คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen church

คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen church คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen church OFFICIAL PAGE
Sinner Saint Servant

27/05/2026

อย่าเป็นเพียงผู้ฟัง (เป้าหมายคือการลงมือ)

ข้อพระคัมภีร์

ยากอบ 1:22
“แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง”

เรื่องนำ

การตั้งเป้าหมายที่จะ "รู้พระคัมภีร์มากขึ้น" นั้นดีมาก แต่ถ้าความรู้นั้นไม่ได้เปลี่ยนเป็นการกระทำตามสั่ง เราก็กำลังหลอกตัวเองว่าเราเติบโต
เป้าหมายฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงไม่ใช่การ "สะสมความรู้" แต่คือการ "สะสมความเชื่อฟัง"

คำสั่งของพระเจ้าในพระคัมภีร์ไม่ใช่ข้อเสนอแนะให้พิจารณา แต่เป็นแผนปฏิบัติการที่รอการลงมือทำจากเรา

ข้อคิดจากพระวจนะ

1.ประพฤติตาม
ความเชื่อที่ไม่มีการกระทำตามสั่งคือความเชื่อที่ตายแล้ว

2.อันตรายของการฟังอย่างเดียว
ยิ่งเรารู้เยอะแต่ไม่ทำ ใจเราจะเริ่มด้านชาต่อเสียงของพระเจ้า

ลองเลือกคำสั่งสั้นๆ 1 ข้อในพระคัมภีร์ (เช่น "จงให้เกียรติบิดามารดา" หรือ "จงขอบพระคุณในทุกกรณี") แล้วตั้งเป็นเป้าหมายที่จะทำทันทีในวันนี้

คำถามใคร่ครวญ

1.มีข้อพระธรรมไหนที่คุณ "รู้" มานานแล้ว แต่ยังไม่เคย "ทำ" อย่างจริงจังบ้าง?

2.อะไรคืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณลงมือทำตามคำสั่งนั้น?

บทเฝ้าเดี่ยวคจ.ประชาร่วมใจ
27/5/2026
อามัสยาห์ วิสุทธิยาห์

26/05/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
พุธ 27 พฤษภาคม 2026

ฟีลิปปี 1:18-21
“ไม่เสียชาติเกิด”

ผมต้องย้ำๆๆๆ กับตัวเอง
โดยเฉพาะในเส้นทางความเชื่อ
ที่ตั้งใจหันกลับจากชีวิตเดิมๆ ความคิดเดิมๆ วิถีเดิมๆ
มาติดตามพระคริสต์ เพื่อให้ชีวิตไม่ย่ำอยู่กับตัณหาตน!

ข้อคิดเช้าวันนี้
อาจจะออกแนวสายแข็งไปนิด
แต่ไม่เกินความจริงที่ต้องยึดไว้ในใจผมครับ

ชีวิตนี้
…เกิดมาทั้งที
…อย่าเสียชาติเกิด
…ชีวิตต้องมีคุณค่า

คำถามคือ
อะไรทำให้ชีวิตน้อยๆ ของผม “คุ้ม” กับการเกิดมาล่ะ?

จากเรื่อง ”สำหรับเปาโลนั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์“
ในพระธรรมฟีลิปปี 1
กระแทกใจผมอย่างจัง!!

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ เปาโล ชายฉกรรจ์ที่ ”ไม่เสียชาติเกิด“ แน่ๆ
เพราะขณะเขียนจดหมายที่มีไปถึงคริสตจักรในเมืองฟีลิปปี ตัวท่างเอง ”ติดคุก“ และมีแัญหารุมเร้าหลายด้านกับชีวิต แต่เนื้อความใจจดหมายฉบับนี้ขีดเส้นใต้เส้นใหญ่สุด ”จงชื่นชมยินดีเถิด“

ทั้งสิ้นนั้น
มาจากความศรัทธาสุดหัวใจกับพระคริสต์ของชายที่ชื่อ เปาโล
ผมจบตั้งแต่บรรทัดนี้เลยว่า
ชีวิตที่มีพระคริสต์ คือ ชีวิตที่ ”ไม่เสียชาติเกิด”

๐ ชวนคิด
มาขยับความจริงด้วยข้อคิดกับชีวิตๆ หนึ่งที่เกิดมาในโลกใบนี้กันครับ

#ไม่เสียชาติเกิด
เมื่อไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง

“ถ้าเช่นนั้นจะแปลกอะไร แม้เขาจะประกาศพระคริสต์ด้วยประการใดก็ตาม จะเป็นด้วยการแกล้งทำก็ดีหรือด้วยใจจริงก็ดี แต่เขาก็ได้ประกาศพระคริสต์ ในการนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี”(18)

เปาโลไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อสร้างชื่อเสียงตัวเอง หรือปกป้องภาพลักษณ์ หรือเพื่อเอาชนะคนอื่น แต่จุดสูงสุดของการมีชีวิตอยู่ คือ ใช้ชีวิตเพื่อให้พระคริสต์ถูกประกาศ
“ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านรูัว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่ขยายออกไป” (12)
จุดย้ำใจที่สุด
“…ในการนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี”
จะอะไรก็ตาม หากพระคริสต์ถูกประกาศออกไป นั่นคือ คุ้มทุนชีวิต
ถ้าแปลเป็นภาษาของผมในเช้าวันนี้ ไม่เสียชาติเกิด“
เพราะคนที่ ”เสียชาติเกิด“
อาจมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อกินให้อร่อยไปวันๆ หา สะสมให้หนำใจไปวันๆ เอาตัวรอดหรือให้คนยอมรับไปวันๆ เท่านั้น แต่สุดท้ายไม่เคยทำให้ใครเห็นพระคริสต์ผ่านชีวิตที่บอกว่า ”ฉันตัดสินใจแล้วจะตามพระเยซู“

ผมฉุกคิดกับตัวเองครับ
หนึ่งชีวิตของผมจะมีค่าที่สุด
เมื่อกลายเป็น “ทางผ่าน” ของพระเจ้าสำแดงพระคริสต์ผ่านชีวิตที่เปลี่ยนแปลงใหม่

#ไม่เสียชาติเกิด
เมื่อความทุกข์ไม่ทำให้หลงทาง

“ข้าพเจ้าจะมีความชื่นชมยินดีต่อไปด้วย เพราะข้าพเจ้ารู้ว่า โดยคำอธิษฐานของท่าน และโดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์ นี้จะเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ารับการช่วยกู้”(19)

อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้น
เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้จากสภาพชีวิตที่ “สิ้นเสรี”
แต่คำหนึ่งที่เปาโลฉายแสงที่สุดจากฟีลิปปี “ความชื่นชมยินดี”
เปาโลติดคุกแต่ไม่ติดกับความสิ้นหวัง!!!
เหตุผลสำคัญที่สุด “โดยคำอธิษฐาน”
และ “โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ” ที่ขับเคลื่อนชีวิตๆ หนึ่ง

ชีวิตเปาโลพ่นความจริงให้ตระหนักว่า เมื่อเจอปัญหา อุปสรรคก้อนใหญ่กับชีวิต อย่าออกอาการบ่น อย่าออกอาการถอย อย่ามีอาการหมดไฟหรือใช้วิธีหันหลังให้พระเจ้า

แต่เปาโลกลับเห็นว่า “ทุกข์” ที่กำลังเผชิญ คือ ปัจจัยชีวิตที่จะทำให้เห็นความยิ่งใหญ่อันไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

จริงแฮะ?
ชีวิตที่เสียชาติเกิด คือ ชีวิตที่พอเจ็บก็พัง
แต่ชีวิตที่ “ไม่เสียชาติเกิด” คือ ชีวิตที่แม้แตกสลาย สิ้นหวัง ไร้อนาคตใดใดก็ยังถูกพระเจ้าใช้ได้เพราะยึดมั่นในพระองค์ไม่เสื่อมถอย!!

