Wat Khun Chee - Phuket Nuns Monastery

Wat Khun Chee - Phuket Nuns Monastery A century old Thai Buddhist Nuns Monastery in Phuket Town Locals named the monastery ‘Wat Khun Chee’ to honor Mae Chee Tade Na Takuathung.

In 1918, Mae Chee Tade Na Takuathung, a venerable Buddhist Nun of the time, founded a nunnery at a temple ground in Takuathung district, Phang Nga province, as a place for Buddhist nuns and laywomen to learn Dharma and practice meditation. Her reputation was widely recognized within the Andaman region and had drawn many laypeople to come for trainings, but due to limited land area, the nunnery cou

ld not be expanded. Appreciated the nuns’ efforts, Venerable Prao Buddhasaro, then Phuket Provincial Buddhist Archbishop, offered Mae Chee Tade and her mother Mae Chee Sub an abandon temple ground at the foot of Rang Hill in Phuket town for them to relocate to Phuket and set up the first Buddhist Nuns’ Monastery in Phuket in 1924. Wat Khun Chee has since been a place for Dharma teachings and meditation retreat for people in Phuket community and nearby provinces.

14/02/2026

โอวาทธรรม หลวงพ่อมานพ พุทธครุโต หัวข้อ "ความรักของพระอานนท์ และนางโกกิลา" เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเรื่องความยึดติดในรักที่นำไปสู่กงเกวียนกำเกวียนแห่งวัฏสงสารครับ

[บ่วงรัก... บ่วงกรรม] เมื่อความรักกลายเป็นโซ่ตรวนผูกพันนับอสงไขย ⏳
หลวงพ่อมานพท่านได้หยิบยกเรื่องราวความรักระหว่าง พระอานนท์ และ นางโกกิลา มาเป็นบทเรียนสำคัญให้เราเห็นว่า "ความพอใจ" และ "คำอธิษฐาน" ที่เกิดจากความหลง ย่อมนำมาซึ่งการเวียนว่ายตายเกิดที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม

🔥 คำอธิษฐานที่กลายเป็นกรงขัง... คู่บารมีหรือคู่เวร?
ผูกพันนับอสงไขย: ทั้งสองท่านเคยสร้างบุญร่วมกันและอธิษฐานขอเกิดเป็นคู่ครองกันมาทุกภพทุกชาติ ความพึงพอใจซึ่งกันและกันนี้รุนแรงมากจนถึงขั้นที่ว่า แม้ในชาติที่เกิดเป็นสัตว์คนละประเภท เช่น นกแขกเต้าและนกสาริกา ก็ยังวนเวียนมาพบและปฏิพัทธ์รักใคร่กันจนได้

กรรมที่ตามสนอง: พระอานนท์เองในอดีตชาติเคยทำผิดประเวณีหรือไปล่วงเกินผู้อื่นที่เขาไม่ยินดีด้วยใจปรารถนา ผลกรรมนั้นส่งผลให้ท่านต้องไปเกิดเป็นผู้หญิงถึง 7 ชาติ และเกิดเป็นกะเทยอีก 7 ชาติ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความรักที่เจือด้วยกิเลสและกามคุณนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

คำสาปแช่งจากความผิดหวัง: ในชาติที่ทั้งคู่เกิดเป็นพญานาค ความรักที่ไม่สมปรารถนาทำให้นางโกกิลา (ในชาตินั้น) เกิดความโกรธแค้นจนสาปแช่งว่า "หากพบกันอีก ขออย่าได้สมหวัง อย่าได้รักกัน ขอให้เกลียดกันไปตลอด" แต่ทว่าแรงอธิษฐานเดิมที่เคยผูกไว้แต่ครั้งปางก่อนก็ยังคงดึงดูดให้ทั้งคู่ต้องมาเจอกันอีกในชาติสุดท้าย

📢 "รักที่แท้" คือรักที่ปล่อยวางและเมตตาต่อตนเอง
มองเห็นโทษของความยึดติด: นางโกกิลาในสมัยพุทธกาล แม้จะบวชเป็นภิกษุณีแล้วก็ยังตัดใจจากพระอานนท์ไม่ได้ ความคิดถึงและรูปโฉมของพระอานนท์กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการบรรลุธรรม ท่านสอนให้เราเห็นว่าความทุกข์ที่บีบคั้นใจอยู่นั้น ไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่เกิดจากใจเราที่ไปปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง ว่าสวยงามและน่าปรารถนาเอง

