คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen church

คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen church คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen church OFFICIAL PAGE
Sinner Saint Servant

27/08/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
ศุกร์ 28 สิงหาคม 2026

2 ซามูเอล 23:11-12
“ยืนเด่นโดยท้าทาย”

เสียงคำขอบพระคุณของดาวิด “บุคคลพิเศษ” ที่พระเจ้า “ทรงช่วยกู้” (22:1ก) “ให้พ้นจากมือของศัตรูทั้งสิ้น…” (22:1ข) และที่ต้องขีดเส้นใต้ “และให้พ้นจากพระหัตถ์ของซาอูล” (22:1ค)
กล่าวสุดใจยกย่องพระผู้ช่วยสุดเสียง

…พระเจ้าทรงเป็นศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า (22:2)
…เป็นที่กำบังเข้มแข็งและเป็นที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า (22:3ง)

เสียงสุดใจยิ่งชัด
…ข้าแต่พระเจ้า เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์ขอเชิดชูพระองค์ในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ (22:50)
และที่สุดกับใจของผมด้วย
…เออ พงศ์พันธุ์ของข้าพเจ้าตั้งมั่นอยู่กับพระเจ้ามิใช่หรือ (23:5ก)

เช้าวันนี้
มาพิจารณา “มือขวา” ของดาวิดในระดับ “วีรบุรุษ”
ที่สอนใจผมมากกว่า “ตั้งมั่น” แต่อยู่ในระนาบ “โดดเด่น”
ที่ผมขอใช้คำนี้ครับ
“ยืนเด่นโดยท้าทาย”

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ ในบทที่ 23 หลังจากจบวาทะสุดท้ายของดาวิด “ชายที่ได้รับการแต่งตั้งให้สูง” (23:1ข) “ผู้ที่ถูกเจิมตั้งไว้ของพระเจ้าแห่งยาโคบ” (23:1ค) และที่แยบคายที่สุด “นักแต่งสดุดีอย่างไพเราะของอิสราเอล” (23:1ง) ผู้เขียนเปิดหน้า “วีรบุรุษของดาวิด” ที่เคียงบ่า เคียงสมรภูมิอย่าง ”เด่นสง่า“
คนแรก โยเชบบัสเชเบธ ที่เด่นสุด
”เหวี่ยงหอกเข้าแทงคนแปดร้อยคน ซึ่งเขาได้ฆ่าเสียในครั้งเดียว“ (23:8)

คนที่สอง เอเลอาซาร์ เด่นสุด
”ลุกขึ้นฆ่าฟันพวกฟีลิสเตียจนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ“ (23:10)

และคนที่สาม ชัมมาห์
คนที่สอนใจให้ผม ”ยืนเด่นโดยท้าทาย“ ในเช้าวันนี้ครับพ่อแม่ปู่ย่าอาหลาน

๐ ชวนคิด
แนะนำตัวสักนิด
ชัมมาห์คือใคร?

คือ หนึ่งในสามทหารมากกว่า ”พลเอก“ ของดาวิด ซึ่งเป็น ”บุตรของอาเกชาวฮาราร์“ (23:11ข)
มีข้อสังเกตนิดนึง ชื่อนี้ไม่มีปรากฏมากมายในพระคัมภีร์เหมือนดาวิดลูกพี่ใหญ่นะครับ
แต่บันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้เพียงเท่านี้เพื่อสอนใจผมเลยว่า
บางครั้งชีวิตที่ยิ่งใหญ่คงไม่ได้วัดจากจำนวนเรื่องราวที่คนจดจำและที่ลงมือทำ แต่จากช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตๆ หนึ่งเลือกจะยืนหยัดมากกว่ามั้ย?
นี่คือ ที่มาของ ”ยืนเด่นโดยท้าทาย“ ถ้วนๆ ครับ

ก่อน ”ยืนเด่น“
มีเรื่อง ”ท้าทาย“ อะไรมั้ย?
ดูจากข้อ 11-12 พบสภาพที่น่าสนใจครับ
…คนฟีลิสเตียมาชุมนุมกันอยู่ที่เลฮี
…ที่เลฮี เป็นที่ที่มีพื้นดินผืนหนึ่งที่มีถั่วแดงเต็มไปหมด
…ที่เลฮี พวกพลก็หนีพวกฟีลิสเตียไป
ดูจากสภาพแล้ว?
ดูจากบรรยากาศแล้ว?
ดูจากหัวจิตหัวใจแล้ว??

นี่คือ บทเรียนปลุกใจผม
”ยืนเด่นโดยท้าทาย“

# #หนึ่ง
ยืนเด่นเมื่อคนอื่นกำลังดุ๋ยตุ้ย!
”พวกพลก็หนีพวกฟีลิสเตียไป“

วรรคนี้สะท้อนสภาพหัวจิตหัวใจของพลพรรคชัมมาห์ได้เป็นอย่างดี คือ ดุ๋ยตุ้ย แปลความตามภาษาของผมคือ ”หนีเถอะพี่“ อาจจะเพราะกลัว รู้ว่าอยู่ก็ตุย! หรือกะเกณฑ์กำลังพลแล้วสู้ไม่ไหวแน่ หรืออื่นๆ ตามทำนองความกลัว

ชัมมาห์ ”ยืนเด่นโดยท้าทาย“
ความท้าทายแรก คนส่วนใหญ่ดุ๋ยตุ้ย
แต่ชัมมาห์ ตั้งหลัก ”แต่ท่านยืนมั่นอยู่“ (12ก)
ที่เด่นและโดดออกมา ไม่ใช่เพราะหาแสงให้ตัวเองเด่น แต่เด่นเพราะคนอื่นไม่เด่นแต่พร้อมดับ!!

