สวนธรรมสมเด็จองค์ปฐมเพชรบุรี

สวนธรรมสมเด็จองค์ปฐมเพชรบุรี สถานปฏิบัติธรรมสวนธรรมสมเด็จองค์ปฐมเพชรบุรี สวนธรรมสมเด็จองค์ปฐมเพชรบุรี

⚜️  #กรรมที่นำไปสู่นรก ⚜️      ✴️  #การบำเพ็ญบารมีเพื่อจะอยู่นรกขุมใหญ่ บำเพ็ญกันให้ครบ ๑๐ อย่างดีไหม บรรดาญาติโยมพุทธบร...
30/01/2025

⚜️ #กรรมที่นำไปสู่นรก ⚜️

✴️ #การบำเพ็ญบารมีเพื่อจะอยู่นรกขุมใหญ่ บำเพ็ญกันให้ครบ ๑๐ อย่างดีไหม บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เอ๊ะ ๑๐ อย่างนี่ไม่มีน้ำเมาไว้ด้วยนะ น่ากลัวนรกขุมใหญ่นี่เขาไม่รับคนชอบดื่มเหล้า คนชอบดื่มเหล้านี่ควรจะดีใจนะ นรกขุมใหญ่เขาไม่รับแล้วมันดีไม่พอ อย่าลืมนะบรรดาท่านผู้ฟัง และญาติโยมพุทธบริษัทที่กำลังรับฟัง และพระคุณเจ้าที่เคารพ #อยากจะไปนรกท่องให้ดีนะ #เฉพาะนรกขุมใหญ่

⚜️๑. #พยายามฆ่าสัตว์เข้า

⚜️๒. #ลักทรัพย์ ขโมยทรัพย์ ปล้นทรัพย์ แย่งชิงทรัพย์ คดโกงทรัพย์ใครเขามาทำบุญสุนทานกันเข้ากระเป๋าไว้บ้าง

⚜️๓. #ไอ้เรื่องกาเมสุมิจฉาจาร เหมาะเมื่อไรว่าเมื่อนั้น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเลือกจะเป็นลูกใคร เมียใคร ขี้ข้าใคร คนรับใช้ใคร ลูกจ้างใคร ไม่เกี่ยว มีโอกาสจัดการเรื่อยไปแล้วผัวใครด้วยนะ

⚜️๔. #เรื่องความจริงไม่ต้องพูดกัน โกหกมันดะ

⚜️๕. #ยุยงส่งเสริมให้แตกร้าวกันเสีย มันสนุกดี มันทะเลาะกันได้ มันตีกันได้ มันฆ่ากันได้ เราสบายใจ

⚜️๖. #เรื่องวาจาสุภาพอย่าไปพูดมัน พูดหยาบๆคายๆมึงมาพาโวย ด่าพ่อล่อแม่ใครก็ได้ตามอัธยาศัย

⚜️๗. #เรื่องที่เป็นเรื่องอย่าพูด พูดมันแต่เรื่องที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน

⚜️๘. #ทรัพย์สินของใครมีอยู่ ถ้าชอบใจ ตั้งใจเลยว่าเราจะขโมยของเขา

⚜️๙. #จองล้างจองผลาญ จ้องประหัตประหารมันเรื่อยไปไม่ว่าใคร

⚜️๑๐. #คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีความหมาย เราไม่เชื่อ มาพูดอะไรกัน เรื่องสวรรค์เรื่องนรก เรื่องอะไรต่ออะไรไม่เห็นมีความหมาย เราไม่เชื่อ

✴️เอาละ บำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่าง อย่างนี้พอ พอที่จะลงนรกขุมใหญ่ได้แบบสบายๆพระยายมไม่รังเกียจตา นี้ มานรกขุมเล็กอีก ๑๐ ขุม เรียกกันว่ายมโลกียนรก ทำรับเฉพาะ เรียกว่ารับเฉพาะไม่ใช่นรกแป๊ะเจี๊ยะ ทำอย่างนี้อยู่ขุม ๑ ได้ ทำอย่างนี้อยู่ขุม ๒ ได้ เขาเรียกกันว่าอะไร จะพูดบารมีให้ฟัง เวลามันใกล้จะหมด

📍ถ้าอยากจะอยู่นรกขุมที่ ๑
#ฆ่าสัตว์ให้หนัก
📍อยากจะอยู่นรกขุมที่ ๒
#เจ้าชู้ให้หนัก
📍อยากจะอยู่นรกขุมที่ ๓
#ลักขโมยให้หนัก คดโกงเขาให้หนัก
📍ขุมที่ ๔
#ดื่มน้ำเมาให้หนัก
📍ขุมที่ ๕
#โกงเงินทำบุญให้หนัก ทายกกับพระนี่ ระวังนะ ระวัง ถ้าชอบใจอยู่ขุมที่ ๕

✴️ #สำหรับยมโลกียนรก #โกงให้หนัก
📍๖ เป็นข้าราชการ โกงให้หนัก
📍๗ เรื่องซื่อตรงไม่มีสำหรับเขา
📍๘ เรื่องเมตตาปรานีไม่มีสำหรับเขา
📍๙ ด่าดะไม่เลือกว่าใคร
📍๑๐ ซ้อมคู่ครองให้หนัก

✴️ นี่ เป็นบารมีสำหรับยมโลกียนรกส่วนใหญ่ คนฆ่าสัตว์แล้วก็เลยลงนรกขุมใหญ่มาก่อน พ้นจากนรกขุมใหญ่แล้วเข้านรกบริวาร ๔ ขุม แล้วจึงมาเข้าขุมที่ ๑ นี่เขามาคิดบัญชีกันต่างหากเฉพาะอย่าง สำหรับนรกขุมใหญ่น่ะ เป็นนรกแป๊ะเจี๊ยะไม่ยอมคิดบัญชีให้ เรียกว่าอะไรๆก็ไปรวมอยู่ก่อน เสร็จจากนรกขุมใหญ่ก็มาไล่เบี้ยกันทีหลังว่าแกมีโทษอะไรบ้าง ฉันจะจัดการกับแกตามโทษนั้น

✴️ เอาละ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน นี่พูดไปพูดมา พูดมาพูดไป ก็เห็นว่าจะหมดเวลา ๓๐ นาทีเสียแล้วกระมัง เพราะดูเวลามันก็หมดแล้วนี่ เมื่อหมดแล้วสำหรับพุธนี้ก็ยังไม่ได้อะไร เพียงแต่ได้อารัมภบท มาบำเพ็ญบารมีลงนรกกัน เมื่อรู้บารมีแล้วก็ตั้งใจไว้จะไปนรกขุมไหน

✴️ เอา ละ สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาแล้ว อาตมาก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี. .