#ไม่เสียชาติเกิด
เมื่อตั้งใจให้กายนี้ถวายเกียรติ

“เพราะว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาและความหวังว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความละอายใดๆ เลย แต่เมื่อก่อนทุกครั้งมีใจกล้าเสมอฉันใด บัดนี้ก็ขอให้เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น พระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอ แม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตาย”(20)

คำสำคัญผ่านชีวิตของเปาโลที่สะกิดใจผมจัดๆ
”พระคริสต์จะทรงได้รับการถวายพระเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอ”

เปาโลสอนใจผมว่าร่างกายก็ดี ชีวิตก็ดี เวลาก็ดี ลมหายใจก็ดีไม่ได้มีไว้เพียง “รับใช้ตัวเอง” หรือ “ตอบสนองความต้องการของตน” เท่านั้น แต่มีไว้ถวายเกียรติพระคริสต์ ขีดเส้นใต้ไว้ด้วยครับ “เสมอ”
และที่น่าประทับใจที่สุด
“แม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตาย”
สุดจัดจริง ชายคนนี้!!!

แต่!!
แต่!!!
ในชีวิตของผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผมยังชอบใช้ร่างกายเพื่อตอบสนองความอยาก หันหาความสบาย เผลอเพลินกับความบาป และหลงทางกับการยกตัวเอง

เช้าวันนี้
แต่เปาโลเตือนสติผมครับ
ใช้ชีวิตเพื่อให้พระคริสต์ “ดูยิ่งใหญ่”
นี่แหละหนา
ชีวิตที่ “ไม่เสียชาติที่เกิดมา”

#ไม่เสียชาติเกิด
เมื่อการมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสต์

“เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร”(21)

จะบอกว่า
นี่คือศูนย์รวมของความจริงทั้งหมด
ขีดเส้นใต้ไว้หนาๆ ครับ
“การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์”

ผมถอดความคิดของเปาโล
ท่านคงไม่ได้นำเสนอว่า
…งานคือชีวิต
…เงินคือชีวิต
…ครอบครัวคือชีวิต
…ความสำเร็จคือชีวิต
…ตอบสนองความอยากคือชีวิต

แต่…พระคริสต์คือชีวิต!!!
ผมคิดต่อว่า
ถ้าพระคริสต์ไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิต ต่อให้ชีวิตมีทุกอย่าง ชีวิตก็ยังว่างเปล่า?
เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่ออยู่เพื่อตัวเอง แต่ถูกสร้างมาเพื่อให้รู้จักพระเจ้าและสะท้อนพระฉายของพระผู้สร้างผ่านพระคริสต์

และ
“การตายก็ได้กำไร”
นี่คือชีวิตที่ชนะแม้ความตาย

วันนี้ผมยังไม่ตาย!!
แต่สักวัน ผมก็ต้องไปเหมือนกัน
หากโลกมองว่า ความตายคือจุดจบ
แต่เปาโลและผู้เชื่ออย่างผมมองว่า ความตาย คือ กำไร
ต้องย้ำกับตัวเองว่า ถ้าอย่างนั้น “วันนี้ผมสะสมกำไรชีวิตไม่มากน้อยแค่ไหน?“

๐ ข้อคิด
ชีวิตเกิดมามีชาติเดียว!!
วันหนึ่งผมคงไม่ได้ถูกจดจำว่ารวยแค่ไหน เพราไม่รวย เก่งแค่ไหนเพราะไม่เก่ง มีอะไรแค่ไหน เพราะไม่มี!!
แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสวรรค์จะจดจำว่า ผมใช้ชีวิตนี้ “เพื่อพระคริสต์” หรือไม่? เพราะคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์คือคนที่ “ไม่เสียชาติที่เกิดมา” เหมือนเปาโลฉายความจริงผ่านชีวิตของท่านได้ครบเครื่องที่สุด

ผมจำได้ว่า
วันที่พ่อของผมใกล้จะจากไป ท่านนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน ในช่วงท้ายของชีวิตท่านยังรับรู้ได้ ผมมักจะแอบไปกระซิบข้างหูของท่านแล้วก็ชวนพ่อคุยว่า ”พ่อครับ มีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์“ แล้วพ่อก็ต่อจากคำของผมทุกๆ ครั้วว่า ”การตายก็ได้กำไร“

วันนี้ พ่อธูป มาสถิตย์
ได้กำไรชีวิตแล้วครับ

🎯 ปักเป้าในใจผม

อยู่ในพระคริสต์
ชีวิตไม่มีขาดทุน

อาเมนครับ

26/05/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
อังคาร 26 พฤษภาคม 2026

สุภาษิต 12:13-23
“ฟัง คิด พูด ทำ”

ผมคิดกับตัวเองว่า
“โลกใบนี้ที่ต้องใช้ชีวิตกับมัยเนี่ย ยากเกินไปมั้ย?”

ทำไมผมจึงถามคำถามทรงนี้?
คิดถึงกิจกรรมมนุษย์ที่ต้องเจอะเจอกับชีวิต
แค่เนี๊ย!!
“ฟัง พูด อ่าน เขียน”
คิดว่า ยากระดับไหน?
และถ้ายัดเยียด “มาตรฐานกลาง” ที่ต้องใส่คำว่า “ดี” พ่วงท้ายล่ะ?

นี่ยังมิได้อ้างมาเกี่ยวโยงกับชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ตามพระคริสต์
“ฟัง พูด อ่าน เขียน” ในมิติความเชื่อต้องเข้มกับมาตรฐานตามพระคำฉันใด?

เอางี้ครับ
เช้าวันนี้
ให้พระธรรมสุภาษิต ๑๒
สอนใจเรื่องนี้กันครับ
“ฟัง คิด พูด ทำ”

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ ขีดเส้นใต้พระธรรมสุภาษิตที่ว่าไว้ด้วยจุดประสงค์ของถ้อยคำที่ต้อง “ฟัง คิด พูด ทำ”
ฟัง…คำสั่งสอนในเรื่องการกระทำที่ฉลาด (1:3ก)
คิด…เพื่อให้ความรู้แก่คนเขลา ในความเฉลียวฉลาดแก่คนหนุ่ม (1:4)
พูด…เพื่อให้บรรลุปัญญาและมีวินัย เข้าใจถ้อยคำแห่งความรอบรู้ (1:2)
ทำ…ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของความรู้ (1:7ก)

๐ ชวนคิด
มาลงรายละเอียดแบบพอสังเขปด้วยถ้อยคำแห่งชีวิตเพื่อชีวิตในสัจจะกันครับ

#ฟัง
“ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง แต่ปราชญ์ย่อมฟังคำแนะนำ”(15)

น่าคิดครับ
จะมีสักกี่ชีวิตในโลกที่ไม่มองและคิดว่า “ตัวเองถูกต้องเสมอ” ??
จุดดับของชีวิตจุดหนึ่ง คือ “คิดว่าตัวเองถูกเสมอ”

ฟัง ที่ต้องพินิจกับชีวิต สอนใจว่า
คนโง่ในพระธรรมสุภาษิตข้อนี้ ไม่ได้หมายถึงคนเรียนไม่สูง ไร้การศึกษา ขาดโอกาสในการพัฒนาสติปัญญาในระบบใดใด แต่คือคนที่ “ไม่ยอมฟัง”

เหตุผลที่ง่ายที่สุด
เมื่อคิดว่าตัวเองถูกตลอด นั่นคือ ได้ยินแต่เสียงของตัวเอง
เมื่อนั้นชีวิตจะค่อยๆ ปิดใจต่อเสียงเตือน เสียงสอน เสียงของเพื่อนพี่น้องและเสียงของพระเจ้า!!!

ง่ายๆ กับเช้าวันนี้ครับ
วันนี้ผมฟังพระเจ้ามากแค่ไหน?
หรือผมกำลังฟังแต่เสียงตัวเองหรือเสียงอื่นมากเกิ้น?

