโตเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การแพทย์ การขนส่ง และการกีฬาของรัฐฟลอริดาตอนเหนือ

#พระครูศรีปริยัติวงศ์
#เจ้าคณะอำเภอห้วยทับทัน

 #ตึกรังผึ้ง "Vessel" (หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า ตึกรังผึ้ง หรือ ตึกเคบับยักษ์) เป็นหนึ่งในประติมากรรมและจุดเช็คอินสถาปั...
19/05/2026

#ตึกรังผึ้ง "Vessel" (หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า ตึกรังผึ้ง หรือ ตึกเคบับยักษ์) เป็นหนึ่งในประติมากรรมและจุดเช็คอินสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและถูกพูดถึงอย่างมากในกรุงนิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา โดยตั้งอยู่ใจกลางโครงการ Hudson Yards ย่านแมนแฮตตันฝั่งตะวันตก
#ประวัติความเป็นมาและการก่อสร้างของแลนด์มาร์กแห่งนี้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
#จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการออกแบบ
ผู้สร้างสรรค์ โครงการนี้ได้รับการออกแบบโดย โทมัส เฮเทอร์วิก (Thomas Heatherwick) สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังชาวอังกฤษ ร่วมกับทีมงาน Heatherwick Studio
แนวคิด เฮเทอร์วิกได้รับโจทย์จากผู้พัฒนาโครงการ Hudson Yards (บริษัท Related Companies) ที่ต้องการสร้าง "จุดดึงดูดสายตาและสร้างความคึกคัก" ให้กับลานสาธารณะใจกลางย่านใหม่นี้ โดยเขาไม่ได้อยากทำแค่รูปปั้นตั้งโชว์นิ่งๆ แต่ต้องการสร้างสิ่งก่อสร้างที่คนสามารถเข้าไปใช้งาน สัมผัส และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้
#แรงบันดาลใจ รูปทรงตาข่ายสามมิติที่ขยายตัวขึ้นด้านบนนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก #บ่อน้ำขั้นบันไดโบราณของอินเดีย" (Indian Stepwells) ในรัฐราชสถาน ที่มีโครงสร้างของบันไดไขว้สลับกันไปมา รวมถึงความทรงจำวัยเด็กของเฮเทอร์วิกที่เคยหลงใหลในบันไดไม้เก่าๆ นอกเขตก่อสร้าง
#รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมและโครงสร้าง
มิติทางกายภาพ โครงสร้างมีความสูง 16 ชั้น (ประมาณ 46 เมตร หรือ 150 ฟุต) รูปร่างคล้ายกรวยหงาย โดยฐานด้านล่างมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 15 เมตร แต่จะค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นจนถึง 46 เมตรที่ชั้นบนสุด
ส่วนประกอบภายใน ประกอบด้วยบันไดที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด 154 ชุด, บันไดรวมประมาณ 2,500 ขั้น และชานพักสำหรับชมวิวถึง 80 จุด หากเดินเชื่อมต่อกันทั้งหมดจะมีระยะทางรวมมากกว่า 1.6 กิโลเมตร
วัสดุ โครงสร้างหลักทำจากเหล็กกล้า ด้านนอกกรุด้วยแผ่นสแตนเลสขัดเงาสีทองแดงเข้ม (Copper-toned steel) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกระจกเงาบิดเบี้ยว สะท้อนภาพผู้คนและลานพลาซ่าด้านล่างอย่างสวยงาม
#ประวัติการก่อสร้าง (ความท้าทายระดับโลก)
ผลิตในอิตาลี ประกอบในนิวยอร์ก เนื่องจากเป็นงานวิศวกรรมเหล็กที่ซับซ้อนมาก ชิ้นส่วนสำเร็จรูปขนาดใหญ่ทั้งหมด 75 ชิ้น จึงถูกผลิตและประกอบขึ้นรูปอย่างลับๆ โดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเหล็กกล้า Cimolai S.p.A. ในเมืองเวนิสและมอนฟัลโคเน ประเทศอิตาลี มีการล้อมรั้วสูงเพื่อไม่ให้ดีไซน์รั่วไหลก่อนเปิดตัวด้วย
#การขนส่งทางเรือ ชิ้นส่วนยักษ์เหล่านั้นถูกแบ่งขนส่งทางเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังนิวยอร์กทั้งหมด 6 เที่ยวเรือ และใช้เรือบาร์จล่องมาตามแม่น้ำฮัดสัน ก่อนจะใช้เครนขนาดใหญ่ยกประกอบเข้าด้วยกันเหมือนจิ๊กซอว์ยักษ์ทีละชิ้น
#ระยะเวลาและงบประมาณ เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2017 สร้างเสร็จในส่วนโครงสร้างหลักปลายปีเดียวกัน และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 มีนาคม 2019 โดยใช้งบประมาณก่อสร้างสูงถึงราวๆ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 75 ล้านดอลลาร์
#ประเด็นความท้าทายและบทสรุปในปัจจุบัน
แม้จะเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล แต่ Vessel ก็ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมหลายครั้งจากการที่มีผู้มาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงมาจากชั้นบน ทำให้สถานที่แห่งนี้ต้องปิดปรับปรุงและปิดให้บริการชั่วคราวอยู่หลายรอบ จนกระทั่งมีการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เช่น การติดตั้งแผงตาข่ายและแนวกระจกนิรภัยความสูงพิเศษบริเวณชานพัก เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถกลับมาเดินชมทัศนียภาพของแม่น้ำฮัดสันและเส้นขอบฟ้าของมหานครนิวยอร์กได้อย่างปลอดภัย
#สำหรับใครที่ต้องการถ่ายภาพและชอบในการเช็คอินที่ตรงนี้ไม่ควรผลาดมีที่ให้ถ่ายรูปทุกจุดทุกมุม

#พระครูศรีปริยัติวงศ์
#เจ้าคณะอำเภอห้วยทับทัน
#วัดศรีห้วยทับทันศรีสะเกษ

Address

วัดศรีห้วยทับทัน ตำบลห้วยทับทัน

33210

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when วัดศรีห้วยทับทัน posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your place of worship to be the top-listed Place Of Worship?

Share