🖋️📚หนังสือไตรภูมิ
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

เรื่อง.* มนุษย์ หรือ คน ** โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ.." ไอ้ คน  เขาแปลว่า ยุ่ง ..   มนุษย์ เขาแปลว่า ใจสูง...
10/04/2023

เรื่อง.* มนุษย์ หรือ คน *

* โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ
.." ไอ้ คน เขาแปลว่า ยุ่ง .. มนุษย์ เขาแปลว่า ใจสูง .. มนุษย์ นี่ ต้องมีกรรมบถ ๑๐ ครบถ้วน.. บุคคลใดปฏิบัติใน กรรมบถ ๑๐ ครบถ้วน บุคคลนั้น ท่านเรียก มนุษย์ .. ถ้ากรรมบท ๑๐ ไม่ครบถ้วน ท่านเรียกว่า คน แปลว่า ยุ่ง .. คนที่มีกรรมบถ ๑๐ ครบถ้วน ไม่มีอะไรยุ่ง..

* กรรมบถ ๑๐ ก็คือ..

~ ทางกาย มี ๓ ข้อ คือ..

๑. ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์

๒. ไม่ลักขโมยของ ของใคร

๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม

* ทางวาจา มี ๔ ข้อ คือ..

๑. ไม่พูดปด

๒. ไม่พูดคำหยาบ

๓. ไม่พูดส่อเสียด หรือ ไม่พูดนินทาให้ใครแตกร้าวกัน

๔. ไม่พูดวาจาที่ไร้ประโยชน์

* ทางด้านจิตใจ มี ๓ ข้อ คือ..

๑. ไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร.

๒. ไม่คิดประทุษร้ายใคร.

๓. มีความเห็นถูกตามคติ ที่พระพุทธเจ้า ทรงสอนทุกอย่าง.

* กรรมบถทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติของ พระสกิทาคามี..."

( จากหนังสือ *ธัมมวิโมกข์* ปีที่ ๒๑ เล่มที่ ๒๓๓ เดือน สิงหาคม ๒๕๔๓ หน้าที่ ๔๙ ของวัดท่าซุ จ.อุทัยธานี )

เรื่อง.* คำทำนาย อนาคตของชาติไทย..พระมหากษัตริย์ มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์ * * หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟั...
07/04/2023

เรื่อง.* คำทำนาย อนาคตของชาติไทย..พระมหากษัตริย์ มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์ *

* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟัง
.." อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ ( ร.๙ ) ว่า : ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา จะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้..

~ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์ จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติ และ ประชาชน..

~ แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัด ๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้ว และเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป..

* ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ..

* ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า.. พระพุทธโฆษาจารย์ ( ลำใย ) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมือง ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า.. ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ..

~ โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า..
. " กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แต่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรีอยุธยา มากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้ว จะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่.."

~ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา ก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง..

* ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ละรัชกาล ดังนี้..

~ รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า " มหากาฬผ่านมหายักษ์ "

~ รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า " รู้จักธรรม "

~ รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า " จำต้องคิด "

~ รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า " สนิทธรรม "

~ รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า " จำแขนขาด "

~ รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า " ราษฎร์ราชาโจร "

~ รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า " นั่งทนทุกข์ "

~ รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า " ยุคทมิฬ "

~ รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า " ถิ่นกาขาว "

~ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า " ชาววิไล "

~ เมื่อพิจารณาถึงคำทำนาย และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาล ก็จะเห็นได้ชัดว่า.. คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด..

* รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ..

* รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงคราม ก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่..

* รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้..

* รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน..

* รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขา ดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้..

* รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่า.. พระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชน ให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า.. ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย..

~ ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร..

~ ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑. จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก..

* รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน..

~ พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ ต้องดูแลข้าราชการเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์..

* รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต..

* รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น..

* สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า "ชาววิไล" หมายความว่า.. บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์ เหมือนนานาอารยะประเทศ ที่เจริญแล้วทั้งหลาย..

* ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า.. ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์ จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ..

~ เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ.. จึงได้สอบถามเรื่องนี้ กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่าง ๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิ เข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลาย ๆ องค์ในขณะนี้..

* ทุก ๆ รูป ที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า..

* พระมหากษัตริย์ จะยังคงมีอยู่ คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้น ก็เพราะว่า..

* เริ่มตั้งแต่ รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก..

~ ประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่า.. ประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใคร ๆ นั้นคือ พระพุทธทำนาย เหตุการณ์ของโลก.. พระพุทธทำนาย นี้ ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์ เช่นเดียวกัน.. ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้..

* " อานันทะ..ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี ( ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕ ) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำ มาทำลายมนุษย์ มนุษย์ และ สมณะชีพราหมณ์ จะตายกันมาก "

" แต่ว่า.. อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล "

" หลังกึ่งพุทธกาล จะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาป จะลุกขึ้นมาอาละวาด สมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลาย จะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน "

" แต่ทว่า ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก " *

~ จากพระพุทธเจ้าทำนาย นี้ เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า.. เป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒. ลูกระเบิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟ ได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศ พิฆาตมนุษย์.

~ หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิ คือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้..

* ตามพระพุทธทำนายนั้น ได้บ่งชี้ชัดว่า.. ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา จะมีภัยบ้าง แต่ไม่มากนัก.

* หากเราพิจารณาให้ดี ๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า.. ประเทศไทย นี้ เท่านั้น ที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้าย ที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้..

~ ประเทศอื่น ๆ รอบบ้านเรา ก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์ นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว.. เพราะฉะนั้น ประเทศไทย จึงเป็นเมืองสุดท้าย ที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป..

* ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า..

~ "พระเจ้าอังครัฐ" เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐ ก่อน..

~ ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์ เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า..

* " พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้.. ถึง ๕,๐๐๐. ปี "

* เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่า.. เมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใคร ๆ เพราะความมั่นคงของชาติ และพระพุทธศาสนา เป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร..

* จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระ ผู้ได้ฌานสมาบัติ ก็ดี และจากพระพุทธทำนาย ก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า..

* เมืองไทยเรานี้ จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใคร ๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้ แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกัน และไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง..."