เมตตาที่ไม่มีประมาณ: พระอานนท์ท่านมอบความรักและความเมตตาให้แก่คนทั้งโลกอย่างเสมอภาค แต่นางโกกิลากลับน้อมเอาความเมตตานั้นมาเข้าข้างตัวเองว่าท่านมีใจให้ การ "คิดเข้าข้างตัวเอง" คือต้นเหตุของความหวังที่นำไปสู่ความเจ็บปวด

บรรลุได้เมื่อตัดใจจาก "ตัวเขา": ในวินาทีที่นางโกกิลากำลังจะตัดใจได้ และเห็นความจริงว่า "ทุกอย่างต้องเจ็บ ต้องป่วย และสุดท้ายก็ต้องตาย" แม้พระอานนท์จะมายืนอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อใจเห็นธรรมและเข้าใจความเป็นไปของโลก นางโกกิลาก็สามารถบรรลุธรรมได้ก่อนพระอานนท์เสียอีก

✨ ประโยคกระชากใจ...
"อธิษฐานรักกันทุกชาติ... ก็เท่ากับอธิษฐานมาทุกข์ร่วมกันไปตลอดกาล"
อย่ามัวแต่แสวงหา 'คู่ครอง' ที่ถูกใจ... แต่จงแสวงหา 'ดวงตาเห็นธรรม' ที่จะพาเราออกจากกรงขังแห่งความรักที่มองไม่เห็นตัว!

#ความรักพระอานนท์ #นางโกกิลา #หลวงพ่อมานพ #พุทธครุโต #วัฏสงสาร #ทางพ้นทุกข์ #ธรรมะเตือนสติ #รักที่แท้คือการปล่อยวาง

20 ม.ค. 69 เวลา 14.37 น. #คุณแม่มารับหนูแล้วนะครับมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ป่าภูเก็ตติดตามสถานการณ์ของ "นกฮูก" พลัดหลง ณ สถา...
21/01/2026

20 ม.ค. 69 เวลา 14.37 น.
#คุณแม่มารับหนูแล้วนะครับ

มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ป่าภูเก็ต

ติดตามสถานการณ์ของ "นกฮูก" พลัดหลง ณ สถานปฏิบัติธรรมวัดคุณชี ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

โดยได้พูดคุยกับแม่ชีกนกพร ผู้ดูแลนกฮูกตัวดังกล่าว แม่ชีเล่าว่าเวลาประมาณ 18.00 น. ได้นำน้องใส่ตะกร้าแล้วแขวนไว้ที่กิ่งไม้ พร้อมทั้งเฝ้าสังเกตดูพฤติกรรมจากที่พักตลอดเวลา

จากนั้นอีก 1 ชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงแม่นกส่งเสียงร้องมาจากด้านหลังที่พัก แล้วน้องก็บินออกจากตะกร้าไปยังต้นหมากตามเสียงดังกล่าว และเห็นโผบินคู่กับแม่ หลังจากนั้นก็จะบินมาให้เห็นอีก 2-3 ครั้ง ก่อนบินกลับขึ้นไปบนเขารัง

18 ม.ค. 69 เวลา 10.47 น. #พบลูกนกฮูกพลัดหลงมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ป่าภูเก็ตได้รับแจ้งจากแม่ชีกนกพร ณ สถานปฏิบัติธรรมวัดคุณ...
21/01/2026

18 ม.ค. 69 เวลา 10.47 น.
#พบลูกนกฮูกพลัดหลง

มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ป่าภูเก็ต

ได้รับแจ้งจากแม่ชีกนกพร ณ สถานปฏิบัติธรรมวัดคุณชี ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

ว่าพบ "นกฮูก หรือ นกเค้ากู่" พลัดหลงอยู่ในสถานปฏิบัติธรรมดังกล่าว สอบถามเบื้องต้นทราบว่าน้องไม่มีบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บแต่อย่างใด ก่อนเจ้าหน้าที่นำลูกไก่แช่แข็งฝากให้ผู้ดูแลนำไปเป็นอาหารน้อง

