03/04/2026
โลกความจริง
ให้ความรู้สึกพึงพอใจไม่ได้หลายๆอย่าง
ขณะที่โลกมายาในหนังละคร
ให้ได้ทุกอย่างที่เราอยากรู้สึก
หลายคนจึงอยากหลบหนีจากโลกความจริง
เข้าไปอยู่ในโลกมายากันบ่อยๆ หรือทั้งวัน
เมื่อเริ่มต้นเข้าหาศาสนา
สัมผัสแตะต้องเปลือกของศาสนา
เราจะแสวงหาสิ่งเดียวกันนั้น
คือ ความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ทำอะไรก็ตาม ขอเพียงได้ความรู้สึกที่ดีขึ้น
หลายคนจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้น
ซึ่งนั่นอาจทำให้ศาสนากลายเป็น
ศาสนาแห่งการแกล้งเปลี่ยนความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว
ได้แค่เปลือก แต่นึกว่าได้แก่นแล้ว
เช่น แกล้งเปลี่ยนความแหนหวงเป็นอยากให้
แกล้งเปลี่ยนความเกลียดชังเป็นเมตตา
แกล้งเปลี่ยนใจสกปรกเป็นจิตสะอาด
แกล้งเปลี่ยนความยึดมั่นเป็นปล่อยวาง
เสร็จแล้วเกิดความขัดแย้งอยู่กับตัวเองตลอด
ลึกๆรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นของหลอก
เพื่อเข้าถึงความเป็นพุทธจริงๆ
เป็นพุทธแบบไม่มีทางแปรเป็นอื่น
สิ่งหนึ่งที่คุณต้องมี
ไม่ใช่แค่คำตอบเป็นภาษาพูด
ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าอะไรๆในชีวิตดีขึ้น
แต่ต้องเป็น ‘จิต’ ที่ไม่เหมือนเดิม
รู้ได้เฉพาะตนว่า
เป็นของแท้ที่ตั้งอยู่เป็นปกติ
เป็นของของคุณจริง อยู่กับคุณจริง
ติดตัวไปไหนๆทุกหนแห่ง
ไม่ใช่ต้องนั่งรถไปไกลกี่สิบกี่ร้อยกิโลถึงจะเจอ
ตัวอย่างเช่น
แทนการแกล้งฝืนเปลี่ยนความรู้สึก
จากเกลียดเป็นรัก
จากยังแค้นเป็นอภัย
พุทธสอนให้ฝึกสร้างความสุขทางใจของจริง
จะด้วยการสวดมนต์ ทำบุญ หรือนั่งสมาธิก็ตาม
แล้วเอาสุขที่มีอยู่จริงนั้น
แผ่ให้กับศัตรูคู่อาฆาต ปรารถนาให้สุขเสมอเรา
กระทั่งสุขนั้น เป็นสายใยเชื่อมจิตของคุณ
เข้ากับมโนภาพความเป็นเขาจริงๆ
ซึ่งนั่นก็จะเปลี่ยนสภาพจิตของคุณ
จากที่เคยถูกเขาเร้าให้เป็นอกุศลได้
กลายเป็นสภาพจิตที่มีเขา
เป็นเครื่องเตือนให้เกิดความสงบเย็น
แผ่กว้าง หายอึดอัดขึ้นมาแทน
และแทนการแกล้งหลอกตัวเอง
ให้เกิดการปล่อยวางสิ่งที่หลุดมือไป
ทั้งที่ใจจริงยังคงยึดไม่เลิก
พุทธสอนให้มีสติสังเกตรู้ทุกสิ่ง
ตามที่กำลังปรากฏเป็นขณะๆว่า
ไม่เคยมีอะไรทน ไม่เคยมีอะไรเที่ยง
นับแต่ลมหายใจ ที่เข้าแล้วต้องออกไม่ซ้ำ
ไปจนกระทั่งรูปหน้ารูปตา
ความรู้สึกนึกคิด ไม่เคยมีอะไร
ให้น่ายึดว่าเป็นของของคุณจริงเลย
นั่นแหละ! จิตจึงเปลี่ยนสภาพจากหลง
กลายเป็นรู้ ตื่น เบิกบานขึ้นมา
และวางจริง โดยไม่ต้องแกล้งปล่อย!