เก็บมาพินิจใจตัวเองครับ
คนของพระเจ้าอาจไม่ได้เด่นเพราะอยู่เหนือคนอื่น แต่เด่นเพราะยืนหยัดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้ายืน
เป็นไปได้มั้ย?

และที่สะกิดใจที่สุด
ความกล้าของชัมมาห์นาทีนั้น สอนให้ผมคิดเลยว่า ทั้งๆ ที่วิกฤติอยู่ตรงหน้า ความกล้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว แต่ให้ยอมสยบต่อความกลัวที่จะสั่งให้หนี!

# #สอง
ยืนเด่นเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าล้ำค่า
”เป็นที่ที่มีพื้นดินผืนหนึ่งมีถั่วแดงเต็มไปหมด“

พื้นดิน!
ถั่วแดง?
แล้วเกี่ยวอะไรกับ ”ยืนเด่น“ แล้วมีเรื่อง ”ท้าทาย“ อันใดหรือ?
ก็แค่ดินที่มีถั่วแดงเต็มไปหมด
ไม่ใช่พระราชวังใหญ่โต
ไม่ใช่เมืองที่มีอำนาจปกครอง
ไม่ใช่ขุมทรัพย์ที่ต้องปกป้องดูแล
ไม่ใช่ของทีค่าในสายตาของคนทั่วไป

แค่แปลงถั่วแดงแปลงเดียว
แต่ในสายตาของชัมมาห์ คือ มีคุณค่าและต้องรักษา

พิจารณาจากชีวิตจริงของผม
ผมมองว่า พระเจ้าไม่ได้เรียกผมให้ไปทำสิ่งที่โลกมองว่ายิ่งใหญ่ในหลายๆ เรื่อง หลายๆ สถานการณ์ แต่ทรงพระเมตตาต่อชีวิตของผมให้สัตย์ซื่อต่อสิ่งที่อยู่ในมือมากกว่ามั้ย?
พื้นดินที่มีถั่วในชีวิตจริงของผมอาจจะต่างจากของชัมมาห์มาก
แต่สิ่งสำคัญในเช้าวันนี้
ผมต้องมองให้ทะลุว่า ”พื้นดินที่มีถั่วแดง“ ในชีวิตของผมคืออะไร?
เมื่อมองชัด ผมจะตอบสนองเหมือนชัมมาห์มั้ย? หรือว่า เย็นชาเหมือนเดิม??

ยืนเด่นโดยท้าทายของชัมมาห์
สิ่งที่ดูเล็กน้อยในสายตาผู้คน อาจเป็นสิ่งสำคัญที่พระเจ้ามอบให้ปกป้อง ดูแล รักษาไว้ก็ได้!

# #สาม
ยืนเด่นเมื่อเลือกบุกไม่ใช่ตั้งรับ
“แต่ท่านยืนมั่นอยู่ท่ามกลางพื้นดินผืนนั้น และป้องกันที่ดินนั้นไว้ และฆ่าฟันคนฟีลิสเตีย และพระเจ้าได้ทรงประทานชัยชนะอย่างใหญ่หลวง”(12)

ผมยกข้อนี้มา ”ยืนเด่น“ ในใจผม
เพื่อจะสอนตัวเองว่า ”บุกนะ“ อย่า ”ตั้งรับ“

ผมสะกิดใจจุดยืนของชัมมาห์
”ท่านยืนมั่นอยู่ท่ามกลางพื้นดินผืนนั้น“
เด่นครับ
โดดเด่นครับ
เพราะชัมมาห์ไม่ได้เป็น ”อีแอบ“ หรือ ”นายหลบ“
แต่กล้าท้าชน ”ตรงกลาง“ ของสิ่งที่ตนมองว่า ”มีค่าควรดูแลปกป้องไว้“
นี่ภาพเด่นสุดของชัมมาห์ในการ ”ท้าทาย“

นำมาสอนใจตัวเองครับ
ผมคิดถึงบางสภาพของตัวเอง
บางครั้งอาจมีเรื่องต่อต้านในใจทั้งจากตัวเองและคนอื่น แล้วไม่กล้าเผชิญหน้า
บางครั้งรู้ว่าทำผิดหรือพลาดไป(บ้าง) แต่ไม่กล้ายืนอยู่ฝ่ายความจริง
บางครั้งก็อธิษฐานเพื่อขอชัยชนะ ขอให้ผ่านๆ ไป แต่ไม่ยอมก้าวเข้าสู่สนามรบหรือยอมรับความจริง

ชัมมาห์มาแล้วครับ เพราะเลือกทำทั้งสองอย่างสุดใจจริงๆ เพราะ ”ยืนรับและพร้อมบุก“
บอกกับตัวเอง ในทางพระเจ้าไม่ใช่ ”ยืนเฉยแล้วรอ“ แต่ ”ยืนนิ่งพร้อมบุก“ ต่างหาก