#คิด
“คนที่หยั่งรู้ย่อมเก็บความรู้ไว้ แต่คนโง่ป่าวร้องความโง่ของตน”(23)

สุดจริงสุภาษิต!
สอนให้เห็นภาพจากความคิดในชีวิตจริง
“คนมีปัญญาไม่ได้พูดทุกเรื่องที่รู้ และไม่ได้แสดงออกทุกอย่างที่คิด”
เพราะ…
…คนที่หยั่งรู้ ”เก็บความรู้ไว้“
ไม่ใช่ออกอาการหวง กั๊ก แอบ ซ่อน ปกปิดใดใด แต่ระดับ “คนมีปัญญา” รู้ชัดว่า “เรื่องใดควรพูด เรื่องใดแค่คิด” เพราะบางเรื่องควรคิดก่อน และที่สำคัญสุด ความคิดที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองใดใด มักกลายเป็นความเสียหายจนทำร้ายตัวเองได้

ต้องคิด!!
เพราะสุภาษิตเตือนสติชัดว่า
แต่คนโง่ “ป่าวร้อง” อะไร?
“ความโง่ของตน”
นี่คือ อาการรนใจ รีบพูด รีบโพสต์ รีบแสดงออก รีบปล่อยเสียงที่ไร้สติหรือไร้ระบบคิด

ง่ายๆ กับเช้าวันนี้ครับ
โลกทุกวันนี้ขับชีวิตให้ “เร็ว” จัด!! แต่พระคัมภีร์โดยเฉพาะสุภาษิตในข้อนี้ สอนให้ “ลึก”
ขีดเส้นใต้ใต้สมองของตัวเองว่า
“คนมีปัญญาไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่คิด แต่ต้องคิดว่าอะไร เมื่อใดควรจะพูด”

#พูด
“คนชั่วร้ายย่อมติดบ่วงโดยการละเมิดแห่งริมฝีปากของตน แต่คนชอบธรรมหนีพ้นจากความลำบาก”(13)
“จากผลแห่งถ้อยคำของตนคนก็อิ่มใจในความดี และผลงานแห่งมือของเขาก็กลับมาหาเขา”(14)

”บุคคลผู้พูดความจริงให้หลักฐานที่ซื่อตรง แต่พยานเท็จกล่าวคำหลอกลวง“(17)
”มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆ ของเขาเหมือนดาบแทง แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้“(18)

”ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว“(19)
“ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์”(22)

ไม่น่าเชื่อ!!!
สุภาษิตสอน เตือนเรื่อง “พูด” เยอะแยะไปหมด!!!
ผมขอแบ่งให้เตือนใจตัวเองแบบนี้ครับ

…พูดผิดชีวิตติดบ่วง
จากข้อ 13-14
“คนชั่วร้ายย่อมติดบ่วงโดยการละเมิดแห่งริมฝีปากของตน“

คงเห็นภาพว่า บ่อยครั้งกับชีวิตที่ ”ติดบ่วง“ ก็เกิดจากคำพูดจากปาก!! ไม่ใช่ความคิดหรือจากการฟัง?
ยิ่งในคริสตจักรที่รักกันรักกัน พี่น้อง ”สร้างบ่วง“ ไว้เยอะมาก!!!

“จากผลแห่งถ้อยคำของตนคนก็อิ่มใจในความดี”
ปลดบ่วงที่สร้าง ที่ขึง ที่ดักล่อคนอื่นด้วยคำพูดจาก “ถ้อยคำ” ที่สร้างความอิ่มใจจากผู้พูดก่อนจะดีมั้ย?
ผมคิดถึงตัวเอง
บ่อยครั้งมากที่ผมพูดพล่อยๆ พูดแบบไม่คิด พูดเอาฮา เน้นสนุก สร้างบรรยากาศ!!
แต่คำพูดเทือกนี้ “เป็นบ่วง” มากกว่า “ปลดบ่วง” ออกจากหูผู้ฟัง!!

ง่ายๆ กับเช้าวันนี้ครับ
อ่านพระคำ จำและท่องพระคำ เพื่อให้พระคำเป็น “ถ้อยคำ” ผ่านชีวิตผม

…พูดจริงแม้ไม่ง่ายแต่มั่นคง
ดึงมาจากข้อ 17 กับข้อ 19 และข้อ 22

มีคำสองคำที่น่าคิด
“ซื่อตรง” กับ “หลอกลวง”
แล้วสอนให้คิดต่อว่า ต่อพระพักตร์พระเจ้า พระองค์ปลื้มแบบไหน?
ในข้อ 22 ชัดเจนครับ “ปากมุสาพระเจ้าเกลียดจัด”
แต่ “ปากที่พูดจริงมีความยินดี” คือ สวรรค์ยินดี ใจคนพูด จิตคนฟังก็ยินดี

ง่ายๆ ในเช้าวันนี้
คิดแบบนี้ครับ
“ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” (ภาษิตไทย)
มาเจอสุภาษิตสากลโลกของซาโลมอนนิดนึง
“ความเท็จอาจช่วยให้รอดชั่วคราว แต่ความจริงทำให้ยืนได้ระยะยาว”

พระเจ้าไม่ปลื้มคนเก่ง แต่ใส่พระทัยคนซื่อสัตย์ (ถ้าเก่งด้วยยิ่งงาม)

…พูดให้เกิดการรักษา
ในข้อ 18
“แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้”

ลิ้นเป็นอวัยวะที่ถูกปกปิดนะครับ
จะเห็นเมื่อเปิดปากหรือตอนเปล่งถ้อยคำออกมา
แต่น่าคิดมาก!!
ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆ ไม่เปิดเผย แต่สรรพคุณล้นฟ้า!! เพราะคำพูดของคนที่ใช้ลิ้นประกอบสร้างเป็นคำนั้นมีพลังมากจัดจ้านสุด!!
พลัง…แทงก็ได้!!
พลัง..รักษาก็ได้!!

เคยมั้ยครับ
ชีวิตประจำวันที่ผ่านคำพูดมากมายหลายล้านล้านล้านคำ
บางคนจำคำพูดแย่ๆ ได้ทั้งชีวิต ในขณะที่บางคนลุกขึ้นได้เพราะคำหนุนใจเพียงประโยคเดียว

ง่ายๆ ตอนเช้าฟ้าเริ่มสว่าง
ให้ทุกคำที่จะพูด หยุดคิดแล้วใส่ลงไปในกล่องความคิดสักครู่ หรือบอกพระเจ้าผู้ครอบครองความคิดให้ทุกคนที่พูดถวายเกียรติพระเจ้าและนำความชูใจมาถึงผู้ฟังทุกหมู่เหล่า!

#ทำ
“จะรู้ความร้อนใจของคนโง่ได้ทันที แต่คนที่หยั่งรู้ย่อมไม่นำพาต่อการดูถูก”(16)
”ความหลอกลวงอยู่ในใจของบรรดาผู้คิดแผนการชั่วร้าย แต่บรรดาผู้กะแผนงานที่ดีมีความชื่นบาน“(20)
“ไม่มีความชั่วตกอยู่กับคนชอบธรรม แต่คนชั่วร้ายเต็มด้วยความลำบาก”(21)

ทำ คือ ผลผลิตจากการฟังมาอย่างถ้วนถี่
ทำ คือ ผลลัพธ์ของการคิดมาอย่างรอบคอบ
ทำ คือ ผลที่แตกต่างจากการพูดเพราะจับต้องได้

มุมที่น่าสนใจ
“แต่บรรดาผู้กะแผนงานที่ดีมีความชื่นบาน”
สอนใจผมให้ใช้ระบบความคิดว่า จะทำการใดใดก็ตามต้องมาจากระบบความคิดที่ดี ในเชิงบวก ในด้านสร้างสรรค์ ไม่ใช่ปล่อยให้การกระทำตาม “ใจที่ร้อน” หรือ “ความคิดที่กะแผนชั่วร้าย”

ง่ายๆ แบบต้องทำเป็นระบบ
เริ่มจากจากฟัง เรื่องที่ฟัง เรื่องที่สนใจ ฟังแล้วสร้างใจให้อยู่ในสภาพใด
ต่อจากนั้น ต้องคิด คิดจากสิ่งที่ฟัง คิดแบบใตร่ตรองในเรื่องที่สร้างชีวิตตัวเอง?
ถ้าจะ “ทำ” มากกว่า “พูด” ส่วนตัวผมมองว่า เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุด

๐ ข้อคิด
กลับไปพิจารณาในบทแรกที่ความตั้งใจของผู้เขียนมีเป้าประสงค์หลายด้าน
เช้าวันนี้ผมหยิบมาด้านที่น่าสนใจสุด (ของผม)
“เพื่อให้บรรลุปัญญาและมีวินัย เข้าใจถ้อยคำแห่งความรอบรู้” (2)

วางชีวิตใหม่ครับ
โลกหมุนไปใช่
ชีวิตดำเนินไปก็ใช่
แต่อะไรล่ะ? ที่จะนำพาชีวิตบรรลุปัญญา มีวินัย เข้าใจถ้อยคำ

ใครรู้??
ช่วยไลน์บอกผมด้วยครับ
ขอบคุณมา ณ บรรทัดนี้

🎯 ปักเป้าในใจผม

”เขาตายเพราะขาดวินัยในชีวิต“
(5:23ก)

อาเมนครับ

25/05/2026

ปราการศิลาที่หลบภัย

สดุดี 18:2
พระยาห์เวห์ทรงเป็นศิลา
เป็นป้อมปราการ และ
ผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า
ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า
เป็นศิลาซึ่งข้าพเจ้าเข้าลี้ภัย
ทรงเป็นโล่
เป็นพลังแห่งความรอด
เป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งของข้าพเจ้า

เพลง “พระเยซูเปรียบดังศิลา"
เขียนขึ้นในปีค.ศ. 1775 โดยนักเทศน์หนุ่มชื่อออกัสตัส เขาหลบภัยจากพายุและฝนในโพลงหินคล้ายถ้ำจนปลอดภัย ในระหว่างนั้นเขาได้ประพันธ์เพลงนี้ขึ้นเพราะสังเกตถึงความแข็งแกร่งของโพลงหินที่เขาซ่อนตัว มันป้องกันชีวิตของเขาจากอันตราย เขาได้เขียนบทเพลงนี้ลงบนไพ่ใบหนึ่งที่ตกอยู่บริเวณโพลงหินนั้น
เนื้อเพลงท่อนหนึ่งมีว่า...

"พระเยซูเปรียบดังศิลา
กำบังข้าให้พ้นภัย
พระโลหิตและน้ำหลั่งไหล
ออกมาจากสีข้างพระกาย
เป็นฤทธิ์เดชชำระบาปข้า
ให้หลุดโทษพ้นบาปนานา"

บทเพลงนี้กลายมาเป็นกำลังใจของคริสเตียนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คำถามที่น่าสนใจ

๐ คุณคิดว่าคุณกำลังต่อสู้อยู่คุณต้องการที่หลบภัยหรือไม่?

๐ คุณต้องการให้พระเจ้าที่จะปกป้องคุณจากสิ่งที่เข้ามาทำร้ายหรือไม่?

๐ คุณปรารถนาที่จะแสดงให้ใครเห็นถึงความปลอดภัยที่พระเจ้าพิทักษ์คุณหรือไม่? ลองคิดดูว่าจะแสดงออกอย่างได้บ้าง

คำเตือนใจ

๐ อย่ายืนกรานที่จะใช้ชีวิตเพียงลำพังที่จะเผชิญหน้ากับความกดดัน ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ด้วยตัวเองตามลำพังเท่านั้น
แต่จง...

- ตามหาที่หลบภัยในพระเจ้า
- ทูลขอการปกป้องจากพระองค์
- จงรับเอาความปลอดภัยจากพระเยซูโดยอยู่ใกล้พระเยซูผู้เป็นศิลา
แห่งความมั่นคงที่สามารถต้านแรงในทุกรูปแบบได้

ชาโลม ขอสันติสุขมีแก่มวลมิตรผู้ลี้ภัยในพระคริสต์เจ้า และขอจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วย

ปราชญ์
25/5/2026

เครดิตภาพ ป้อมปราการเคตเบย์

25/05/2026

สัปดาห์ที่ 9 เป้าหมายคือการทำตามสั่ง (ตอนที่ 1 การฟังและการเชื่อฟัง)

เป้าหมายที่ไม่ได้คิดเอง

ข้อพระคัมภีร์

ยอห์น 4:34
“พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘อาหารของเราคือการทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ’”

เรื่องนำ

สำหรับคนทำงาน "เป้าหมาย" มักหมายถึงยอดขายหรือโปรเจกต์ที่เราวางแผนขึ้นเองเพื่อให้ชีวิตก้าวหน้า แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ เป้าหมายสูงสุดของพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์คิดขึ้นเองตามใจมนุษย์
แต่คือการทำตาม "ใบสั่งงาน" จากพระบิดา

พระองค์เปรียบการทำตามน้ำพระทัยว่าเป็นเหมือน "อาหาร"
คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตและทำให้จิตวิญญาณอิ่มเอิบ ยิ่งเราทำตามสิ่งที่พระเจ้าสั่ง เราจะยิ่งมีพลัง ไม่ใช่ยิ่งเหนื่อยล้า

ข้อคิดจากพระวจนะ

1.ทำตามผู้ที่ใช้มา
เราเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระเจ้า เป้าหมายที่แท้จริงต้องเริ่มจากการถาม "เจ้านาย"

2.ทำให้สำเร็จ
ความภูมิใจสูงสุดไม่ใช่การเริ่มงานหลายอย่าง แต่คือการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ "จบ"

ชัยชนะในวันนี้คือการถามพระเจ้าว่า "วันนี้พระองค์สั่งให้ลูกทำอะไร?"
มากกว่าการบอกพระเจ้าว่า "ลูกจะทำสิ่งนี้ ขอพระองค์อวยพรด้วย"

คำถามใคร่ครวญ

1.ในรายการเป้าหมายของคุณตอนนี้ มีข้อไหนที่เป็น "งานของพระเจ้า" ที่พระองค์สั่งคุณโดยตรงบ้าง?

2.คุณรู้สึก "อิ่ม" เหมือนได้ทานอาหารเมื่อได้ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าในเรื่องเล็กๆ บ้างไหม?

บทเฝ้าเดี่ยวคจ.ประชาร่วมใจ
25/5/2026
อามัสยาห์ วิสุทธิยาห์

25/05/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
จันทร์ 25 พฤษภาคม 2026

2 ซามูเอล 15:23-27, 29-31
“เดินหน้า ฝ่าวิกฤติ”

เช้าวันนี้
บทเรียนจากชีวิตของดาวิดที่เจอ “วิกฤติ” สุดจัด!!!
สอนใจผมให้คิดและมีวิถีที่ดี ที่เจริญ ที่งดงาม

“เดินหน้า ฝ่าวิกฤติ”

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ พลิก 2 ซามูเอล บทที่ 15
”อับซาโลมกบฏต่อดาวิด“ (1-12)
กับ
”ดาวิดหนีจากเยรูซาเล็ม“ (13-31)

มองผ่านๆ จากพระคำตอนนี้
ดาวิดเจอวิกฤติ…ลูกตัวเองกระด้างกระเดื่อง
ดาวิดศึกหนัก…ประชาชนเอาเอียง
”การคบคิดกันนั้นก็เพิ่มกำลังขึ้น คนที่มาฝักใฝ่อยู่กับอับซาโลมก็มากขึ้น“ (12ค)
ดาวิดเจอวิกฤติหนัก…ต้องระเห็ดออกจากเยรูซาเล็ม
”จงลุกขึ้น…ให้เราหนีไปเถอะ มิฉะนั้น เราจะไม่มีทางหนีจากอับซาโลม“ (14ข)

วิกฤติ
วิกฤติ
วิกฤติ
จะฝ่าไปยังไง??