( จากหนังสือ *ธัมมวิโมกข์* ฉบับที่ ๓๒๐ ปีที่ ๒๙ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐ หน้าที่ ๔๓ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

เรื่อง.* ท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์  รักษาพระพุทธเจ้า ทุกโรค ** หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟัง.." เมื่อองค์สมเด็...
07/04/2023

เรื่อง.* ท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์ รักษาพระพุทธเจ้า ทุกโรค *

* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟัง
.." เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ในตอนนั้น ก็มีท่านผู้หนึ่งที่เราได้ยินชื่อกันอยู่เสมอ คือ "ท่านหมอโกมารภัจจ์"

~ ซึ่งเป็นหมอสำคัญ ขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ คอยรักษาโรค และก็เป็นหมอที่มีความรู้เป็นพิเศษจริง การไปศึกษาของท่านนั้นปรากฏว่า.. ไปศึกษาวิชาเวชศาสตร์ มีความฉลาดสามารถมาก ยิ่งกว่าลูกศิษย์ใด ๆ จากสำนักตักศิลา..

* ท่านโกมารภัจจ์ ประวัติก็มีอยู่ว่า.. เป็นลูกพิเศษของพระเจ้ากรุงราชคฤห์..

~ คำว่า "เป็นลูกพิเศษ" นี่ก็หมายความว่า อาจจะเป็นลูกจากเมียพิเศษ ที่เจ้าย่องไปเจ้าชู้นอกเขตพระราชฐาน ผู้หญิงคนนั้นก็เลยมีลูกขึ้นมา ๒ คน คนแรกชื่อว่า "โกมารภัจจ์" เป็นลูกคนหัวปี คนที่สองมีนามว่า "สิริมา" เป็นคนสวยที่สุดในสมัยนั้น..

~ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ไม่ได้รับว่าเป็นลูกโดยตรง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธในด้านจิตใจ คือ คอยสงเคราะห์ตลอดเวลา แต่เป็นการสงเคราะห์แบบลับ ๆ

* ฉะนั้น ชื่อของ "ท่านโกมารภัจจ์" ก็ดี "สิริมา" ก็ดี ไม่ได้ชื่อเป็นเจ้า แต่ว่าเขาให้ฐานะดีมาก และก็เป็นคนใกล้กับพระราชฐาน อยู่ตลอดเวลา เพราะเจ้ารู้ว่าเป็นลูก แต่ยอมรับไม่ได้ ประกาศเปิดเผยไม่ได้ แต่ก็เลี้ยงอย่างลูกสงเคราะห์อย่างลูกเหมือนกัน..

~ เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี ก็ส่งไปสู่เมือง "ตักศิลา" ท่านตั้งหน้าตั้งใจศึกษาวิชาเวชศาสตร์อย่างเดียว..

* เมื่อเวลาเรียนจบ ก็ลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์อยากจะทดลองความสามารถ จึงได้บอกให้ท่านโกมารภัจจ์ จัดกระจาดเข้าสองลูก ทำเป็นหาบใส่สาแหรกหาบไป และมีมีด ๑ เล่ม มีเสียม ๑ เล่ม มีค้อน ๑ อัน บอกว่า..

~ "เจ้าจงเดินไปได้ ๔ ทิศ ทิศละ ๑ โยชน์ ดูผักหญ้า ต้นไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ดิน ทราย แม้แต่แร่ต่าง ๆ ดูว่าถ้าสิ่งไหนมันไม่เป็นยาละก็ ตัดมาให้ครูดูหรือขุดมาให้ครูดู"

~ "ท่านโกมารภัจจ์" ใช้เวลาแบบนี้ประมาณเดือนเศษ พอเดินไป ๑ โยชน์ กว่าจะถึงหนึ่งโยชน์ ก็ต้องเดินดูไปตลอด ทุกอย่างตามทิศทางที่อาจารย์บอก..

* เมื่อไปครบได้ทุกทิศทุกทาง ด้านละ ๑ โยชน์ ก็ปรากฏว่า กลับมาหาบเปล่า หาอะไรที่ไม่เป็นยา ไม่ได้เลย พอมาถึงก็รายงานอาจารย์บอกว่า..

~ " ไม่มีละ สิ่งที่ไม่เป็นยานะ เป็นดิน เป็นทราย เป็นหิน เป็นกรวด เป็นต้นไม้ เป็นต้นหญ้า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด มันเป็นยาทั้งหมด "

~ ปรากฏว่า ท่านอาจารย์ก็ชมเชย บอกว่า.. "ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านได้ ถ้ายังหาว่าทุกสิ่งทุกอย่าง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ ไม่เป็นยาละก็กลับบ้านไม่ได้ ถือว่ายังเรียนไม่จบ" แล้วท่านก็ลากลับ..

* ตอนกลับก็เดินมาในระหว่างทาง ไม่ทันถึงกรุงราชคฤห์มหานคร เวลาตอนเย็นวันหนึ่งมันใกล้ค่ำ ท่านพักอยู่โคนต้นไม้ใกล้บ้านเศรษฐี พอดีท่านมหาเศรษฐีเดินออกไปพบเข้า..

~ ถามว่า : "ไปไหนมา"

~ ท่านก็บอกว่า : "ไปเรียนวิชาเวชศาสตร์ คือ วิชาหมอที่เมืองตักศิลา"

* ก็บังเอิญภรรยาของท่านเศรษฐีเป็นโรคปวดศีรษะมา ๓ ปี ทำงานไม่ได้ ใช้สมองไม่ได้..

~ ท่านมหาเศรษฐีถามว่า : "จะรักษาหายไหม เห็นว่าเป็นหมอ"

~ ท่านก็บอกว่า : "ต้องดูอาการก่อน"

~ พอเข้าไปดูอาการ ก็บอกว่า : "จะทดลองดูเพราะว่า เพิ่งเรียนหมอมาใหม่ ๆ ยังไม่มั่นใจว่าจะรักษาหาย หรือไม่หาย แต่ว่ายาไม่ได้มีติดมือมาเลย"

~ ท่านมหาเศรษฐีก็ถามว่า : "ต้องการอะไรบ้าง"

~ ท่านถามว่า : "มีเนยใสไหม"

~ ท่านมหาเศรษฐีก็บอกว่า : "มี.."

~ และก็ถามท่านมหาเศรษฐีว่า : "ไอ้หญ้าประเภทนี้มีไหม"

* อาตมาก็ลืมชื่อหญ้าเสียแล้ว ท่านก็บอกว่ามี ( ถ้าบอกชื่อก็หาไม่ได้ เพราะไม่รู้จักกัน )

~ ให้เอาของทั้งสองอย่าง คือ เอาหญ้ามาโขลกเข้า แล้วเอาเนยใส เข้าไปละลายแล้วคั้นเอาน้ำออกมา กรองให้ดี..

~ แล้วก็หยอดเข้าไปในจมูก ของภรรยาท่านมหาเศรษฐี พอหยอดเข้าไปเท่านั้นก็ปรากฏว่า.. ภรรยาของท่านมหาเศรษฐี มีทั้งน้ำมูก มีทั้งเสลด ออกมาทั้งทางจมูกทางปากออกมาอย่างมาก ในที่สุดในขณะเดียวกันก็ปรากฏว่าหายปวดทันที..