# #สุดท้าย
ยืนเด่นเพราะรู้ว่าชัยชนะมาจากพระเจ้า
”และพระเจ้าได้ทรงประทานชัยชนะอย่างใหญ่หลวง“

บทสรุปที่เด่นสุดของวีรบุรุษของดาวิดทั้งสาม มาจาก ”คนใหญ่“
เมื่อชัมมาห์ยืน
เมื่อชัมมาห์ป้องกัน
และเมื่อชัมมาห์ต่อสู้
ชัมมาห์ไม่ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่สมหัวใจของท่านนะครับ
แต่ว่า ”ผู้ยิ่งใหญ่เหนือใคร“ ที่ ”ทรงประทานชัยชนะ“ ในระดับใด? ”อย่างใหญ่หลวง“

นี่คือสมดุลชีวิตที่ควรค่าแก่การจดและจำและทำตาม
”ชัมมาห์ยืนหยัด (สู้) พระเจ้ายืนยัน (จัดสรรชัยชนะ)

จะนำมาใช้ยังไงกับชีวิตดี?
เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง
ผมไม่ควรใช้ความเชื่อเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไรเลย
แต่ก็ไม่ควรคิดว่าชัยชนะเกิดจากกำลังของผมเองได้ด้วย
จุดที่ควรยืน
หน้าที่ของผมคือยืนอยู่ในที่ที่พระเจ้าวางไว้
ราชกิจของพระเจ้าคือประทานชัยชนะตามพระประสงค์ของพระองค์

๐ ข้อคิด
วันนี้
ผมต้องมองให้ทะลุผ่านชีวิตของผมว่า
อะไร? คือ พื้นดินที่มีถั่วแดงของชีวิตบ้าง?
แม้ว่า รอบตัว รอบข้างอาจจะไม่ต่างจากชัมมาห์ คือ ผู้คนพากันดุ๋ยตุ้ย!
แต่ให้ภาพจำของชัมมาห์กับพวกอีกสองคนที่เคียงข้างดาวิด ปลุกใจผมให้ “ยืนขึ้น” แต่อาจจะไม่ต้อง “เด่น” หรือ “ดัง” หรือ “โดน” ใดใด เพียงแต่ให้ทุกเรื่องที่ “ท้าทาย” ไม่ทำให้ “ใจช้ำ” แต่เพราะ “ชัมมาห์” เค้ามาแตะที่ใจแล้ว ออกไป “ยืนเด่นโดยท้าทาย” สักตั้งให้สุดกำลังนะครับ

🎯 ปักเป้าในใจผม

”และพระเจ้าได้
ทรงประทานชัยชนะ
อย่างใหญ่หลวง“

อาเมนครับ

26/08/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
พฤหัส 27 สิงหาคม 2026

ยากอบ 4:1-10
“สูงขึ้นทางเดียว”

?? เคยเปรียบแบบนี้มั้ยครับ
โลกสอนว่า อยากดี เด่น ดัง ต้องยกตัวเองขึ้น
แต่พระเยซูสอนว่า อยากให้พระองค์ยกขึ้น ตัวเองต้องถ่อมลง

เพราะ…
โลกสอนให้แข่งขัน แย่งชิง และพิสูจน์ตัวเองถ้วน!

เช้าวันนี้
ยากอบแนะว่า
การแสวงหาความสูงด้วยความอยากของตนเอง อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง และวิถีที่ห่างไกลจากองค์ความจริง

จากเรื่อง “การเป็นมิตรกับโลก”
ในพระธรรมยากอบ 4 สิบข้อ

ผมมองทางของตัวเองไว้
หากปรารถนา “สูงขึ้นทางเดียว”
ตามมาครับ ไปตามยากอบกันให้เห็นจะจะใจ!

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ ยากอบเปิดความเช้าใจได้ “ขลังเข้ม”
เพราะเรื่องก่อนหน้า ท้าทายใจไว้ครับว่า
“ในพวกท่านผู้ใดเป็นคนฉลาดและมีปัญญา ก็ให้ผู้นั้นแสดงการประพฤติของตนด้วยพฤติกรรมอันดี มีใจอ่อนสุภาพประกอบด้วยปัญญา” (3:13)
ประมาณว่า มีของดีต้องสำแดง!!
และยังหนุนใจผู้เชื่อให้สำแดงตรงปกด้วย
“แต่ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก แล้วจึงเป็นความสงบสุข สุภาพและว่าง่าย เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี ไม่ลำเอียง ไม่หน้าซื่อใจคด”(3:17)
“ผู้สร้างสันติสุข หว่านอย่างสันติ จึงได้เกี่ยวความชอบธรรม”(3:18)

นี่ไง ก้าวแรกที่จะก้าวให้สูง

๐ ชวนคิด
มาถึงบทที่ 4 ยากอบขยายความให้ถ่องในใจว่า ปัญญาที่ต้องสำแดงออกให้สอดคล้องกับปัญญาจากเบื้องบนนั้นมีจุดเด่น จุดเน้น จุดขยันเช่นไร?
“สูงขึ้นทางเดียว”
คือ มุมที่ผมเรียนรู้จากพระคำในเช้าวันนี้ครับ

#สูงขึ้นทางเดียว
อย่าสูงด้วยการเอาชนะคนอื่น

“อะไรเป็นสาเหตุของสงคราม และอะไรเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาทกันในพวกท่าน มิใช่กิเลสตัณหาของท่านหรือที่ทำให้ท่านต่อสู้กัน”(1)
“ท่านทั้งหลายอยากได้ แต่ไม่ได้ ท่านก็ฆ่ากัน ท่านโลภแต่ไม่ได้ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ”(2)

ยากอบเปิดฉากก็เลือดสาดดดด!!!
สาเหตุของความขัดแย้งระดับสากรรจ์สุดที่เรียกว่า “สงคราม” ไปจนถึงระดับบ้านๆ ที่เรียกว่า “การทะเลาะวิวาท” ยากอบบอกไว้ “ชัด”
สารตั้งต้น คือ กิเลสตัณหา!