๐ ชวนคิด
ภาพของดาวิดที่พยายามหาทางออกด้วยการ
“พระราชาก็เสด็จออกไปพร้อมกับคนทั้งหมดในราชสำนักของพระองค์ เว้นแต่นางสนม 10 คน ได้ทรงละไว้ให้เฝ้าพระราชวัง” (16)

บทเรียน
แบบอย่าง
ต้นสังกัดของชีวิต
“เดินหน้า ฝ่าวิกฤติ”

#เดินหน้าฝ่าวิกฤติ
เริ่มด้วยใจที่ต้องยอมรับความจริง

“เมื่อพลเดินผ่านไปเสีย ชาวเมืองนั้นทั้งสิ้นก็ร้องไห้เสียงดัง พระราชาก็เสด็จข้ามลำธารขิดโรน และพลทั้งหมดก็ผ่านเข้าทางไปถิ่นทุรกันดาร”(23)
“ฝ่ายดาวิดเสด็จขึ้นไปตามทางขึ้นภูเขามะกอกเทศ เสด็จพลางกันแสงพลางมีผ้าคลุมพระเศียรเสด็จโดยพระบาทเปล่า และประชาชนทั้งสิ้นที่อยู่กับ พระองค์ก็เอาผ้าคลุมศีรษะเดินไปพลางร้องไห้พลาง”(30)

ดาวิดเจ็บปวดมั้ย?
แน่นอนครับ
“เสด็จพลางกันแสงพลาง…”
“พระองค์ก็เอาผ้าคลุมศีรษะเดินไปพลางร้องไห้พลาง”
มากกว่าดาวิด มีความเจ็บปวดใดใดอีกมั้ย?
แน่นอนครับ
“ชาวเมืองนั้นทั้งสิ้นก็ร้องไห้เสียงดัง”

นี่คือวิกฤติจริง
นี่คือความเสียใจจริง
จุดแข็งของดาวิดอย่างหนึ่งที่สอนใจมาก
แม้วิกฤติหนักถึงขั้นทลายต่อมน้ำตา!! แต่ยังคงชีวิตให้ก้าวต่อแม้ชีวิตจะเปื้อนน้ำตาด้วยใจไม่ปฏิเสธแต่ยอมรับสิ่งตรงหน้า
ร้องไห้ได้
เสียใจได้
ผิดหวังได้
ดูเหมือนล้มเหลวได้
แต่ต้องไม่หยุดทุกสิ่งเหล่านี้กับพระเจ้า!!!

ดาวิดสอนใจผมว่า
น้ำตาไม่ได้แปลว่าไม่มีความเชื่อหรือกำลังต่อว่าพระเจ้า แต่บางครั้งน้ำตาคือภาษากายของผู้เชื่อที่ยังยึดมั่นในพระเจ้าอยู่

#เดินหน้าฝ่าวิกฤติ
ต้องผลิตใจที่ไม่ยึดติด

“และนี่แน่ะศาโดกก็มาด้วยพร้อมกับคนเลวีทั้งสิ้น หามหีบพันธสัญญาของพระเจ้ามา และเขาวางหีบของพระเจ้าลง ฝ่ายอาบียาธาร์ก็ขึ้นมาจนประชาชนออกจากเมืองไปหมด”(24)
“แล้วพระราชาตรัสสั่งศาโดกว่า จงหามหีบของพระเจ้ากลับเข้าไปในเมืองเถิด หากว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยเรา พระองค์จะทรงโปรดนำเรากลับมาให้เห็นทั้งหีบนั้นกับที่ประทับของพระองค์ด้วย”(25)
“แต่ถ้าพระองค์ตรัสว่า เราไม่พอใจเจ้า ดูเถิด เราอยู่ที่นี่ ขอพระองค์ทรงกระทำกับเราตามที่พระองค์ ทรงโปรดเห็นชอบเถิด”(26)
“พระองค์ตรัสกับศาโดกปุโรหิตด้วยว่า ท่านเป็นผู้พยากรณ์หรือ จงกลับเข้าไปในเมืองโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับบุตรชายทั้งสองของท่านคืออาหิมาอัสบุตรของท่าน และโยนาธานบุตรของอาบียาธาร์”(27)
“ฝ่ายศาโดกกับอาบียาธาร์จึง หามหีบของพระเจ้ากลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มและพักอยู่ที่นั่น”(29)

“จงหามหีบของพระเจ้ากลับเข้าเมืองเถิด”
สุดจริง!!!
ใจนิ่งสุด!!
ภาพหนึ่งเมื่อซาโดกนำหีบพันธสัญญามา แต่ดาวิดสั่งให้นำกลับไป
เป็นภาพที่สะท้อนถึงหัวใจของดาวิดที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติ
ที่เห็นหัวใจแกร่งดาวิดชัดมาก ดาวิดไม่ได้ใช้ “หีบของพระเจ้า” เป็นหลักประกันชีวิตหรือให้ชีวิตพ้นจากวิกฤติที่กำลังถาโถม!

คำหนึ่งที่ผมคิดได้
“อย่ายึดติด”
เพราะดาวิดเข้าใจว่า พระเจ้าไม่ใช่เครื่องรางของขลังที่ต้องมี “วัตถุมงคลใดใด”
เพราะดาวิดคงคิดในใจว่า การมีหีบของพระเจ้าอยู่ด้วย อาจจะไม่ได้แปลว่าชีวิตนี้จะชนะเสมอไป

เออจริงแฮะ!
เมื่อเจอวิกฤติ ชีวิตติดยึดกับสิ่งใด?
ส่วนใหญ่ (คิดเอง) ติดอยู่กับ ความสำเร็จเดิมๆ มั้ย ตำแหน่ง/สถานะเดิมๆ มั้ย วิธีเดิมๆ มั้ย ความมั่นคงเดิมๆ มั้ย หรือมวลประสบการณ์เดิมๆ มั้ย?

ผมฉุกคิดได้ว่า
เมื่อชีวิตเจอวิกฤติ วิกฤติจะเปิดเผยว่า อะไรคือสิ่งที่ผมพึ่งพิง ติดยึดจริงๆ
วันนี้ ผมติดยึดกับสิ่งใดมากกว่ากัน?

#เดินหน้าฝ่าวิกฤติ
ด้วยใจที่ยอมตามพระทัย

“แล้วพระราชาตรัสสั่งศาโดกว่า จงหามหีบของพระเจ้ากลับเข้าไปในเมืองเถิด หากว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยเรา พระองค์จะทรงโปรดนำเรากลับมาให้เห็นทั้งหีบนั้นกับที่ประทับของพระองค์ด้วย”(25)
“แต่ถ้าพระองค์ตรัสว่า เราไม่พอใจเจ้า ดูเถิด เราอยู่ที่นี่ ขอพระองค์ทรงกระทำกับเราตามที่พระองค์ ทรงโปรดเห็นชอบเถิด”(26)

จากภาพของการไม่ยึดติด
ผมเห็นอีกภาพหนึ่งของดาวิดที่มีใจสูงกับพระเจ้าจริง
นั้นคือ การยอมตามพระทัย
“ดูเถิด เราอยู่ที่นี่ ขอพระองค์ทรงกระทำกับเราตามที่พระองค์ ทรงโปรดเห็นชอบเถิด”
นี่ไม่ใช่วาทะของผู้แพ้ แต่เป็นคำของคนที่ยอมอยู่ใต้พระหัตถ์ พระทัย พระประสงค์ของพระเจ้าโดยแท้

สอนใจผมมากครับว่า
ความเชื่อแท้จริงไม่ใช่ออกอาการว่า
“พระเจ้าต้องทำตามที่ผมต้องการ”
แต่ความเชื่อแท้ต้องมีทรงแบบนี้ คือ
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมยังเป็นของพระองค์”

คำใหญ่ในใจของดาวิด
คือ ต่อให้ชีวิตต้องพาผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ก็ยังเป็นของพระองค์
สุดจริง!!!