* ท่านมหาเศรษฐี ก็จัดรางวัลเป็นการใหญ่ "ท่านโกมารภัจจ์" ท่านก็รับ เวลาจะกลับท่านก็มอบคืน ท่านไม่บอกว่า "คืน" มอบของทั้งหลายเหล่านี้ไว้เพื่อได้สงเคราะห์คนจนต่อไป.

~ นี่เป็นประวัติตอนต้น แล้วท่านก็เดินทางต่อไป ..

* ต่อมา ท่านโกมารภัจจ์ ก็ได้เป็นหมอประจำพระองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะทรงประชวร ด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ท่านโกมารภัจจ์ ประกอบยาแค่เม็ดเดียว เสวยครั้งเดียวหายทันที..

~ นี่จะเห็นว่า แม้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาเป็นพระอรหันต์ และเป็นยอดอรหันต์ เป็นจอมอรหันต์ ก็ยังป่วยไข้ไม่สบาย ก็ยังแก่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายก็อย่าคิดว่าพระอรหันต์ไม่ป่วย..

* ต่อมา ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกพระเทวทัตกลิ้งหินลงมา มีความปรารถนาจะให้ทับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ตาย จากยอดเขาคิชฌกูฎ ( พระพุทธเจ้านั่งอยู่เชิงเขา เทวทัตขึ้นไปยอดเขา ก็กลิ้งหินให้ทับ )

~ แต่เป็นการบังเอิญ ที่มีหินก้อนใหญ่มหึมาก้อนหนึ่ง ปรากฏโผล่ขึ้นมากันหินที่พระเทวทัตกลิ้งมา แตกกระจัดกระจาย เศษหินถูกพระบาทของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ที่นิ้วพระบาทห้อพระโลหิต..

~ เมื่อองค์พระธรรมสามิสร มีอาการอย่างนั้น ท่านโกมารภัจจ์ ก็ประกอบยาถวายปิดลงไปที่ห้อพระโลหิต แล้วเอาผ้าผูกไว้..

~ พอเสร็จแล้ว ก็ลาสมเด็จพระจอมไตร ไปภายนอกกำแพงวัง คุยกับเพื่อนเพลินไป โอกาสนั้นประตูเมืองเขาปิด ๖ โมงเย็น ท่านเลยเข้าประตูเมืองไม่ได้..

* ก็ร้อนใจคิดว่า.. โอหนอ ยาที่ถวายองค์สมเด็จพระจอมไตร เป็นยาแรง เวลานี้แผลก็คงหายแล้ว อีกประการหนึ่ง เมื่อแผลหาย ยาที่ยังอยู่ที่นิ้วพระบาทขององค์สมเด็จพระจอมไตร จะทำให้พระองค์ทรงมีความลำบาก เพราะยามีความร้อน..

* ตอนนั้นเองเวลาเดียวกัน สมเด็จพระชินวร ทรงทราบวาระจิตของท่านโกมารภัจจ์ ว่ามีความลำบากใจ คิดว่ายาจะเป็นโทษแก่เรา..

~ จึงได้เรียกพระอานนท์เข้ามาตรัสว่า : "อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอจงแก้ผ้ามัดนิ้วฉันออกไปแล้วจงเอายาออก"

~ เมื่อแก้ผ้าออกแล้ว พระอานนท์ก็เอาน้ำที่สะอาดมาล้างให้..

~ ตอนวันรุ่งขึ้น ท่านโกมารภัจจ์ เข้าเมืองได้ ก็รีบมาเฝ้าสมเด็จพระจอมไตรถามว่า : "ยามีอันตรายแก่พระองค์ไหม"

~ พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า : "ไม่มี เวลานี้ฉันให้พระอานนท์แก้ออกมาแล้ว"

~ ท่านถามว่า : "แก้เวลาไหน"

~ พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า : "แก้เวลาเมื่อเธอลำบากใจคิดว่ายาจะมีอันตรายกับฉัน"

* นี่เป็นตอนหนึ่ง ต่อมาเมื่อองค์สมเด็จภควันต์บรมศาสดาป่วยเป็นอะไร ท่านโกมารภัจจ์ก็รักษาหายทันทีทันใด..."

( จากหนังสือ *พ่อสอนลูก* ของหลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

* ปัจฉิมโอวาท ** หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ  # มอบไว้เมื่อคราวรับแขกครั้งสุดท้าย.. วันพุธที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕.."...
07/04/2023

* ปัจฉิมโอวาท *

* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ

# มอบไว้เมื่อคราวรับแขกครั้งสุดท้าย.. วันพุธที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
.." ลูกเอ้ย.. นี่เป็นธรรมดาของร่างกาย

มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เป็นธรรมดา

สังขาร มันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงหรอก

ทุกขัง ตอนอยู่มันเป็นทุกข์

แต่ผลที่สุดมันก็อนัตตา สลายไป มีแค่นี้

อย่ามายึดสังขารพ่อเลย..."

( จากหนังสือ *ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ* หน้าที่ ๓๙ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

⚜️  #จะขอบอกไว้ย่อๆ ว่าคนที่จะถึงนิพพานได้นั้นต้องมีความบริสุทธิ์ ๑๐ อย่างคือ..⚜️😇๑.  #ไม่เมาในตนเองหรือวัตถุต่างๆที่คิด...
12/11/2022

⚜️ #จะขอบอกไว้ย่อๆ ว่าคนที่จะถึงนิพพานได้นั้นต้องมีความบริสุทธิ์ ๑๐ อย่างคือ..⚜️

😇๑. #ไม่เมาในตนเองหรือวัตถุต่างๆที่คิดว่าเป็นสมบัติของตน รู้ตัวเสมอว่าจะต้องตาย และพลัดพรากจากของรักของชอบใจแน่นอน ไม่มีอะไรที่จะมาห้ามความตายความพลัดพรากเสียได้ ทำจิตใจเป็นปกติเมื่อความตายมาถึง หรือเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก

😇๒. #ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนตามความเป็นจริง ที่ท่านกล่าวว่าทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าสิ่งที่มีชีวิตต้องทำลายตนเองลงในเมื่อกาลเวลามาถึง ไม่มีอะไรทรงสภาพ คือ เป็นอย่างนั้นเป็นปกติอยู่ได้ ใครทำความดี ความดีคุ้มครองให้มีความสุขใจ ใครทำชั่ว ความชั่วจะบันดาลความเดือดร้อนให้ แม้ผู้อื่นยังไม่ลงโทษ ตนเองก็มีความหวาดสะดุ้งเป็นปกติ ดังนี้เป็นต้น