โดยฝากให้วัดเฝ้าสังเกตและดูแลน้องประมาณ 2-3 วัน ว่าพ่อแม่น้องมารับตัวหรือไม่ หากครบกำหนดแล้วพ่อแม่ของน้องยังไม่มารับ ให้แจ้งกลับมูลนิธิฯ เพื่อประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับตัวต่อไป

11/01/2026

เมตตานั้นก็เช่นเดียวกันกับน้ำ ภาชนะใดไม่มีน้ำ ภาชนะนั้นก็แห้งอยู่แล้ว จะไปทำบริเวณนอกภาชนะเปียกเย็นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่น้ำมีเต็มเปี่ยมภาชนะใด ทั้งยังมีเพิ่มในภาชนะนั้นไม่รู้หยุด น้ำย่อมท่วมล้นไหลรินออกจากภาชนะเอง ซึมซาบลงสู่พื้นดินได้โดยไม่ต้องมีผู้ราดรด
เมตตาก็เช่นกัน มีขึ้นในจิตใจใด ก่อนอื่นย่อมทำให้จิตใจนั้นไม่แห้งผาก แต่ย่อมชุ่มเย็น และเมื่อมีมาก ก็จะท่วมท้นจิตใจ และไหลรินไปสู่ผู้คนและสรรพสัตว์ได้เองโดยมิต้องตั้งความมุ่งมาดปรารถนา จักเป็นไปเอง ไม่แตกต่างกับน้ำที่ท่วมภาชนะแล้วก็ย่อมไหลออกทำความชุ่มชื่นให้เกิดขึ้นทั่วได้เองฉะนั้น
• สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก •

11/01/2026

ธรรมเทศนาครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ในชีวิตของ ท่านพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นการเทศน์ ที่ยากนักจะได้รับฟังจากที่ใด ตลอดการเทศน์ท่านได้รวบรวมกระแสจิต หลับตาดำดิ่ง ลงสู่ห้วงสมาธิ และถ่ายทอดธรรมจากใจ ออกสู่ทางวาจา

ภิกษุสงฆ์ชราภาพ สังขารเกือบร้อยปี เทศนาธรรมด้วยน้ำเสียงก้องกังวานใส ตลอดระยะเวลา 1ชั่วโมง 20 นาที โดยที่ไม่มีการหยุดดื่มน้ำ ไม่มีการหยุดพักครึ่งใดๆทั้งสิ้น

วันนั้นเป็นวันที่คณะสงฆ์ สายพระป่ากรรมฐาน
เดินทางมารวมตัวกันนับหมื่นรูป บางองค์อยู่ต่างจังหวัด บางองค์อยู่ต่างแดน หรือ แม้แต่อยู่ในป่าลึก ก็ยังออกมาฟังธรรมเทศนา ในครั้งนี้ของสุดยอดอรหันต์

จึงถือได้ว่า การรวมตัวของ เหล่าภิกษุในวันนั้น เป็นการรวมตัวกันของเหล่าศิษย์แห่งพระคถาคต ผู้ที่ต้องการบำเพ็ญเพียร เพื่อความหลุดพ้น เป็นการรวมตัวของพระนักปฏิบัติผู้มีนิพพานเป็นธงชัยแทบทั้งสิ้น

ธรรมะที่สอนกันในวันนั้น จึงเป็นธรรมชั้นสูง เป็นแก่นธรรมแท้ ที่ไม่มีการผ่อนปรนใดๆ เนื้อหาสาระจึงเต็มไปด้วยรสธรรมอันเผ็ดร้อน ดุเดือด องอาจแกล้วกล้า ถึงลูกถึงคน ด้วยมิต้องห่วงคำนึง ถึงความเป็นโลกียะจอมปลอม หรือเป็นห่วงฆราวาส ที่ฟังธรรมเสร็จแล้ว ต้องหวนกลับไป ดูแลลูกผัว เฝ้าเหย้า เฝ้าเรือน ใช้ชีวิตทางโลกธรรม