#เดินหน้าฝ่าวิกฤติ
ต้องเดินด้วยชีวิตอธิษฐาน

“มีคนมากราบทูลดาวิดว่า อาหิโธเฟลอยู่ในพวกคิดกบฏของอับซาโลมด้วย ดาวิดกราบทูลว่า ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดให้คำปรึกษาของอาหิโธเฟลฟั่นเฝือไป”(31)

สุดท้ายในทางที่ต้องฝ่าวิกฤติของชีวิต
ผมเรียนรู้จากดาวิดในเช้าวันนี้
”อธิษฐาน“ ครับ

ที่แสบยิ่งกว่าในวิกฤตินี้ คือ ขณะที่ดาวิดกำลังหนีอย่างหัวซุกหัวซุน ยังมีข่าวร้ายเพิ่มอีก นั้่นคือ “อาหิโธเฟลเข้าร่วมกับอับซาโลม” โดยสรุปคือ คนใกล้ตัวทรยศจัดจ้านจริง!!

แต่ภาพหนึ่งที่งดงามที่สุด คือ
ดาวิดไม่ได้ตอบสนองต่อวิกฤติด้วยความอาฆาตแค้นใดใด แต่ตอบสนองด้วยใจที่ยังมั่นคง ศรัทธาในพระเจ้าผู้สูงสุดที่ครอบครองเหนือทุกเหตุการณ์

ดาวิดอธิษฐาน!!
ร้องทูลจากใจต่อพระเจ้า
ดาวิดหันหาพระเจ้า

สอนใจอะไรผมบ้าง?
เป็นไปได้มั้ยว่า บางครั้งการอธิษฐานสั้นๆ คือเสียงร้องลึกที่สุดของหัวใจ
แต่วันนี้ ฝึกชีวิตที่จะไม่พลาดการใช้เวลาที่ดีที่สุดกับพระเจ้า

๐ ข้อคิด
ผมได้ข้อคิดสั้นๆ แต่ต้องทำจริง
วิกฤติไม่ได้วัดว่าชีวิตล้มไหม?
แต่วัดว่าชีวิตจะ “เดินต่อกับพระเจ้าไหม”

ดาวิดยังยืนหยัด
ดาวิดยังสู้สุดใจ
ดาวิดพึ่งในพระเจ้า

🎯 ปักเป้าในใจผม

วิกฤติ คือ ชีวิตจริง
ชีวิตที่อยู่ในพระเจ้า

อาเมนครับ

24/05/2026

[Live]
นมัสการพระเจ้าประจำวัน
อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2026
ณ คริสตจักรประชาร่วมใจ ขอนแก่น
เวลา 09:30-12:30น.

23/05/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
อาทิตย์ 24 พฤษภาคม 2026

ยอห์น 14:17-26
“ทุกวันทำการ”

มนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างผมมี “วันหยุด”
และมนุษย์ทำงานเช้ายันเย็นส่วนใหญ่ โหยหา “วันหยุด”
สำนักงาน องค์กร องค์การ บริษัท ห้างร้านโดยมากมี ”วันหยุด“
ประทานโทษนะครับ “ผู้รับใช้ทุกหมู่เหล่า” ยังมี “วันหยุด”
ยิ่งประเทศไทยอันเป็นที่รักของคนไทย ”วันหยุด“ พรึ่บปฏิทิน!!

เช้าวันนี้
อ่าน ”ทรงสัญญาจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์“
จากพระกิตติคุณยอห์น 14
ที่เปิดหัวบทด้วย ”เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย“ (2ข)
แต่เนื้อในดังชัดเรื่องประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่ง
คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์

“ทุกวันทำการ”
คือ ความจริงจากพระคำตอนนี้
คือ สัจจะแห่งชีวิตที่มีชีวิต

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ วันนี้ 24 พฤษภาคม พลิกปฏิทินในวงการคริสตชน (บางกลุ่ม) เป็นวันระลึกถึงวันเพนเทคอสต์ วันที่ ”มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏ…กระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน“ (กิจการ 2:3)
และภาพใหญ่สุดของวันนั้น
”เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์…“ (4ก)

ผู้เชื่อหลายคนอาจจะคิดถึงวันเพนเทคอสต์เหมือนเป็น
“วันแห่งฤทธิ์เดช” มั้ย?
“วันแห่งภาษาแปลกๆ” มั้ย?
“วันแห่งไฟ” มั้ย?
หรือ ”วันแห่งการเปลี่ยนแปลง“ มั้ย?

สำหรับผมกับพระวิญญาณฯ จากพระคำตอนนี้
”ทุกวันทำการ“ ครับ

๐ ชวนคิด
ถ้อยคำของพระเยซูที่สนั่นใจผู้เชื่อที่สัญญาว่าจะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่ง คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์คงไม่ใช่เพื่อสำแดงเดชเท่านั้น แต่ให้ “ทุกวัน คือ วันทำการ” ที่มากด้วยฤทธิ์เดช

#ทุกวันทำการ
ทุกวันพระวิญญาณฯ ทรง “สถิต”

“คือพระวิญญาณแห่งความจริง ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน”(17)

ขีดเส้นใต้เอาไว้ครับ
“พระองค์สถิตอยู่กับท่าน”
ขีดอีกเส้นครับ
“และจะประทับอยู่ในท่าน”
ถ้ายังไม่กระจ่าง ย้อนไปในข้อ 16
“เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป”

ในพระคัมภีร์เดิม
พระวิญญาณฯ เสด็จมาเป็นครั้งคราวเพื่อภารกิจบางอย่าง เช่น กับแซมสัน กับซาอูล กับดาวิด แต่ในยุคพระคุณของพระเยซู ที่พระองค์ตรัสชัดว่ายุคใหม่กำลังมาถึง พระวิญญาณทรงฤทธิ์ไม่ใช่แค่ “มาเยี่ยม”
แต่ “ประทับอยู่”

น่าคิดครับ!!
ต้องจัดงานอะไรใหญ่ๆ เพื่อให้พระวิญญาณฯ มาสถิตมั้ย?
หรือต้องร้องเพลงเนื้อร้อง “ขอมาสถิต” “โปรดลงมาสถิต” หรือ “ขอพระวิญญาณสถิต” หรือ “เชิญพระวิญญาณพระเจ้าสถิต” อีกมั้ย?

“ทุกวันทำการ” คือ งานสำคัญของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระองค์ “ไม่ลาออกจากชีวิตของผู้เชื่อ”
เพียงแต่ผู้เชื่ออย่างผมจะเบือนหน้า หันใจ เปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้พระองค์ “เสียพระทัย” มั้ย? หรือให้สาหัสใจอีกนิด ได้กระทำการใดใดที่ “ดับพระวิญญาณ” หรือไม่?

โปรดตรองใจตนดูครับ

#ทุกวันทำการ
ทุกวันพระวิญญาณฯ ทรง “สอน”

“แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว”(26)

งานใหญ่ของพระวิญญาณฯ ด้านหนึ่ง คือ ”เป็นองค์ผู้ช่วย“
ที่ไม่ใช่ไร้ที่มาหรืออยู่ๆ ก็โผล่ออกมาเป็นตัวเอกของเรื่อง
แต่ ”พระบิดาจะทรงใช้มา…“ ที่ต้องเน้นคือ ”ในนามของเรา“
นี่คือ องค์ตรีเอกานุภาพที่ประกอบกิจอย่างอัศจรรย์ในชีวิตของผู้เชื่อ
ด้วยภารกิจพิเศษ ”สอน“

”สอน“
ไม่ใช่บทเรียนอาขยานที่ท่องจนขึ้นใจ ขึ้นหัวแต่ไม่ลงมาที่มือ!
พระวิญญาณฯ คือ ครูผู้สอนที่สอนเนื้อหาสำคัญ ”ให้ระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่าน“

คำว่า “สอน” มีภาพของการอบรม การเตือน ว่ากล่าว การทำให้เข้าใจ การนำเข้าสู่ความจริงโดยมี ”ความจริง คือ องค์พระเยซูคริสต์“ เป็นหมุดหมายของคำสอน
คงไม่ต้องมาสาธยายต่อว่า แล้วพระวิญญาณสอนอะไรบ้าง?
ผมตอบแบบหัวใจลูกผู้ชายเลยครับ ”ทุกเรื่องในชีวิต“ นั่นแล?
แหม!!
มีโอกาสอยากแบ่งปันเรื่อง ”ซื้อไข่ไก่ 79 บาท“ ให้ฟังจัง!!!