เพราะไฟกิเลสพลุ่งพล่านทำให้ “ภายใน” อยากปะทะ!!
ภาพยิ่งชัดเมื่อยากอบขยายภาพของเนื้อกิเลส
…อยากได้
…โลภ
…ไม่มี
จึงก่อความขัดแย้ง เพราะช่องว่างในใจไม่ได้รับการเติมเต็มอย่างที่ควรจะเติมและเต็ม

“สูงขึ้นทางเดียว”
ทางนี้ ไม่ใช่ครับ!!
เพราะใครก็ตามที่พยายามสูงด้วยการกด ข่ม บังคับผู้อื่น อาจจะสูงในสายตามนุษย์ แต่ในสายพระเนตรพระเจ้าถือว่า “ต่ำกว่าระดับ” ครับ

สอนใจว่า อย่าสูงขึ้นด้วยการสาดคนอื่นให้ต่ำกว่าตนเด็ดขาด

#สูงขึ้นทางเดียว
อย่าสูงด้วยการทำตามใจตัวเอง

“ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน”(3)
“คนทุจริตเอ๋ย ไม่รู้หรือว่า การเป็นมิตรกับโลกนั้น คือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า เหตุฉะนั้น ผู้ใดใคร่เป็นมิตรกับโลก ผู้นั้นก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า”(4)
“หรือท่านคิดว่าเป็นสิ่งไร้สาระหรือ ที่พระคัมภีร์กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นห่วงวิญญาณที่ได้ทรงประทานให้อยู่ในเราทั้งหลาย”(5)

ภาพ “ตามใจตัวเอง” ยากอบยิ่งทำให้ชัดขึ้น
…ขอและไม่ได้รับ เพราะ “ขอผิด”
เพราะตามใจตัวเองมากเกินเบอร์ “หวังเพื่อสนองกิเลส”

…เป็นมิตรกับโลก เป็นศัตรูกับพระเจ้า
เพราะตามใจตัวเองมากเกินกำลัง “ใคร่เป็นมิตรกับโลก”

สอนใจจากความจริงนี้
หากปรารถนาจะให้ตัวเองสูงขึ้น วิถีตามใจตัวเองหรือวิถีแอบให้พระเจ้าสนับสนุนแผนการในใจของตัวเอง ไม่ใช่วิธีของวิถีตามพระทัยแน่! แทนที่จะยอมตามพระทัยไม่ตามใจตัวเองควรจะเป็นท่าทีใหม่เพื่อให้ชีวิต “สูง” ตามความสัมพันธ์ใหม่ที่รับการคืนดีแล้ว

สอนใจว่า อย่าสูงขึ้นด้วยการตามใจตัวเองทุกเรื่อง แต่ยอมตามพระทัยในทุกเรื่องดีที่สุด

#สูงขึ้นทางเดียว
ถ้าจะสูงต้องยอมให้สุดกับพระเจ้า

“แต่พระองค์ก็ได้ทรงประทานพระคุณเพิ่มขึ้นอีก เหตุฉะนั้น พระคัมภีร์จึงกล่าวว่า พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม”(6)
“เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป”(7)

ขีดเส้นใต้ไว้หนาๆ กับใจครับ
“พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง”
ระวัง!!
คอแข็ง ใจกระด้าง ตายโส ออกอาการจองหอง คือ กำลังตั้งตนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ปักไว้ในใจครับ
”แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม”
ฝึกใจใหม่ ให้พระคุณค้ำคอ ปรุงใจ บำรุงจิตเสมอๆ เพื่อขย่มท่าทีในใจให้ “ถ่อม” ต่อความยิ่งใหญ่

ถ้าจะสูงในทางยากอบ
มากกว่าพระคุณที่ค้ำคอแล้ว
ในข้อ 7 แจ่มกระจ่างครับ
“เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า”

คำเด็ดเพื่อชีวิตที่สูงขึ้น “น้อมใจ” คือ ยอมอยู่ภายใต้การครอบครอง
อีกคำที่มาด้วยการ “ยอมฟัง” คือ ไม่ทำหูทวนลมหรือเอาหูไปนา เอาตาไปเดินกับยาย!!

อย่าลืม!!!
มีตัวหนึ่งพยายาม “กด” ให้ชีวิต “ต่ำลง นั่นคือ มารร้าย
ยากอบแนะว่า ชีวิตจะสูงขึ้น คือ สู้กับมารร้ายได้ต้องยอมให้สุดกับพระเจ้าก่อน ”และมันจะหนีท่านไป“ แน่นอน! ขอบคุณพระเจ้า

สอนใจครับ ชีวิตที่สูงขึ้นต้องเริ่มจากการยอมให้ต่ำสุดก่อนเสมอ

#สูงขึ้นทางเดียว
ยิ่งเข้าใกล้พระเจ้ายิ่งต้องลงต่ำ

“ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์”(8)
“จงเป็นทุกข์โศกเศร้าและร้องไห้ จงให้การหัวเราะกลับกลายเป็นการโศกเศร้า และความปีติยินดีกลับกลายเป็นความเศร้าสลด”(9)

ยากอบแนะไว้ทางเดียวที่จะสูงได้สูงดี
…เข้าใกล้พระเจ้า
…ชำระมือให้สะอาด
…ชำระใจให้บริสุทธิ์

แต่อย่าคิดว่า การเข้าใกล้พระเจ้าจะยิ่งต่อสัดส่วนให้ชีวิตสูงขึ้น
เพราะยิ่งเข้าใกล้พระเจ้าจะยิ่งสะท้อนถึงตัวเองว่า “ไม่คู่ควร” มากเพียงใด?