😇๓. #รักษาศีลมั่นคงดำรงจิตอยู่ในศีลเป็นปกติ

😇๔. #ทำลายความใคร่ในกามารมณ์ให้สิ้นไปจากใจ ด้วยอำนาจความรู้เท่าถึงตามความเป็นจริง #รู้ว่าความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ #ภัยอันตรายที่มีขึ้นแก่ตนเพราะอาศัยความรักเป็นเหตุ

😇๕. #มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตาปรานีไม่โกรธ #ไม่จองล้างจองผลาญคิดทำอันตรายใคร ไม่ว่าใครจะแสดงอาการอย่างไร จิตก็ไม่คลายจากเมตตา

😇๖. #ไม่มัวเมาในรูปฌาน #โดยคิดว่าการที่ตนทรงรูปฌานได้นี้เป็นผู้ถึงที่สุดของความดี เมาฌานจนไม่สนใจความดีที่ตนยังไม่ได้

😇๗. #ไม่เมาในอรูปฌาน #โดยคิดว่าความดีเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นทางสิ้นทุกข์

😇๘. #มีอารมณ์ปกติไม่คิดถึงเรื่องอารมณ์เหลวไหล #มีจิตใจเต็มไปด้วยความหวังดี #ไม่ว่าต่อคนหรือสัตว์ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

😇๙. #ไม่ถือตนทะนงตน #ว่าดีเลิศประเสริฐกว่าใคร #ไม่คิดว่าเลวกว่าใคร มีอารมณ์ใจเป็นปกติ เห็นคน สัตว์ ทรพัย์สินทั้งหมด เป็นของธรรมดาที่จะต้องตายทำลายตนเอง และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหว เมื่อเข้าสังคมสมาคมใด ๆ มีอาการเป็นเสมือนว่าสังคมสมาคมนั้น ๆ เป็นกลุ่มของคนที่ต้องตาย ไม่ทำตัวใหญ่หรือเล็กจนน่าเกลียด ทำตนพอเหมาะพอสมแก่สมาคมนั้น ๆ เรื่องของเขา เขาจะดีจะชั่วก็ตัวของเขา เราช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็เฉยไว้ ไม่สนใจที่จะไปเบ่งบารมีทับใคร

😇๑๐. #ตัดความรักความพอใจในโลกียวิสัยเสียให้หมด #งดอารมณ์อยากดีอยากเด่น ทำอารมณ์เป็นพระพุทธในพระอุโบสถ พระพุทธท่านยิ้มเสมอ ท่านที่จะถึงนิพพานก็ยิ้มได้อย่างพระพุทธ ใครจะดีจะชั่วก็ยิ้ม เพราะเห็นเป็นของธรรมดา มันหนีไม่ได้ไล่ไม่พ้น เมื่อยังมีตัวตนเป็นคนมันก็ต้องพบอาการอย่างนี้ อยู่ก็สบายใจ ความตายจะมาถึงก็ไม่สะดุ้งหวาดกลัว เพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่า จะต้องตายมีอารมณ์ใจปกติ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ผูกพันทรัพย์สินหรือสัตว์บุคคลใด เท่านี้ก็ไปนิพพานได้ ...

⚜️ตายแล้วไปไหน..ตอนที่ ๑⚜️
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดจันทราราม (วัดท่าซุง) 🙏

เรื่อง.* วิธีการบรรเทาเคราะห์ แบบง่าย ๆ ** โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ # หลังจากทำพิธีสะเดาะเคราะห์ จากทางวั...
11/11/2022

เรื่อง.* วิธีการบรรเทาเคราะห์ แบบง่าย ๆ *

* โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ

# หลังจากทำพิธีสะเดาะเคราะห์ จากทางวัดแล้ว องค์หลวงพ่อฯ ได้แนะนำวิธีเสริมสะเดาะเคราะห์ให้ ด้วยการ กลับไปบ้าน ให้เอาดอกมะลิใส่ขันน้ำใส ๆ แล้วก็ตั้งไว้ที่หน้าบูชาพระ แล้วก็บูชาพระ เมื่อบูชาพระเสร็จ ท่านบอกว่า..
.." ให้อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร

~ แล้วก็ เอาน้ำนั้นไปรดที่โคนต้นโพธิ์ ถ้าใกล้บ้านมีต้นโพธิ์ หรือใกล้วัดมีต้นโพธิ์..

~ ถ้าไม่มีต้นโพธิ์ ให้เอาไปเทที่กลางแม่น้ำ หรือให้ไปเทที่โคนต้นไม้ใหญ่ ที่มีแก่น ก็แล้วกัน เพราะต้นไม้ใหญ่ทุกต้นมีแก่นมีรุกขเทวดา..

~ ท่านบอกว่า ถ้าทำอย่างนี้
เคราะห์ของท่านจะบรรเทาลงมาก..

~ คำว่า เคราะห์ จะให้หมดน่ะไม่ได้ มันเป็นบาป บาปเก่าสิ้นไป บาปใหม่ก็มีมา..

~ ตอนที่อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ที่บอกให้เอาดอกมะลิใส่น้ำใสบูชาพระพุทธรูป ตอนนี้แหละ บรรดาเจ้ากรรมนายเวรบอกว่า.. "สดชื่นเหลือเกินครับ ผมเยือกเย็นและสดชื่นมาก"

~ อย่างนี้สลัดง่าย หมายความว่า.. เขาไม่เกาะง่ายนะ..."

( จากหนังสือ ​*พ่อรักลูก* เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๗๘ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

เรื่อง.* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ฝึกกสิณ เดินบนน้ำ * * หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟัง.." ในคืนหนึ่ง  ฉันคิดว่า.. ถ...
11/11/2022

เรื่อง.* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ฝึกกสิณ เดินบนน้ำ *

* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟัง
.." ในคืนหนึ่ง ฉันคิดว่า.. ถ้าฉันทำอะไรไม่ได้ ฉันจะลองฝึกเดินน้ำดู ว่ามันจะเป็นยังไง..

~ การเดินน้ำเดินท่า จะลองเดินน้ำดู แล้วก็ลองเดินกลางคืนดึก ๆ

* ฉันก็เริ่มใช้ "ปถวีกสิณ" .. กสิณดิน เอาเข้ามาเพ่ง เพ่งจนกระทั่งปรากฏว่า.. น้ำในแก้วแข็ง..

~ จะเอานิ้วจิ้มลงไปตรงไหน น้ำมีสภาพเหมือนน้ำแข็ง ทุกอย่าง มันแข็งเป๋งเหมือนกับหิน..

~ ซ้อมอยู่อย่างนี้ ๓ คืน เมื่อ ๓ คืน แน่ใจแล้ว.. คืนหนึ่งตอนตี ๒ แล้วก็ เดือน ๑๒ เสียด้วยนะ กำลังหนาวจัด ที่วัดบางนมโค นั่นมันด่านลม ลมหนาวพัดมา
น้ำเป็นคลื่น ความหนาวเย็นสะท้าน..