ผมจบทำวันทำการที่พระวิญญาณฯ เป็นผู้สอนอย่างนี้ครับ
เป้าหมายของการสอนของพระวิญญาณฯ ไม่ใช่แค่ให้ผู้เชื่อ “เก่งพระคัมภีร์” ระดับถ้วยรางวัลใดใด แต่สอนใจให้ “เหมือนพระคริสต์” มากขึ้นทุกวันครับ

#ทุกวันทำการ
ทุกวันพระวิญญาณฯ ไม่ทำให้เรา “โดดเดี่ยว”

“เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว เราจะมาหาท่าน”(18)

วันศุกร์ที่ผ่านมา
ผ่านอิสยาห์ 41 “อย่าโดดเดี่ยว” คือ ความจริงที่หนุนใจให้รู้ตัวว่า แม้โลกจะมองข้าม แต่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้ง
เช้าวันนี้ ทุกวันทำการของพระวิญญาณฯ ยิ่งตอกใจในความจริง
…เราจะไม่ละทิ้งท่าน
…เราจะมาหาท่าน

โลกรอบตัวอาจแผลงฤทธิ์ให้คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนก็ตาม แต่ถ้อยคำของพระเยซูที่ยืนยันว่าจะทรงประทานพระวิญญาณเพื่อย้ำความจริงว่า “ผู้เชื่อทุกคนไม่ได้ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง”

ขีดเส้นใต้แบบนี้ได้มั้ยครับ
วันเพนเทคอสต์ที่ทรงประทานพระวิญญาณฯ เคลื่อนใจผู้เชื่อ ไม่ใช่แค่ “วันเริ่มต้นของคริสตจักร” หรือ “วันประสบการณ์ในฤทธิ์เดช” เท่านั้น แต่คือ “วันที่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้มนุษย์อย่างไม่มีวันหยุดทำการ”

๐ ข้อคิด
เนื้อหาส่วนหนึ่งที่สอนใจ เตือนสติผมว่า แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า “ทุกวันทำการ” จริง?
หรือ “ทุกวันทำการในชีวิต” จะเคลื่อนไปด้วย “กิจของพระวิญญาณฯ” ได้อย่างไร?

พระเยซูสอนเรื่อง “เชื่อและทำตาม” ไม่ใช่ “เชื่อและตาม” เท่านั้น!?!
“ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา และผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา”(21)

พระเยซูย้ำอีกครั้ง!
“พระองค์ตรัสตอบเขาว่า ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา”(23)

และอีกภาพหนึ่ง
“ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นพระวจนะของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา”(24)

ผมถามตัวเองว่า รู้มั้ย?
ว่าใครกันที่พระวิญญาณฯ ไม่หยุดทำการของพระองค์
คำตอบที่ผมได้ คือ “ผู้นั้นที่ประพฤติตามคำของเรา”
เพราะว่า
…พระบิดาจะทรงรักเขา
…พระเยซูจะทรงรักเขา
…จะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา
…จะมาหาเขา
…จะอยู่กับเขา

ผมต้องพิจารณาตัวเองก่อนเลยว่า
เมื่อ “ทุกวันทำการ”
ที่พระวิญญาณฯ ไม่หยุดทำการงานของพระองค์ในชีวิตของผมสักวัน!
แล้วผมจะ(ทะลึ่งหน้า)มาออกตัวหยุดทำการในความสัมพันธ์กับพระองค์เพื่อ…?

🎯 ปักเป้าในใจผม

อย่าให้เนื้อหนัง
ตอบสนองชีวิต!

อาเมนครับ

23/05/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
เสาร์ 23 พฤษภาคม 2026

2 โครินธ์ 3:7-18
“ภาพต้องชัด”

คำว่า “ชัดเจน”
ผมมักใช้บ่อย
อ้างอยู่ประจำ
เมื่อคิดและพิจารณาถึงทุกก้าวที่เดินตามองค์พระเยซูคริสต์
เพราะถ้า “ภาพไม่ชัด” โดยเฉพาะผู้ที่ผมติดตาม ก้าวต่อก้าวของผมจะพลาด พลั้ง ผิด พังและเตรียมตัวพินาศมากกว่านิรันดร์!!!!

เช้าวันนี้
อ่าน “พันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่”
จาก 2 โครินธ์ 3
ข้อ 18
“แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ”

สะกิดใจผมครับ
สะกิดด้วยความจริงที่สุดจริง!!
…ไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว
…แลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า..ตัวเราก็เปลี่ยนไป

“ภาพต้องชัด”
คือ ข้อคิดจากพระคำที่ต้องปาดสิ่งปนเปื้อนออกจากตา จากใจ จากชีวิต
เพื่อภาพพระคริสต์จะชัดเจนแจ่มกระจ่างใจทุกวัน

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ คำสำคัญที่เปาโลทำความเข้าใจ คือ ชีวิตในพระคริสต์ที่ไม่ใช่ใช้ความพยายามของตัวเอง
“…มิใช่เราจะคิดถือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า” (5)

และที่ต้องคิดให้หนักต่อใจ
“ผู้ทรงโปรดประทาน…อันมิใช่ประมวลกฏแต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ
ด้วยว่าประมวลกฏนั้นประหารให้ตาย แต่ส่วนพระวิญญาณประทานชีวิต” (6)

มีคำน่าสนใจ ณ จุดนี้ครับ
“ประมวลกฏ” กับ “พระวิญญาณ”

๐ ชวนคิด
พระคำเช้าวันนี้ ชวนผมคิดให้ถึงจุดที่ควรคิด
“ภาพต้องชัด” เพื่อชีวิตจะชัดที่จะใช้ทุกๆ วัน

#ภาพต้องชัด
ว่าพระเยซูยิ่งใหญ่กว่าศาสนา

“แต่ถ้าการปฏิบัติที่ประหารให้ตาย คือตามตัวอักษรที่จารึกไว้ที่แผ่นศิลานั้น ยังมาด้วยรัศมี แม้ว่าจะเป็นรัศมีที่จางหายไป ก็ยังทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้”(7)
“ดังนั้นการที่ปฏิบัติตามพระวิญญาณจะไม่มีรัศมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ”(8)
“เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับโทษยังมีรัศมี การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก”(9)
“อันที่จริงรัศมีซึ่งได้ทรงประทานให้นั้นก็อับแสงไปแล้ว เพราะถูกรัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่องข่มเสียหมด”(10)
“เพราะถ้าสิ่งที่ได้จางไปยังเคยมีรัศมีถึงเพียงนั้น สิ่งซึ่งจะดำรงอยู่ก็จะมีรัศมีมากยิ่งกว่านั้นอีก”(11)

ภาพใหญ่สองภาพที่เปาโลหนุนใจพี่น้อง
ภาพ ๑ ตามตัวอักษร
โดยเฉพาะ “ตัวอักษรที่จารึกในแผ่นศิลานั้น“ คงต้องย้อนไปถึงสมัยโมเสสที่มีบทบัญญัติที่ต้องระวังรักษา แต่ถึงกระนั้น ”รัศมี“ ที่ปรากฏนั้นก็ ”จางหายไป“ ”อับแสงไปแล้ว“

ภาพ ๑ ตามพระวิญญาณ
เป็นคำถามชวนให้คิดเพื่อเทียบกันกับภาพแรก ”ตามพระวิญญาณจะไม่มีรัศมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ“
คำตอบชัด
”การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก“
และที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้
”เพราะถูกรัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่องข่มเสียหมด“
รัศมีอันเลิศจะเป็นสิ่งใดหรือผู้ใดไปไม่ได้นอกจากองค์พระเยซูคริสต์
ผู้…ดำรงอยู่
ผู้…จะมีรัศมีมากยิ่งกว่า

ผมคิดอย่างนี้ครับ
พันธสัญญาเดิมสมัยโมสสก็มีสง่าราศีนะ แต่สง่าราศีของพระคริสต์ “ยิ่งใหญ่กว่า งดงามกว่า เป็นนิรันดร์กว่า” ฉะนั้น อย่างที่เข้าใจกันครับ ธรรมบัญญัติทำให้เห็นบาป แต่พระคริสต์ทำให้เกิดชีวิต

เตือนตนเองครับ
วันนี้ในเส้นทางความเชื่อ อย่ายึดติดกับ ”ภาพศาสนา“
คือ รู้พิธีกรรมดีเยี่ยม แต่ไม่รู้จักพระเจ้าที่ยอดเยี่ยม
คือ รู้กฎ คำสอน ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ แต่ไม่รู้จักพระคุณ
คือ รู้การไปคริสตจักร แต่ไม่รู้จักการเปลี่ยนชีวิต

ถ้ายังออกทรงนี้?
ถามกับตัวเองชัดๆ ผ้าคลุมหน้ายังแปะบังส่วนไหนบนใบหน้าหรือ?