ผมประทับใจจุดๆ นี้
“จงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน”
นี่คือ โอกาสทองของชีวิตและเป็นสิทธิพิเศษของใจที่ผู้สูงส่ง บริสุทธิ์ เกริกไกรเปิดพื้นที่ที่จะ “ก้าวให้สูง” คือ การได้เข้าใกล้พระองค์ และได้อยู่แนบแทบพระบาทองค์ผู้สูงเด่นที่สูงเหนือสูง!

สอนใจให้คิดว่า
คนที่สูงขึ้นในฝ่ายวิญญาณจากการเข้าใกล้พระเจ้า ไม่ใช่คนที่เห็นจุดต่างของคนอื่นมากขึ้น แต่เป็นคนที่เห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดขึ้น และพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนใหม่เสมอ

๐ ข้อคิด
“ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น”(10)
นี่คือข้อที่ผมเรียนรู้ “สูงขึ้นทางเดียว” ที่ยากอบหนุนใจและท้าทายไว้

ถ้าจะย้ำกับตัวเองว่า
ต่อพระพักตร์ขององค์ผู้สูงสุดแล้ว
โปรดนำชีวิต “ลงให้สุด” ต่อพระองค์ แล้วจะทรงยกขึ้นตามวิธีและในเวลาของพระองค์
เพราะทางขึ้นจากพระเจ้า คือ การเริ่มต้นออกก้าวด้วยใจที่ถ่อมลงต่อแทบพระบาท

🎯 ปักเป้าในใจผม

เข่าที่คุกลงกราบ
ยกชีวิตให้สูงขึ้น

อาเมนครับ

มีทางเดียวที่จะสูงขึ้นในสายพระเนตรพระเจ้า คือ ถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระองค์

และผมคิดว่าหัวข้อ “สูงขึ้นทางเดียว” มีจุดเด่นมาก เพราะมีความย้อนแย้งที่ดึงความสนใจ แล้วค่อยเฉลยจากข้อ 10 ว่า

25/08/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
พุธ 26 สิงหาคม 2026

ดาเนียล 6:3-7, 9-11
“เท่าไรจึงจะพอ”

เรื่องของดาเนียล
ผมเพิ่งจะฟังคำเทศนาไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้เอง
มุมวันนั้น เรื่อง การอธิษฐานล้วนๆ ยังสนั่นสมองอยู่ครับ!

เช้าวันนี้
มาตามเรื่องเดิม
“ดาเนียลในถ้ำสิงโต” ในบทที่ 9
แต่ผมตั้งความคิดไว้เมื่อคิดถึงการอธิษฐาน

“เท่าไรจึงจะพอ”
ตอบคำถามบางครั้งที่เข้าใจว่า “มากพอแล้วมั้ง”

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ ในดาเนียลบทที่ 9 กำลังฉายแสงความโหดร้ายถึงดาเนียล เพราะ
…ดาเนียลคนนี้ก็มีชื่อเสียงกว่าอภิรัฐมนตรีอื่นๆ และอุปราช (3ก)
…พระวิญญาณเลิศสถิตกับท่าน (3ข)
…พระราชาก็ทรงหมายพระทัยจะทรงแต่งตั้งท่านให้ครอบครองเหนือราชอาณาจักรนั้นทั้งหมด (3ค)

นี่ไง
“ทำอะไรๆๆ โปรดอย่างเด่น จะเป็นภัย”
เข้าทางเชียว!!!
“อภิรัฐมนตรีและอุปราชทั้งหลายจึงหาเหตุฟ้องดาเนียลในเรื่องราชอาณาจักร” (4ก)
แต่
แต่
“หาเหตุฟ้องไม่ได้” (4ข)
เพราะ “ดาเนียลดีเกิน”

สุดท้ายก็ได้จนได้
“อภิรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรทั้งข้าหลวงภาค และอุปราชและผู้ว่าราชการเมืองทั้งหลายทั้งสิ้นได้ตกลงกันว่า พระราชาสมควรจะได้ทรงตรากฎหมาย และออกประกาศห้ามว่า ในสามสิบวันนี้ ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือพระองค์ ข้าแต่พระราชาก็ให้โยนผู้นั้นลงในถ้ำสิงห์เสีย”(7)

๐ ชวนคิด
เล่นกันอย่างนี้ มากันทรงนี้?!?
ดาเนียลโนเล่นซะแล้วงานนี้!!
สถานการณ์ของดาเนียลบอกตรง “จัดการเองไม่ได้” เพราะอยู่ในระดับ “เกินควบคุม”

แต่ภาพชัดภาพหนึ่งของดาเนียลที่หนุนใจและท้าทายผมมาก
“เมื่อดาเนียลทราบว่าลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ท่านก็ไปยังเรือนของท่านที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็คุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน”(10)
จะอย่างไร?
ดาเนียลก็ยัง “คงเส้น คงวา” เสมอกับ “เข่าที่คุกลง”