เทศนาในวันนั้นว่า ด้วยเรื่อง“การปฏิบัติเพื่อเอามรรคเอาผล สำหรับผู้ไม่ต้องการเกิด” เป็นธรรมะชั้นลึก จากประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า
ประหนึ่งมหาสมบัติ เพราะทำให้นักเดินทาง ผู้มีนิพพานเป็นธงชัย ได้รู้ชัดถึงหนทางเดินว่า ถ้าปรารถนานิพพานในชาตินี้ เราต้องปฏิบัติอย่างไร เริ่มตรงไหน จบตรงไหน ต้องทำอะไรก่อนหลัง

การเดินทางสู่เส้นทาง แห่งพระนิพพานโดยปราศจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์คงไม่ต่างอะไรกับการคลำหาทางกลับบ้านกลางถ้ำมืด เมื่อท่านได้เขียนแผ่นที่ ทิ้งไว้ให้เราแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ สำรวจตรวจสอบกันว่า ในปัจจุบันนี้สองเท้าของเรา กำลังเหยียบย่างอยู่ตรงไหนในระหว่างทางกันแน่ กำลังเดินอยู่ในทาง หรือ หลงออกนอกเส้นทางไปแล้ว

โอกาสนี้เอง ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตนำ บทเทศนาของหลวงตามหาบัว มาถอดความ และจำแนกออกเป็นข้อๆ พร้อมทั้งอนุญาต อธิบายเพิ่มเติมสมทบลงไป เพื่อให้เหล่าโยคาวจรทั้งหลายได้ศึกษาหนทาง แห่งการดับทุกข์ ที่ถูกต้องตรงธรรม และ สามารถเข้าใจได้โดยง่าย ไปพร้อมๆกันดังนี้

1. ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งนิพพาน จะต้องถือศีลให้บริสุทธิ์ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ก่อน เรื่องอื่นใด คือ ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของศีลธรรมความดีงาม อะไรผิดศีล ห้ามทำโดยเด็ดขาด

2. ให้คิดถึงนิพพานทุกขณะ เหมือนนิพพานอยู่ตรงหน้า คือ ระลึกไว้เสมอว่า เราจะไปนิพพานเท่านั้น จุดเดียวที่เดียว อย่างอื่นไม่เอา ให้พุ่งตรง ตัดตรงไปเลย

3. ทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ให้ได้ คือ ถ้าใครบริกรรมพุทโธ ก็ให้ทำไป ใครดูลมหายใจ ก็ให้ดูไป เรื่องนี้เน้นย้ำมาก ให้คุมกรรมฐานไว้ระหว่างวัน ส่วนจะใช้กรรมฐานชนิดใด ตรงนี้ใช้ได้หมด ขอให้อยู่ในหมวดกรรมฐาน 40 ไม่มีอะไรผิด จุดนี้ให้เน้นไปที่ การทำสมถะก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจวิปัสสนาในช่วงแรกๆ ต้องฝึกให้จิต มีความตั้งมั่นก่อน ให้จิตอยู่กับกรรมฐาน ของตนตลอดเวลาทั้งวัน

ยกเว้นเวลาที่ต้องทำงานเท่านั้น เน้นว่า นี่คือการปฏิบัติเบื้องต้น ไม่ควรทำสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ควรทำผิดไปจากนี้

4. เมื่อทำสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนจิตเข้าสู่สมาธิได้แล้ว ให้สังเกตดู ช่วงนี้จิตจะปรุงกิเลสน้อยลง เพราะจิตมันอิ่มอารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งมากขึ้น ทำความสงบได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ว่า จิตของเรา เริ่มมีกำลังเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย คือ ในชีวิตประจำวัน ก็ทรงอารมณ์อยู่กับกรรมฐานได้

เมื่อทำสมาธิในรูปแบบ ก็มีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ อย่างนี้ถือว่า เริ่มใช้ได้แล้ว ตรงนี้ ให้เริ่มพัฒนาในขั้นตอนต่อไป อย่าหยุดอยู่แค่การทำสมาธิ

5. พอจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว คราวนี้ท่านให้เริ่มเดินปัญญาต่อไปเลย เพียงแค่สมาธิอย่างเดียวนั้น จิตจะไม่มีความกว้างขวาง จะต้องเดินปัญญาต่อ จึงจะเกิดความกว้างขวาง นี่คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำเอาไว้ ต้องทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอน

6. ให้เริ่มต้นพิจารณาร่างกาย โดยให้แยกเป็นส่วนๆ คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

นี่เป็นตำหรับแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ให้เอามาดูเป็นส่วนๆ ดูสิ เส้นผมของเราเป็นยังไง สะอาดหรือสกปรก เหมือนกันกับขนสัตว์ ชนิดอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่อาบน้ำมันจะเป็นอย่างไร แล้วไล่พิจารณาเรียงไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

กรรมฐาน 5 นี้ เป็นพื้นฐานทางเดินทาง ด้านปัญญา ให้หัดดูไปเรื่อยๆ เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ก็ให้พิจารณาไป ให้เห็นว่า ที่ทำอยู่นี้คือ หินลับปัญญา

7. เมื่อทำจนชำนาญ ต่อไป ก็ลองแยกให้เป็นธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้เป็น อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) ทำเช่นนี้ สติปัญญาจะมากขึ้นเป็นลำดับ

8. เมื่อพิจารณาสักพัก ก็ให้ย้อนกลับมา
ทำสมาธิ เอาความสงบ เอากำลังของจิตใหม่ ต่อเมื่อจิตอยู่ในความสงบ เริ่มมีกำลังฟื้นตัว ก็กลับมาเดินไปปัญญาอีกครั้ง ให้ทำเช่นนี้สลับไป ห้ามทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพียงอย่างเดียว ต้องมีทั้งการทำสมาธิ และเดินปัญญาสลับกันเรื่อยไป

9. เมื่อถึงจุดหนึ่ง คราวนี้ให้กำหนดเป็นอสุภะ อสุภะก็คือ กรรมฐานกองหนึ่ง ที่ทำให้เห็น ธรรมชาติของ ร่างกายคนเรา มีอยู่10 ระยะ คือ -ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด
-ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ คละด้วยสีต่างๆ
-ซากศพที่มีน้ำเหลือง น้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ)
-ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน
-ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
-ซากศพที่กระจุยกระจาย
-ซากศพที่ถูกฟันบั่นเป็นท่อนๆ
-ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด)
-ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำ เต็มไปหมด
-ซากศพที่เหลืออยู่แต่ ร่างกระดูก หรือ เหลือแต่ท่อนกระดูก

ในการกำหนดอสุภะนี้ ให้กำหนดภาพเหล่านี้
ขึ้นมาตรงหน้าเลย ทำให้ภาพนิ่งอยู่ตรงหน้า อย่างนั้น หมั่นเอาภาพอสุภะมาตั้ง ไว้ตรงหน้าเสมอ ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร แค่ให้จิตกำหนดภาพเหล่านี้ให้ได้ก็พอ

แล้วดูไป ดูอย่างเดียว เพ่งไปเลยอย่าให้คลาด เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ จิตมันจะรู้ของมันเอง

10. เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ แก่ความต้องการของจิต คราวนี้ธรรมชาติจะหมุน ไปสู่ความจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะเป็นธรรมที่ละเอียดมาก จิตมันจะมีปัญญา ในเรื่องกามราคะ ถึงตอนนั้น จิตมันจะสิ้นข้อสงสัย ในเรื่องกามราคะไปเลย โดยไม่ต้องมีใครบอก
ในขั้นนี้ จะสำเร็จเป็น พระอนาคามีแล้ว

11. เมื่อทำซ้ำๆ จนบรรลุอนาคามี จิตจะไม่กลับมาเกิดอีก เพราะกามราคะมัน ขาดสะบั้นไปสิ้น จิตมันจะหมุนขึ้นสูงอย่างเดียว ไม่ลงต่ำ ไปอยู่ชั้นพรหมสุทธาวาส เวลานั้นจิตจะรู้ความจริงไปตามลำดับ

12.ทบทวนและย้ำอีกรอบว่า "เมื่อทำสมาธิ(สมถะ) ให้พักเรื่องปัญญา(วิปัสสนา)

