13/05/2026
🙏🛕ย้อนรอยตำนานแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลา “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” พระเถระผู้ทรงอภิญญาแห่งเขากุฏิ
หากย้อนเวลากลับไปในสมัยกรุงศรีอยุธยา ดินแดนรอบลุ่มทะเลสาบสงขลายังคงเป็นพื้นที่แห่งป่าเขาและชุมชนโบราณที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา ในยุคนั้นได้ปรากฏนามของพระเถระผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการรูปหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านต่างให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง นั่นคือ “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” หรือที่รู้จักกันในนาม “พระราชมุนีเขากุฏิ”
ตามตำนานเล่าว่า ท่านถือกำเนิด ณ ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่สองของนายคำมีและนางแก้ว เดิมชื่อว่า “ขาว” เมื่อแรกเกิดปรากฏสิ่งอัศจรรย์ คือกลางฝ่ามือมีลักษณะคล้ายดอกบัวสีขาว อันถือเป็นนิมิตแห่งผู้มีบุญญาธิการ
เมื่ออายุครบ 20 ปี ตาของท่านได้นำไปฝากไว้กับ “อธิการอ่ำ” แห่งวัดต้นปาบ ตำบลบ้านพรุ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ก่อนจะอุปสมบทและจำพรรษาอยู่ที่วัดต้นปาบนานถึง 7 พรรษา ครั้นเมื่อแตกฉานในหลักธรรมแล้ว ท่านจึงลาพระอาจารย์ออกธุดงค์แสวงหาธรรม
สมเด็จเจ้าเกาะยอเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสุวรรณคีรี ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร ซึ่งเป็นวัดโบราณสำคัญของเมืองสงขลาอยู่ถึง 6 พรรษา ก่อนออกเดินธุดงค์ต่อไปยังวัดบางโหนด ตำบลคูเต่า และมุ่งสู่เมืองสทิงพระ เพื่อพบกับ “สมเด็จเจ้าพะโคะ” หรือ “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” พระเกจิผู้เลื่องชื่อแห่งแผ่นดินใต้
ตำนานกล่าวว่า ระหว่างที่ทั้งสองสนทนาธรรมกันนั้น สมเด็จเจ้าเกาะยอได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า หากตนและสมเด็จเจ้าพะโคะเคยร่วมสร้างบุญบารมีต่อกันมา ขอให้สมเด็จเจ้าพะโคะนั่งอยู่บนพรมสีแดง เมื่ออธิษฐานเสร็จ ทุกอย่างก็ปรากฏดังคำอธิษฐาน จนเป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น
หลังจากนั้น ทั้งสองได้ร่วมเดินธุดงค์ต่อไป จนพบกับ “สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่” แห่งวัดสูงเกาะใหญ่ และ “สมเด็จเจ้าท่าเภา” หรือ “สมเด็จเจ้าพรหมทอง” แห่งวัดท่าสำเภาเหนือ จังหวัดพัทลุง โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า สมเด็จเจ้าเกาะยอได้ตั้งสัจอธิษฐานกับพระเถระทั้งสองเช่นเดียวกัน และทุกอย่างก็เป็นไปตามคำอธิษฐานทุกประการ ชาวบ้านจึงเชื่อว่า สมเด็จเจ้าทั้งสี่ล้วนเป็นพระผู้มีบารมีและเคยร่วมสร้างบุญญาธิการต่อกันมาแต่อดีตกาล
เมื่อแยกย้ายจากกัน สมเด็จเจ้าเกาะยอได้เดินทางมายังเกาะยอ บ้านแหลมพ้อ และปักกลดจำพรรษาอยู่บริเวณนี้นานถึง 7 เดือน ก่อนกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้านพรุ ระหว่างจำพรรษาอยู่ที่วัดต้นปาบ ท่านได้ประทับ “รอยพระบาท” เอาไว้ในบริเวณวัด ชาวบ้านจึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดพระบาทบ้านพรุ” มาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาสมเด็จเจ้าเกาะยอได้กลับมายังเกาะยออีกครั้ง และขึ้นไปปักกลดบนภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งภายหลังเรียกว่า “เขากุฏิ” อันมีที่มาจากการเป็นสถานที่ตั้งกุฏิของท่าน คืนหนึ่งระหว่างนั่งสมาธิ ท่านได้นิมิตเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลอยลงมายังยอดเขา พร้อมมีพุทธดำรัสให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และให้สร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้บนยอดเขา
สมเด็จเจ้าเกาะยอจึงสร้างพระพุทธรูปขึ้นตามนิมิตนั้น และด้วยชื่อเสียงแห่งความเป็นพระผู้ทรงคุณธรรมสูง ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์แก่ท่านว่า “พระราชมุนีเขากุฏิ”
แม้กาลเวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี แต่เรื่องราวของ “สมเด็จเจ้าเกาะยอ” ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อกันในหมู่ชาวลุ่มทะเลสาบสงขลา ในฐานะพระเถระผู้ทรงอภิญญา ผู้เชื่อมโยงตำนานศรัทธาระหว่างสงขลา พัทลุง และสทิงพระ จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานสำคัญของแผ่นดินภาคใต้ตราบจนทุกวันนี้🙏🛕