“เท่าไรจึงจะพอ”
ผมถามตัวเองผ่านชีวิตของดาเนียลในเช้าวันนี้ครับ

#เท่าไรจึงจะพอ?
การอธิษฐานไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

“เมื่อดาเนียลทราบว่าลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ท่านก็ไปยังเรือนของท่านที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็คุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน”(10)

วรรคทองที่ผมฟังมาแล้วจากคำเทศน์ และเช้าวันนี้ยังต้องขีดเส้นใต้อีกสามเส้น
ก็รู้ว่า ดาเนียลกลับไปยังเรือนของท่านแล้วคุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน
ดาเนียลอธิษฐาน
อธิษฐานวันละ 3 ครั้ง (ไม่ใช่ก่อนอาหาร…)
แต่ที่ต้องจดและจำ ”ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน“

เท่าไรจึงจะพอ?
ดาเนียลไม่ได้เริ่มอธิษฐานเพราะกำลังจะตุย!
เขาไม่ได้เพิ่มการอธิษฐานเพราะเพิ่งเกิดวิกฤต!!
แต่เขามีชีวิตและใช้ชีวิตเพื่อการอธิษฐานอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว

สอนใจผมให้คิดว่า
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
อธิษฐานเมื่อมีปัญหากับเป็นคนที่ดำเนินชีวิตด้วยการอธิษฐาน

”เคยกระทำมาแต่ก่อน“
เมื่อวิกฤติคืบคลานมากระทบชีวิต ดาเนียลคงไม่ถามว่า ”กี่ครั้ง“
เพราะวิถีของชีวิต คือ ทำอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
อย่ามาต่อรองกับพระเจ้าว่า ”เท่าไรจึงจะพอ“ แต่สร้างชีวิตใหม่ให้เป็นประจำประจำการในชีวิตดีกว่ามั้ย?

”เท่าไรจึงจะพอ“
ใช้ไม่ได้กับดาเนียลว่าจะกี่ครั้ง จะกี่วัน จะกี่ชั่วโมง
เพราะสำหรับดาเนียล การอธิษฐานไม่ใช่ปุ่มฉุกเฉิน เรียกใช้เมื่อใจต้องการ!!!
แต่คือ ลมหายใจฝ่ายวิญญาณครับ

#เท่าไรจึงจะพอ?
ความกลัวหยุดการอธิษฐานไม่ได้

“เพราะฉะนั้น พระราชาดาริอัสจึงทรงลงพระนามในหนังสือสำคัญและประกาศห้าม”(9)
“เมื่อดาเนียลทราบว่าลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ท่านก็ไปยังเรือนของท่านที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็คุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน”(10)

หนังสือสำคัญและประกาศห้ามในครั้งนี้
ต้องยืนยันตรงนี้เลยว่า ไม่ใช่เรื่องเล็ก เรื่องจะมาเล่นๆ กัน
เพราะผลของการกระด้างกระเดื่องต่อคำประกาศนี้ ”ถึงตุยดี้“

ดูท่าทีของดาเนียลครับ
”เมื่อดาเนียลทราบว่าลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว“
คือ เปลี่ยนแปลงอะไรๆ ไม่ได้แล้ว
คือ ตัวเองต้องได้รับผลจากเรื่องนี้เต็มๆ
คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

ไม่ต้องถามว่า ”ใจเนื้อ“ ของดาเนียลจะรู้สึกอย่างไร?
แต่การตอบสนองหลังจากนั้น ขย่มใจผมมาก!!!
”ท่านก็ไปยังเรือนของท่านที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็คุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน”

สอนใจผมเรื่องนี้ครับ
ดาเนียลรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และคงรู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา
ดาเนียลไม่รอให้ความกลัวทำงาน แต่ให้ความเชื่อ ความวางใจในพระเจ้าทำงานก่อน!
ดาเนียลนำใจที่ความกลัวกำลังออกฤทธิ์ เข้าใกล้ผู้มากฤทธิ์เพื่อให้ฤทธิ์ความกลัวสงบ!

สุดจริงคับ
ผมมองว่าความหาญกล้าของดาเนียลไม่ได้เริ่มที่หน้าถ้ำสิงห์
แต่เริ่มจากเรือนนอน จากขอบหน้าต่างห้องชั้นบน และจากสองเข่าของตนเองที่ “คุกลง” ด้วยใจเชื่อมั่นในพระเจ้าผู้ทรงพลัง

ถ้าจะแอบถามดาเนียลว่า “เท่าไรจึงจะพอ”
ผมก็แอบคิดว่า ดาเนียลจะมีคำตอบให้ผมอย่างไร?
เพราะในขณะที่ความกลัว (ระดับตุยดี้ได้เลย)เผชิญตรงหน้า ท่านยังมั่นคงอย่างที่เคยทำมาแบบไม่สะทกสะเทือนใจตนเองเลย ดาเนียลอาจจะถามผมให้คิดก็ได้ว่า “แล้วคิดว่าเท่าไรจึงจะพอล่ะ”

ผมอาจจะตอบจากบางคำอธิษฐานของดาเนียล
“และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน”
นี่เป็นภาพที่ทรงพลังมากที่สุด! ขณะรู้ว่าตัวเองอาจถูกโยนลงถ้ำสิงห์ แต่ใจยังเต็มไปด้วยคำโมทนา
ผมว่า “พระคุณในชีวิตมีเท่าไรต่างหาก“ ที่ควรจะถาม…??