และเมื่อเดินปัญญา(วิปัสสนา) ก็ให้พักเรื่องสมาธิ(สมถะ) ทั้งสองสิ่งนี้ จะต้องทำสลับกันไปตลอด ห้ามทิ้งอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อทำสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ต้องคิดถึงอีกสิ่ง คือ ทำความสงบ ก็ทำไป พิจารณาความจริง ก็ทำไป ห้ามนำมาปนกัน ให้ทำสลับไปอย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดการปฏิบัติ

13. เมื่อก้าวถึงภูมิอนาคามีแล้ว จะมีภูมิของอนาคามี ที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีความเข้มข้นอยู่ 5 ระดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลื่อนขึ้นไปเป็นขั้นๆ พวกที่ก้าวข้ามขั้นไปเลยก็มี แต่ส่วนใหญ่ในช่วงกึ่งพุทธกาลเช่นนี้ จะหายาก โดยมากแล้วจะไปทีละขั้น เพราะด่านกามราคะมันยากจริงๆ ไม่ใช่ของง่าย

14. ในขั้นนี้ปัญญา จะเดินอัตโนมัติ ตลอดเวลาแล้ว เห็นนิพพานอยู่ตรงหน้า ช่วงนี้ปัญญาจะฆ่ากิเลส ตลอดเวลาทุกอิริยาบถ ทั้งยืน เดิน นั่ง ฆ่ากิเลสตลอดเวลา ยกเว้นเวลานอนหลับ ตอนนั้นไม่มีคำว่า เผลอแล้ว เพราะปัญญาจะเกิดอย่างถี่ยิบ

15. สติปัญญาเดินมาก ต้องย้อนสู่สมาธิ ห้ามเดินปัญญา แต่อย่างเดียวเด็ดขาด ต้องทำสลับกันไปเช่นนี้

16. ต่อไปจะก้าวเข้าสู่ มหาสติปัญญา ถึงตรงนี้จะหมดนิมิต ที่เกี่ยวกับจิต เหมือนฟ้าแลบตลอด ไม่ต้องบังคับให้จิตทำงาน กิเลสซ่อนอยู่ตรงไหน ปัญญาจะตามไปฆ่าเชื้อที่นั่น

ส่วนใหญ่ถึงตรงนี้ ทุกข์เวทนาจะน้อยมากๆ เหลือเพียงสุขเวทนาเท่านั้น มันจะเห็นสุขเวทนาชัดเจนมาก จุดนี้เองที่มันจะเข้าไปใน ปราสาทราชวัง ไปเจอนายใหญ่ คือ อวิชชา ค้นพบอริยสัจ 4

มันจะเห็นกษัตริย์แห่งวัฏฏะ คือ ตัวอวิชชา ถึงตรงนั้นทุกสรรพสิ่ง จะว่างไปหมด ยกเว้นเพียงตัวเองที่ยังไม่ว่าง

17. เมื่อถึงจิตตะ คือ อวิชชา พอเปิดอันนี้ออก จิตมันก็จ้าขึ้น ตอนนี้ข้างนอกก็สว่าง ภายในก็สว่าง ว่างทั้งหมด

ตัวเราก็ว่าง เป็นวิมุต คือ ธรรมชาติที่แท้จริง
จิตเป็นธรรมธาตุ เป็นภาวะนิพพาน จิตไม่เคยตาย ถึงธรรมชาติแล้ว หายสงสัยล้านเปอร์เซ็นต์

18. แรกเริ่ม ธาตุขันธ์ เป็นเครื่องมือของกิเลส แต่ปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง ธาตุขันธ์จะเป็นเครื่องมือ ของธรรมทั้งหมด"

ธรรมเทศนาของ หลวงตามหาบัว ข้างต้นเปรียบได้ ดั่งแผนที่เส้นทางปฏิบัติธรรม ที่ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่เบื้องต้นต้น ถึงปลายทางแห่งพระนิพพาน เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ครูบาอาจารย์ได้มอบแก่ เหล่าศิษย์นักปฏิบัติทั้งหลาย

โมทนาสาธุๆๆ กับท่านผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย

30/12/2025

การเสียสละความสะดวกสบายเป็นครั้งคราว กล้าอดกล้าทนเพื่อฝึกพึ่งตนเอง ทำให้เรารู้จักว่าอะไรจำเป็นจริงๆในชีวิต อะไรไม่จำเป็น เมื่อไปอยู่ในที่ที่หลอกตัวเองได้ยาก กิเลสคือสิ่งเศร้าหมองที่เรายังไม่ได้จัดการก็ปรากฏชัด ทำให้เราสำนึกในภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เราเห็นความสำคัญของการชำระจิตของตน