* ฉันก็เตรียมจะเดินน้ำ คิดว่าตอนนี้มันหนาว นี่ แล้วดึก ๆ อย่างนี้ หลวงพ่อ ( หลวงพ่อปาน ) ท่านคงจะไม่ออกไปนอกกุฏิ พระแก่คงจะไม่สู้กับความหนาว.. ฉันนุ่งผ้าผืนเดียว เตรียมพร้อมที่จะลงน้ำ ไปนั่งอยู่ที่โป๊ะหน้าวัด แล้วก็เข้า "ปถวีกสิณ"

~ ประเดี๋ยวเดียว อธิษฐานจิต เอานิ้วจิ้มลงไปในน้ำ ปรากฏว่า.. น้ำแข็ง ฉันแน่ใจว่าน้ำแข็ง มันจะเดินได้แล้ว ฉันก็ก้าวลงจากโป๊ะ

* ตอนก้าวลงนี่แหละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย การคุมอารมณ์มันไม่ทรงสภาพ สมาธิมันเคลื่อน.. ตอนนี้เอง พอก้าวลงจากโป๊ะ ตัวมีน้ำหนักตัว ทางต่ำมาก ลงตูม..! ลงไปเลย..!

~ ปรากฏว่า.. หัวมิดน้ำจมน้ำลงไป แล้วโผล่ขึ้นมารู้สึกว่า มันหนาวจัด.. แต่ว่า ความอยาก น่ะ มันยังไม่ยับยั้ง มันยังไม่ยอมหนาว.. ตัวอยาก ด้วยอำนาจตัณหา น่ะ มันยังไม่ยอม มันยังอยากจะทำต่อไป..

~ พอขึ้นมาจากน้ำ นั่งอยู่บนโป๊ะ ปรากฏว่าหลวงพ่อปาน ยืนอยู่บนเขื่อนหน้าวัด..!

~ ท่านร้องเรียกไปว่า : "ไอ้ลิงดำ นี่เอ็งจะแสดงฤทธิ์หรือยังไงนี่ จะมาเดินน้ำเรอะ.."

~ ท่านถามอย่างนั้น ก็หนีกันไม่ได้แล้วนี่ ในเมื่อหนีไม่ได้มันก็ต้องยอมรับ ก็ยกมือประณมไหว้ท่าน.. แล้วก็บอกว่า : ผมจะเดินน้ำขอรับ..

* ท่านก็บอกว่า : "ฉันห้ามแล้วไม่ใช่เรอะ ห้ามแกแล้วนา ว่า อภิญญา น่ะ แกทำไม่ได้ แต่ความจริงถ้าแกจะทำ มันก็เป็นของไม่ยาก ทำได้..
. แต่ที่ฉันไม่ให้แกฝึก ให้แกฝึกในขั้นของวิชชา ๓ นี่ ก็เพราะว่า.. แกมีพันธะอยู่กับคน.. พระที่ได้อภิญญา นี่น่ะ ได้อภิญญาแล้วจะอยู่กับคนไม่ได้ จะต้องเข้าป่า..

~ แต่แก นี่ มีบริษัทมีบริวารมาก แกจะทรงอภิญญาไม่ได้ ในเมื่อทรงอภิญญาแล้ว เรื่องของอภิญญา นี่น่ะ คนที่ยังเป็นโลกีย์วิสัย ยังมีอารมณ์ข้องอยู่ในกิเลส มันอดที่จะอวดดีไม่ได้..
. แต่ความจริง สิ่งที่จะอวด ไม่ใช่อวดดี มันเป็นอวดเลว แต่ไอ้ความเลว นี่ เราเข้าใจว่ามันเป็นความดี มันเป็นความผิด เพราะผิดพุทธพจน์..
. แต่ว่าไม่เป็นไร ในเมื่อเธอมีความปรารถนา ฉันก็จะให้ทำ.. แต่ว่า ทำได้คราวนี้คราวเดียวนะ ต่อไปห้ามทำ เพื่อเป็น การพิสูจน์อารมณ์สมาธิของเธอ เอาอย่างนี้..
. ตั้งอารมณ์ใหม่ เมื่อกี้นี้เธอทำผิด เพราะว่าเธอตั้งใจอธิษฐาน ให้แม่น้ำทั้งแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง อย่างนี้มันผิดจากจริยามาก..
. ถ้าน้ำ เป็นน้ำแข็งทั้งแม่น้ำ แล้วเรือแพสัญจรไปมาไม่ได้ การจราจรมันก็ติดขัด อย่างนี้มีโทษนะ เป็นการกลั่นแกล้งชาวบ้านเขา ถ้ากระไรก็ดีละก็ เธอเอาใหม่..
. เธอทำอย่างนี้ เธอตั้งจิตอธิษฐานว่า.. ขอน้ำที่ข้าพเจ้าเหยียบไปนี่นะ เท้าของข้าพเจ้าเหยียบไปตรงไหน ขอให้น้ำตรงนั้นแข็ง แล้วก็ควบคุมอารมณ์ให้ทรงอยู่ในอุปจารสมาธิ..
. ในขั้นแรก เข้า "ปถวีกสิณ" ก่อน ให้ถึงฌาน ๔ ท่านเรียกตามภาษาพระ ว่า "จตุตถฌาน" แปลว่า ฌาน ๔ มีอารมณ์เป็นอุเบกขาดีแล้ว..
. คลายจิตลงมาสู่ "อุปจารสมาธิ" แล้วอธิษฐานว่า.. น้ำที่ข้าพเจ้าเอาเท้าเหยียบไป จะเป็นตรงไหนก็ตาม ขอน้ำตรงนั้น จงแข็งเหมือนหิน หรือไม่ก็เหมือนดิน ให้ข้าพเจ้าเดินไปได้ โดยสะดวก..

~ แล้วก็เข้าฌาน ๔ ใหม่ แล้วคลายฌาน ๔ ออก เมื่อตั้งอารมณ์อยู่ในอุปจารสมาธิแล้วก็เดินไป แค่นี้ทำได้ไม่ยาก เรื่องของอภิญญาเป็นเรื่องไม่ยาก..
. ความจริง เธอมีความสามารถพอจะทำได้ แต่ว่ามันไม่ใช่วิสัยของเธอควรทำ ฉันจึงห้าม..
. เธอไม่ต้องวิตกกังวล ผลใดก็ตามที่เธอมีความปรารถนา ผลนั้นจะมีความสำเร็จกับเธอ เมื่อเธอผ่านการบวชไปแล้ว ๒๖ พรรษา..
. เรื่องการเอาดี เอาพระอภิญญาไปอวดชาวบ้าน อย่านึกว่ามันเป็นของดี..
. ถ้าชาวบ้านเขารู้ว่า เธอทำได้ เขาจะขอให้เธอทำ แล้วในที่สุด เธอก็จะเหน็ดเหนื่อย..