๐ ข้อคิด
เรื่องนี้จบยังไง?
แน่นอนครับ
ดาเนียลเข้าทางพวกอภิรัฐมนตรี อุปราช และผู้ว่าฯ คือ “ดาเนียลถูกจับโยนในถ้ำสิงห์” (16)
และแน่ยิ่งกว่าแน่
”พระเจ้าของข้าพระบาททรงใช้ทูตสวรรค์มาปิดปากสิงห์ มันไม่ได้ทำอันตรายแก่ข้าพระบาท“ (22)

ไม่ว่าจะตึงเครียดขนาดไหน?
ไม่ว่าความกลัวจะลนลานเพียงใด
ขีดเส้นใต้ผ่านชีวิตดาเนียลครับ
“ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน”
เพื่อลบคำถามแย่ๆ ของผมซะ!!
แล้วหันกลับมาอยู่กับความจริงที่ยิ่งใหญ่
”พระคุณพระเจ้านั้นแสนชื่นใจ“
แล้วเลิกถามได้แล้วว่า ”เท่าไรจึงจะพอ”

🎯 ปักเป้าในใจผม

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ไม่ต้องวัดกันที่ “เท่าไร” ?

อาเมนครับ

25/08/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
อังคาร 25 สิงหาคม 2026

อาโมส 9:2-4, 11-12, 14-15
“คือ…หัตถาสร้างสิ่งใหม่”

ภาพ “คือหัตถาครองพิภพจบสากล” ลอยมาแต่ไกล
แต่ที่ใกล้ตัวไม่ไกลใจที่สุด คือ “หัตถ์พระเจ้าผู้สร้าง”
ที่จากพระธรรมอาโมส บท 9 เช้าวันนี้

คึกคักในใจดีนักแล
เพราะในหัตถ์พระองค์มี “สิ่งใหม่” ที่พร้อมอัศจรรย์ใจเสมอ

ขอให้ผมได้เปิดโลกเรียนรู้
“คือ…หัตถาสร้างสิ่งใหม่”
อีกสักเป๊กนึงนะครับ

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ พลิกไปรู้จัก ”อาโมส“ ผู้เลี้ยงแกะแห่งเมืองเทโคอาที่ที่พระเจ้า “เปล่งพระสิงหนาทจากศิโยน” (1:2ก)
ที่สรุปความง่ายๆ เลยคือ การพิพากษาลงโทษ!!! (ดูเพิ่มเติมในบท 1-4) แล้วผ่านนิมิตสี่รายการ (บท 7-8) มาถึง “ความพินาศของอิสราเอล” ในบทที่ 9 ที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ว่า “ไม่มีใครหลบพ้น!!!”

แต่พระเมตตาพระเจ้า
แต่ความรักพระเจ้า
ยังคงยืนยันว่า “ใหม่สดเสมอทุกเช้า”
และเช้าวันนี้ก็เช่นกันครับ

๐ ชวนคิด
ถามว่า?
พระเจ้าผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่เคยสัญญาไว้ข้อใดมั้ยว่า “เราจะละทิ้งเจ้า” หรือ “เราจะปล่อยมือจากเจ้า” หรือ “พอกันที เราแยกจากกันซะทีนะ”
ในทางตรงกันข้าม ผมเชื่อมั่นว่า
พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้ผมและใครๆ ตกอยู่ในสภาพเดิมๆ ของชีวิต แต่เมื่อกลับใจบังเกิดใหม่ในพระบุตรเยซูแล้ว หัตถ์พระผู้สร้างจะทรงรื้อสิ่งที่เป็นซากปรักหักผิดเพื่อสร้างสิ่งชีวิตที่มีใจใหม่เอี่ยมอ่องอรทัยใจสะอาด!!!

“คือ…หัตถาสร้างสิ่งใหม่”
บ่อยครั้งที่ผมครั้งปรารถนาให้พระเจ้าสร้างสิ่งใหม่ แต่ไม่อยากให้พระองค์แตะต้องสิ่งเก่า?!!
เช่น อยากได้ชีวิตใหม่แต่ไม่อยากเลิกนิสัยเดิมมั้ย?
เช่น อยากได้ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า แต่ยังอยากเก็บความบาปเดิมไว้มั้ย?
เช่น อยากให้พระเจ้าฟื้นฟูใจใหม่ แต่ไม่อยากให้พระองค์รื้อสิ่งที่สร้างไว้มั้ย?

มาครับ
ให้ “หัตถ์ทรงฤทธิ์รื้อ ถอน แล้วปลูกสร้างสิ่งดีงามใหม่ๆ“ (ซะที)

#จะให้หัตถ์สร้างใหม่
ต้องยอมใจให้หัตถ์ครอบครองสิ้น!