#ภาพต้องชัด
ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าแต่อยู่ที่?

“เมื่อเรามีความหวังอย่างนั้นแล้วเราจึงกล้ามากขึ้นที่จะพูด”(12)
“เราไม่เหมือนโมเสสที่เอาผ้าคลุมหน้าไว้ เพื่อไม่ให้ชนอิสราเอลเห็นอวสานของรัศมีที่ค่อยๆ จางไปนั้น”(13)
“แต่จิตใจของเขาแข็งกระด้างไปเสีย เพราะตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเขาอ่านพันธสัญญาเดิม ผ้าคลุมนั้นยังคงอยู่มิได้เปิดออก แต่ผ้าคลุมนั้นเปิดออกแล้วโดยพระคริสต์”(14)
“แต่ว่าตลอดมาถึงทุกวันนี้ ขณะใดที่เขาอ่านคำของโมเสส ผ้าคลุมนั้นก็ยังปิดบังใจของเขาไว้”(15)

เมื่อเปาโลกระชับความคิดด้วยความจริงว่า ต้องชัดกับพระเยซูที่ยิ่งใหญ่กว่าศาสนา
ภาพต้องชัดในภาพนี้ ”เมื่อเรามีความหวังอย่างนั้นแล้ว“
กลับมาเริ่มต้นพินิจที่ความหวังในพระเยซูคริสต์ผู้มากระชากผ้าคลุมด้วยชีวิตของพระองค์เอง!!

ภาพชัดภาพหนึ่งที่เปาโลเปิดให้กระจ่าง
ผ้าคลุมไม่ได้ปิดพระสิริของพระเจ้านะครับ แต่ปิด “ใจคน” ต่างหาก!!
เพราะ ”เมื่อเขาอ่านพันธสัญญาเดิม ผ้าคลุมนั้นยังคงอยู่มิได้เปิดออก“
มีผ้าคลุมแบรนด์ใดบ้างมั้ย? ที่ยังคลุมหน้าคลุมตาอยู่บ้าง??
ความดื้อรั้นในใจ ความบาปที่แอบซ่อนไว้ อคติที่พร้อมปะทุ ความเย่อหยิ่งที่อดใจเก็บไว้ การยึดตัวเองแบบถือมั่นยึดมั่น หรือที่หนักสาหัสยึดศาสนาแบบไร้หัวใจ

ภาพต้องชัด!!!
”แต่ผ้าคลุมนั้นเปิดออกแล้วโดยพระคริสต์“
ต้องกลับมาสำรวจใจตัวเองถึงการกระทำที่เรียกว่า ”พฤติกรรม“ ว่า ยังใช้ชีวิตแบบยังมีผ้าคลุมหน้าที่ยังสลัดไม่หลุดหรือฉุดให้พ้นหน้าที่เคยแปดเปื้อนไปแล้วสิ้นมั้ย?
เพราะไม่เช่นนั้น ภาพที่ชัดอยู่แล้ว จะถูกบังตาด้วยผ้าที่ทำให้ไม่ชัดต่อไป!

#ภาพต้องชัด
ว่าเมื่อหันมาหา ผ้าคลุมถูกกระชาก

“แต่เมื่อผู้ใดหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ผ้าคลุมนั้นก็จะเปิดออก”(16)

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดที่เปาโลต้องแจ้งเตือน ”สั่นกระดิ่งไว้“
คำที่จะเปลี่ยนการมองให้ขัดขึ้น
”หันกลับมา“
ใครก็ได้ที่ ”หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า“
ภาพของการกลับใจ บังเกิดใหม่ รับวิถีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่ในพระองค์ สิ่งสำคัญเกิดขึ้นกับใจตัวเองแน่นอน
”ผ้าคลุมนั้นก็จะเปิดออก“
ชีวิตที่จะเห็นภาพชัด ไม่ใช่ต้องอาศัยความสามารถฝ่ายโลกหรือสถานะฝ่ายโลกที่หลายคนหลงไหลและเผลอเพลินกับทางนั้น แต่เพียง ”หันกลับมา“ และหาความจริงแท้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวด้วย!

ซึ้งใจสุด!!!
เมื่อชีวิตหนึ่งกลับมาหาพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่แค่รับการอภัยจากชีวิตเก่าเท่านั้น แต่ยังมี ”มุมมองใหม่“ ที่จะก้าวไป เดินไป วิ่งไปสู่หลักชัยที่เป็นนิรันดร์ได้

ผมจึงถามกับตัวเองในเช้าวันนี้ว่า
ผ้าที่เคยคลุมหน้าถูกกระชากแล้วใช่มั้ย?
เพราะไม่อย่างนั้น ภาพที่มองจะเบลอๆ ชีวิตในความสัมพันธ์ก็ยังงัวเงีย ความสุขในใจที่ควรจะมีก็ดูเพลียๆ

#ภาพต้องชัด
ว่าเห็นชัด ชีวิตเปลี่ยนชัด

“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น”(17)
“แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ” (18)

มาร่วมประกาศชัย!!!
ไปพร้อมๆ กับองค์พระเยซูคริสต์กันครับ
เพราะวันนี้ สิ่งที่พระองค์ทำที่กางเขน แม้จะผ่านมานานเนิ่น แต่ผลแห่งความสำเร็จ คือ ชัยชนะทุกวันสำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์

ภาพใหญ่สุด
ผู้เชื่อไม่ได้ถูกเรียกแค่ให้ “รู้จักพระเจ้า” เท่านั้น แต่เปาโลยืนยันในฐานะ ”พันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่“ (6) ที่จะต้อง “สะท้อนพระคริสต์”

ภาพสะท้อนต้องไม่มีผ้าคลุม!!!!
คนที่ไม่มีผ้าคลุมจะเริ่มเหมือนพระเยซูมากขึ้น
ความคิดเปลี่ยน คำพูดเปลี่ยน ใจเปลี่ยน การใช้ชีวิตเปลี่ยนเพราะจุดมุ่งหมายของชีวิตเปลี่ยน คือ ”อยู่เพื่อพระคริสต์“

คำสำคัญที่ท้าทายใจผม
”…และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ”
นี่คือ พลานุภาพของพระวิญญาณที่มากเสรี
นี่คือ ฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณที่ครอบครอง

สั้นๆ เตือนใจผม
“เห็นพระสิริ ชีวิตเปลี่ยน”

๐ ข้อคิด
ผมนั่งคิดเมื่อฟ้าเริ่มสาง
เปาโลเขียนเว่อร์ไปมั้ย??
ผมกลับมานั่งคิดถึงตัวเอง พินิจในแง่มุมต่างๆ และสำรวจใจภายในด้วย แล้วคิดถึงคำของเปาโล
“แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว”

ภาพต่อไป
“จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

ภาพต่อไป
“และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

ผมถามตัวเอง
ขอการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนพระฉายสักอย่างสิครับ?

🎯 ปักเป้าในใจผม

มองพระคริสต์ชัด
ใช้ชีวิตยิ่งต้องชัด

อาเมนครับ

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

เวลาทำการ

เสาร์ 10:00 - 12:00
อาทิตย์ 09:30 - 14:00

เบอร์โทรศัพท์

+66830614403

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen churchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์