~ ถ้าเธอไม่ทำให้กับบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนั้นก็จะพากันว่า พากันนินทา พากันพูดเสียดสี.. หนักเข้า ๆ อารมณ์จิต ของเธอก็จะไม่ดี ตกอยู่ในอำนาจของโทสะ ฌานต่าง ๆ มันก็จะเสื่อม..
. หรือว่า ถ้าหากว่าฌานไม่เสื่อม คนก็จะติดในฤทธิ์ ในเมื่อคนติดในฤทธิ์เสียแล้ว พระอื่นแสดงฤทธิ์ไม่ได้ คนเขาก็ไม่เลื่อมใส..
. แล้วคนที่ติดในฤทธิ์ทั้งหมด ก็ไม่ต้องการบุญต้องการกุศล ต้องการอย่างเดียว คือ ให้พระแสดงฤทธิ์ให้ดู อย่างนี้ศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเสื่อม..
. อาการอย่างนี้ "ปิณโฑลภารทวาชะ" ทำมาแล้วในสมัยพระพุทธเจ้า ที่เหาะไปเอาบาตรแก่นจันทร์ พระพุทธเจ้าทรงทราบ ก็เพราะว่า.. ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นการเหาะมาดูการเหาะกันทุกคน ต่างก็พากันอยากจะเห็นพระเหาะ เพราะไม่เคยเห็นเลย..
. เมื่อคนนี้ได้ดูแล้ว คนอื่นยังไม่ได้ดู ก็ขอดูใหม่ เมื่อ "ท่านปิณโฑลภารทวาชะ" ไม่เหาะให้ดู ก็ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อว่าต่อขาน จนกระทั่งท่านรำคาญ ท่านก็ต้องเหาะให้ดู..
. เป็นอันว่า การเหาะของ "ท่านปิณโฑลภารทวาชะ" ต้องเหาะกันทุกวัน วันละหลายครั้ง เพราะชาวบ้านรู้ถึงไหนก็มาถึงนั่น การเห็นคนเหาะมันเห็นยาก ไม่มีใครเขาทำให้เห็น เมื่อปรากฏว่าคนทำได้เข้า ก็อยากดูกันใหญ่..
. ในที่สุด พระพุทธเจ้าก็เรียก "ท่านปิณโฑลภารทวาชะ" มาติเตียนต่าง ๆ แล้วก็มีพระพุทธบัญญัติ ตรัสห้ามว่า.. ต่อแต่นี้ไป พระองค์ใดก็ตามจะแสดงปาฏิหาริย์ จะต้องได้รับอนุญาต จากพระองค์เสียก่อน..
. ถ้าใครไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์ แล้วแสดงปาฏิหาริย์ พระองค์ทรงปรับเป็นโทษ เรียกว่า.. มีความผิดตามพระวินัย นี่เรื่องมันใหญ่ เธอจำไว้นะ เธอเรียนมาแล้ว เธอพบแล้วน่าจะจำ..

~ แต่เอาเถอะ ในเมื่อกิเลสตัณหามันยังบังคับใจเธออยู่ เธออยากจะทำก็จงทำ เอ้า ทำได้แล้ว.."

* ท่านบอกให้ฉันทำ ฉันก็ทำ ในเมื่ออธิษฐานตามท่าน มันไม่ยาก ท่านบอกให้เข้าฌาน ๔ ฉันก็เข้าปุ๊บ เข้าปุ๊บ แป๊บเดียว มันไม่ถึงครึ่งวินาที มันก็ได้ฌาน ๔ เป็นของง่าย ไม่ใช่ของยาก จะว่าเป็นของกล้วย ๆ ก็ได้ กล้วยก็กล้วยสุก ไม่ใช่กล้วยดิบ..

~ เมื่อเข้าฌาน ๔ สบายใจ ถอยจิตออกมาถึง "อุปจารสมาธิ" แล้วอธิษฐานตามที่ท่านบอกว่า.. น้ำตรงไหนที่ข้าพเจ้าเหยียบลงไป ขอน้ำตรงนั้นจงแข็งเหมือนดิน..

~ แล้วเข้าฌาน ๔ ใหม่ เข้าปุ๊บเดียว ก็ถึง เมื่อออกจากฌาน ๔ แล้ว ก็ตั้งจิตอยู่ใน "อุปจารสมาธิ" อธิษฐานใหม่ว่า.. น้ำที่ข้าพเจ้าเหยียบจงแข็ง เหยียบลงตรงไหนตรงนั้นจงแข็ง..

~ แล้วหลวงพ่อปานก็มีบัญชาบอก : "เอ้า..! เดินได้.."

~ เพียงเท่านั้น ฉันก็เดินน้ำเล่นได้ตามสบาย

~ หลวงพ่อปานบอกว่า : "ทรงกำลังใจไว้ให้ดีนะ ฉันจะกลับไปนอน แกเดินตามสบายเถอะ จะเดินสักกี่ชั่วโมงก็ได้ เท่านี้แหละ.."

* อภิญญาเป็นของไม่ยาก ฉันก็เดินเล่นทั้ง ๆ ที่อากาศหนาว ตัวก็เปียก แต่จิตมันอยากนี่ ความครึ้มใจมันมี มันก็เลยไม่หนาว..

~ เดินอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ ๆ มันก็ถึงตี ๔ กว่า ๆ เพราะเขาตีระฆัง ก็เกรงว่าพระจะมาเห็นเข้า ก็เลยเลิกกลับมาที่นอน..

~ ผลัดผ้าผลัดผ่อน นุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิ เข้าเจริญพระกรรมฐาน ตามเวลาปกติ คืนนั้นเลยไม่ต้องได้นอนกัน..

~ เป็นอันว่า เรื่องการเจริญอภิญญาของฉัน คือเดินน้ำ ก็หมดไป..

* นี่ลูกหลานฟังไว้นะ เมื่อฟังแล้วก็จงจำว่า.. เรื่องของความอยากนี่ มันไม่ใช่ของดี มันไม่มีอะไรจะดีหรอก ความอยากนอกรีตนอกรอยนี่นะ ไม่ดี..

~ เข้าใจว่า การเจริญอภิญญาดี ถ้ามันเป็นวิสัยของเรา เราได้ง่าย ๆ มันก็ดี.. ถ้ารู้สึกว่าจะได้ยาก เราก็คิดว่า.. อภิญญานี่น่ะ ไม่ใช่อรหัตผล แล้วอภิญญาไม่ใช่พระโสดา สกิทาคา อนาคา..