พระอาจารย์ชยสาโร

30/12/2025

ผัสสะ ดับ ตัวเดียว
พังทลายทั้งระบบ
ปฏิจจสมุปบาท

ไม่ต้องไล่ดับทั้งสาย
ไม่ต้องต่อสู้กับตัณหา
ไม่ต้องไปหาขั้นตอนดับทุกข์

ผัสสะ คือประตูที่โลกทั้งใบไหลเข้ามา
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
กระทบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

เมื่อมีผัสสะ → เวทนาเกิด
เมื่อมีเวทนา → ตัณหาทำงาน
เมื่อมีตัณหา → อุปาทานยึดแน่น
เมื่อมีอุปาทาน → ภพถูกสร้าง
เมื่อมีภพ → ชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ โทมนัส
ครบวงจร

นี่แหละ “ระบบทุกข์”

แต่ถ้าในขณะ ผัสสะเกิด
ไม่มีใคร “เข้าไปรับ”
ไม่ให้ความหมาย
ไม่สารต่อ
ไม่ปรุงแต่ง

ชอบ–ไม่ชอบ
ดี – ชั่ว
ได้ – เสีย
ใช่ – ไม่ใช่

ผัสสะก็เป็นเพียง
การกระทบของธาตุ
แล้วจบตรงนั้น

เวทนาไม่ถูกสานต่อ
ไม่มีผู้เสวยอารมณ์
ตัณหาไม่มีเชื้อ
อุปาทานไม่มีที่เกาะ
ภพไม่มีฐานให้ตั้ง
ชาติไม่อุบัติ
ทุกข์ไม่เกิด

ไม่ใช่การบังคับ
ไม่ใช่การหนี
ไม่ใช่การวิ่งเข้าใส่
ไม่ใช่การทำลาย
ไม่ใช่การรักษา

แต่คือ
ไม่เข้าไปเป็นอะไรในอะไร
ในผัสสะนั้น

เมื่อผัสสะ ดับเพราะเหตุ
เพียงตัวเดียว
ระบบทั้งระบบ
ย่อมสิ้นเหตุให้เกิดต่อ
ความดับไม่เหลือ
นิโรธ ย่อมปรากฏ

ไม่ใช่เพราะเราชนะอะไร
และไม่มีใครไปดับอะไร
แต่เพราะ
ไม่อะไรกับอะไรในผัสสะ
สักว่าเกิด
สักว่าดับ
ในผัสสะนั้น

เปรียบเสมือน
ไม่มีใครเข้าไปเล่นเกมส์นั้นอีกต่อไป
เกมส์ทั้งระบบ
ก็จบลงเอง
อย่างเงียบงัน
#ผัสสะ
#ปฏิจจสมุปบาท
#ฝากไว้ให้ปลง
#ธรรมะฝากไว้ให้คิด
#โปรดสัตว์
#อโหสิ
#สลายวิญญาณออกจากนามรูปทั้งปวง
#ไม่เกิดไม่ดับโปรดสัตว์ตลอดกาล
#ดั้งเดิมแท้สุญญตา #สุญญตา
#ผู้มีธรรมอันไม่ตาย
#ธรรมแท้ไม่ต้องทำ

23/12/2025

ไม่ใช่นิ่งเพื่อนิ่งนะ
แต่นิ่งเพื่อรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายที่ไม่นิ่ง