~ อภิญญา ก็คือโลกีย์ญาณ ถึงแม้ว่าจะได้สักเท่าไรก็ตามที จิตก็ยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทานกรรม..

~ ถ้าหากว่า เราทำได้ยาก เราก็หาโอกาสแบบนี้ดีกว่า หาโอกาสทำอย่างอื่น คือ.. เจริญวิปัสสนาญาณ ให้สามารถตัดสังโยชน์ ๓ ประการ.. ได้เป็นพระโสดาบัน แทน หรือว่าเป็นพระสกิทาคามี หรือเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ เอายังงั้นเลยดีกว่า..

~ นี่ทำยากนา ถ้าทำได้ง่าย ๆ คือเป็นวิสัยของเราละก็ทำเถอะ ไม่เป็นไร เพราะการได้อภิญญา นี่ เป็นการช่วยให้การบรรลุมรรคผล สำเร็จได้โดยง่าย ถ้าเราไม่เมา อภิญญา..

* แต่ว่า เราได้อภิญญาแล้ว เมาอภิญญา อย่างท่านพระเทวทัต ไม่ดีเหมือนกัน ชวนลงนรก.. เรื่องนี้ขอผ่านไปไม่มีอะไรหนัก นี่เล่าให้ฟังเท่านั้น..."

( จากหนังสือ *ประวัติหลวงพ่อปาน* โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ หน้าที่ ๒๖๒ - ๒๖๕ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

เรื่อง.* ความหมายของ คำว่า นิพพาน ( สอนพระสงฆ์ ) ** โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ.." คำว่า นิพพาน แปลว่า.. ดับ...
11/11/2022

เรื่อง.* ความหมายของ คำว่า นิพพาน ( สอนพระสงฆ์ ) *

* โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ
.." คำว่า นิพพาน แปลว่า.. ดับ .. ดับจากการเกิดในความเป็นคน.. ดับจากการเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน.. ดับจากการเกิดเป็นเทวดา หรือ พรหม

~ อารมณ์ของเรา เข้าถึงพระนิพพานเป็นแดนอมตะ ก็เป็นอันว่า.. เราจะต้องละด้วย อุปสมานุสสติกรรมฐาน เข้ามาควบคุม

* ทำยังไง เมื่อกายไม่ดี ก็ต้องนั่งมอง.. มองดูว่า.. โลภะ ความโลภ เราตัดด้วยการให้ทาน.. คือ จาคะ สละทุกอย่าง แม้แต่ร่างกายเราก็คิดตัด คิดสละ จาคะ ตัวนี้นะขอรับ

~ ต้องสละกายเลย แต่อย่าไปเชือดคอตายอย่างพระโคธิกะ สละว่า.. มันจะป่วย มันจะตายยังไง ก็เป็นเรื่องของมัน เราไม่เกี่ยวข้อง..."

( จากหนังสือ *คู่มือปฏิบัติคู่วัดท่าซุง* โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ เล่มที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๒ หน้าที่ ๙๓ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

บุญที่ไม่ต้องลงทุน๑. รักษาศีล  ศีลเราไม่ต้องใช้เงิน   ๒. เจริญภาวนา ไม่ต้องใช้เงิน๓. การให้ทาน เราต้องใช้เงินใช้ไหม..? จ...
11/11/2022

บุญที่ไม่ต้องลงทุน
๑. รักษาศีล ศีลเราไม่ต้องใช้เงิน
๒. เจริญภาวนา ไม่ต้องใช้เงิน
๓. การให้ทาน เราต้องใช้เงินใช้ไหม..? จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เขาเดินถวายทานเป็นแถวๆ ปัตตานุโมทนามัย
(โมทนา) ดีใจกับเขา
(ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๙๒ หน้า ๑๒-๑๓)

เรื่อง.* วิธีแนะนำ คนใกล้จะตาย ** โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ .." ถ้าป่วยใหม่ ๆ อาตมาแนะนำให้ทำดังนี้ คือ..๑...
14/10/2022

เรื่อง.* วิธีแนะนำ คนใกล้จะตาย *

* โอวาท : หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ
.." ถ้าป่วยใหม่ ๆ อาตมาแนะนำให้ทำดังนี้ คือ..

๑. ให้นำพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารและของใช้ ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็น และ ให้ตั้งจิต อธิษฐาน ว่า..

"ของทั้งหมดนี้ ขอถวายเป็นสังฆทานแก่พระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ ให้เจ้ากรรมนายเวร ของผู้ป่วย ได้โมทนา และอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย"

~ แล้วญาติ ก็นำของทั้งหมดไปถวายพระ เป็นสังฆทาน.. จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบาย เพราะได้เห็นพระพุทธรูป และได้ทำบุญ..

๒. ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก

~ ก็ควรนำเงิน จะมากหรือน้อย ตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้ และให้ตั้งจิตอธิษฐาน ว่า..

"เงินจำนวนนี้ ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ ตั้งแต่อดีต จนถึง ปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มา โดยเจตนา หรือ ไม่เจตนาก็ตาม"

๓. ในวาระที่นอนป่วยอยู่

~ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาเมื่อใด ก็จะเห็นพระทันที จิตของผู้ป่วย จะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบาย ช่วยให้คลายจากทุกขเวทนาได้บ้าง และถ้าตายเมื่อใด ก็จะไม่ลงนรก..

๔. ถ้าป่วยมาก มีทุกขเวทนามาก

~ ควรแนะนำสั้น ๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า หรืออย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า ถ้าไปแนะนำยาว ๆ จะเกิดอาการกลุุ้ม..

๕. ถ้าต้องการให้ผู้ป่วย ตายแล้วไปนิพพาน

~ ให้นึกภาวนา ว่า.. " นิพพานัง สุขัง " ถ้าคิดว่า ป้องกันไม้ให้ลงนรก ก็ให้ว่า " พุทโธ " ให้บอกสั้น ๆ อย่าบอกยาว..

๖. ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว

~ ก็ให้นึกถึง พระพุทธรูป องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ให้นึกถึงพระไว้ หรือ จะนึกถึง พระสงฆ์ ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาว ๆ เพราะเวลานั้น ทุกขเวทนามาก จะทำให้กลุ้ม..

* ดีไม่ดี จิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไป เขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป..

~ ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอย ๆ ตาปรือ ๆ อย่าไปพูดมาก..

* ฉะนั้น การแนะนำคนป่วยก่อนตาย ต้องระมัดระวังให้ดี..."

( จากหนังสือ *ตายไม่สูญ..แล้วไปไหน* หน้าที่ ๓๕๔ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี )

ที่อยู่

Nong Ya Plong
76160

เบอร์โทรศัพท์

+6632899861

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวนธรรมสมเด็จองค์ปฐมเพชรบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์