พระอาจารย์ชยสาโร

23/12/2025
23/12/2025

โรคโหยหาอาลัยในสมาธิ หรือ Samadhi Nostalgia Syndrome (SNS) เป็นศัพท์ที่ผู้อ่านคงไม่คุ้น เพราะอาตมาเพิ่งบัญญัติขึ้นมา แต่ทั้งนี้ก็เป็นอาการที่พบบ่อยในหมู่นักปฏิบัติธรรม ปกติแล้ว ในการฝึกสมาธิปีแรก อาจจะเป็นการเข้ารีทรีตครั้งแรกด้วยซ้ำ จู่ ๆ ผู้ปฏิบัติก็ได้สัมผัสสมาธิ ทุกคนติดใจ และติดใจเอามาก ๆ จนเวลานั่งสมาธิครั้งถัดมา ก็มีทั้งความคาดหวังและความอยากเต็มไปหมด อยากจะได้ประสบการณ์แบบเดิมอีกครั้ง และคิดเอาเองว่าคงปฏิบัติต่อเนื่องจากที่ค้างไว้คราวก่อนได้ ไหนใครว่าการทำสมาธิเป็นของยาก

และแล้วผู้ปฏิบัติก็ต้องผิดหวัง สภาวะอันสุดยอดนั้นไม่หวนคืนมาเลย ถัดจากนั้นเป็นวันเป็นสัปดาห์ ต่างพากันขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อทำให้เกิดสมาธิอีก แต่ก็ไร้ผล ความคะนึงหาพลันจู่โจมเข้ามา ในกรณีที่อาการ SNS รุนแรง ต่อให้ผ่านไปหลายปี พอเริ่มปฏิบัติธรรม ผู้ป่วยโรคนี้ก็ยังคงหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะได้สัมผัสวินาทีทองที่เคยเกิดขึ้นนานแล้วอีกสักครั้ง

ถ้าถามว่าอาตมาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ประสบการณ์ครั้งแรกถือเป็นเรื่องบังเอิญ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์พิเศษหลาย ๆ อย่างที่มาประจวบเหมาะพอดี เป็นการชำเลืองเห็นสมาธิชั่วแวบ ส่วนงานที่ต้องพากเพียรให้การปฏิบัติมั่นคงยังต้องทำอยู่ และนั่นหมายรวมถึงการให้ทานและรักษาศีลด้วย

สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วย SNS พึงระลึกไว้ คือประสบการณ์สุดยอดทั้งหลายไม่ใช่เป้าหมายของการทำสมาธิ ไม่ว่าประสบการณ์ใดก็หาได้เป็นไม่ เป้าหมายคือการเข้าใจในความเป็นธรรมดาของประสบการณ์ทั้งหลาย แล้วปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา การโหยหาแต่ประสบการณ์สุดยอดย่อมเป็นความเข้าใจผิด

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

08/12/2025

ครั้งหนึ่งอุบาสกคนหนึ่งถามอาจารย์เซ็นว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร พุทธภาวะคืออะไร ท่านตอบทันควันว่า พุทธภาวะคือขี้หมา

เหตุผลในการตอบอย่างนี้คือ ท่านยกสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่าสกปรกหรือต่ำต้อยที่สุด และเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนทั่วไปเชื่อว่าสูงสุด เพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งที่บริสุทธิ์ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากสิ่งสกปรกหรือธรรมดา

ถ้าเรามองด้วยปัญญา เราจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้น ล้วนแล้วแต่มีลักษณะอันเดียวกัน คือเกิดขึ้นแล้วดับไป การประจักษ์แจ้งในธรรมชาติของประสบการณ์ทั้งหลายของเรานั่นแหละคือการปรากฏของพุทธภาวะ ฉะนั้นพุทธภาวะจึงไม่ใช่สิ่งลึกลับที่เราจะหยั่งรู้ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องรอออกบวชไปอยู่ในป่าในเขาจึงจะสัมผัสได้ แต่เป็นความรู้ความเข้าใจเรื่องสิ่งธรรมดา ที่อยู่กับเราตลอดเวลา อาบน้ำ แปรงฟัน ทำกับข้าว ทานข้าว ล้างจาน ขับรถ เดินไปเดินมา ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นโอกาสที่เราจะเข้าใจในธรรมะได้ เพราะธรรมะไม่ใช่สิ่งลึกลับจนเกินไป เป็นสิ่งที่สูงสุดก็จริง แต่เป็นสิ่งสูงสุดที่อยู่ในสิ่งต่ำสุดได้ด้วย

พระอาจารย์ชยสาโร

ที่อยู่

Phuket

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wat Khun Chee - Phuket Nuns Monasteryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wat Khun Chee - Phuket Nuns Monastery:

แชร์

ประเภท