“แม้ว่าเขาจะขุดไปถึงแดนคนตาย มือของเราจะจับเขามาจากที่นั่น ถ้าเขาจะปีนไปฟ้าสวรรค์ เราจะนำเขาลงมาจากที่นั่น”(2)
“แม้ว่าเขาจะซ่อนอยู่ที่ยอดเขาคารเมล เราจะหาเขาที่นั่น แล้วจับเขามา แม้ว่าเขาจะไปซ่อนอยู่ที่ก้นทะเลให้พ้นตาเรา เราจะบัญชางูที่นั่น และมันจะกัดเขา”(3)
“แม้ว่าเขาจะตกไปเป็นเชลยต่อหน้าศัตรูของเขาทั้งหลาย เราจะบัญชาดาบที่นั่น และดาบจะฆ่าเขาเสีย เราจะจ้องมองดูเขาอยู่ เป็นการมองร้ายไม่ใช่มองดี”(4)

อย่าคิดว่าจะหนีพระเจ้าพ้น!!!
คิดแค่นี้ ก็มาชวนกันเลิกกระด้างกระเดื่องทางใจกับพระองค์กันเถอะครับ
คนอิสราเอลคงจะคิดว่าพวกเขาจะหนีผลของความบาปได้มั้ง?
แต่พระเจ้าตรัสชัด ไม่มีที่ใดที่มนุษย์จะซ่อนตัวจากพระองค์ได้
”แดนคนตาย“ “ก้นทะเล” ที่ว่าลึกสุด
…มือของเราจะจับเขามาจากที่นั่น
”ฟ้าสวรรค์“ “ยอดเขาคารเมล” ที่ว่าสูงที่สุด
…เราจะนำเขาลงมาจากที่นั่น
“ตกเป็นเชลยต่อหน้าศัตรู” ที่ว่าอันตรายที่สุด
…เราจะบัญชาดาบ เราจะจ้องมองดูเขาอยู่

ยอมเถอะ!!
พระหัตถ์ที่ครอบครอง
พระเนตรที่เห็นทุกสิ่ง
พระทัยล้ำลึกที่พร้อมฉุดช่วยเสมอ

สอนอะไรเรื่องสร้างใหม่?
เมื่อตั้งใจติดตามพระเจ้า ให้เริ่มต้นจากจุดสำคัญจุดนี้ครับ ยอมให้พระองค์ค้นและรื้อชีวิตทุกมิติซะ! เพราะไม่มีมิติใด ”หลบพ้น“ ทั้งพระเนตร พระกรรณและพระหัตถ์ได้เลย
และอีกจุดหนึ่งที่สอนใจผม อย่าหลบซ่อนสิ่งเก่าๆ ไว้ในที่ซ่อนที่คิดว่า “ลึกสุด” “ไกลสุด” มืดสุด“ แล้วลำพองใจตนว่า “พ้นแล้ว” อย่าคิดและอย่าหาทำครับ!!

จะรับการสร้างใหม่จากหัตถ์ผู้ทรงฤทธิ์
ผมต้องยอมจำนนแบบ ”สิ้นฤทธิ์“ กับพระองค์ก่อน

#จะให้หัตถ์สร้างใหม่
เชื่อเถอะ สิ่งใหม่ถูกสร้างจากสิ่งเก่าที่พังลง

”ในวันนั้น เราจะยกกระท่อมของดาวิดที่ล้มลงแล้วนั้นตั้งขึ้นใหม่ และซ่อมช่องชำรุดต่างๆ เสีย และยกที่ปรักหักพังขึ้น และสร้างเสียใหม่อย่างในสมัยโบราณกาล“(11)
”เพื่อเขาจะได้ยึดกรรมสิทธิ์คนที่เหลืออยู่ของเอโดม และประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งเขาเรียกด้วยนามของเรา พระเจ้าผู้ทรงกระทำเช่นนี้ตรัสดังนี้แหละ“(12)

ภาพหนักสุดที่อาโมสรับมาคือ การพิพากษา
แต่จากข้อนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่งดงามมาก
จากการพิพากษาไปสู่การฟื้นฟู รื้อฟื้นที่สร้างใหม่
“เราจะยกกระท่อมของดาวิดที่ล้มลงแล้วนั้นตั้งขึ้นใหม่”
ยังไม่พอครับ
…ซ่อมช่องชำรุดต่างๆ เสีย
…ยกที่ปรักหักพังขึ้น
…สร้างเสียใหม่อย่างในสมัยโบราณกาล

เชื่อเถอะ!
หัตถ์พระเจ้าจะสร้างจากสิ่งที่ล้มลง พังทลายไปสู่การสร้างใหม่ด้วยการรื้อฟื้น
ใครทำครับ
“หัตถ์พระผู้สร้าง” ที่ครอบครองเหนือ
“หัตถ์พระเจ้า” ที่ทรงรักเมตตามากล้น

สอนใจเรื่องสร้างใหม่เสมอ
เพราะชีวิตใหม่ไม่ได้เริ่มจากความสามารถใดใดของมนุษย์หน้าไหน แต่เริ่มจากพระคุณของพระเจ้าล้วนๆ วันนี้ได้คิดในมุมนี้ครับ ใดใดในโลกแม้ว่ามนุษย์อย่างผมอาจจะมองว่า “พังแล้ว” “สิ้นค่า” แล้ว แต่ในพระคุณ พระองค์ไม่ได้มองมุมเดียวกับผมครับ “รื้อฟื้น” คือ พระราชกิจทรงคุณของหัตถานี้ที่ครองชีวิตผม

จะรับการสร้างใหม่จากสิ่งที่เก่าๆ
ต้องมองมุมใหม่ที่เอี่ยมใจมากกว่าว่า สิ่งเก่าคือต้นทุนของการสร้างสิ่งใหม่ในหัตถ์พระผู้สร้าง

#จะให้หัตถ์สร้างใหม่
อย่าให้ชีวิตไร้ค่าแบบไร้ราก

”เราจะให้อิสราเอลประชากรของเรากลับสู่สภาพเดิม เขาจะสร้างเมืองที่พังนั้นขึ้นใหม่ และเข้าอาศัยอยู่
เขาจะปลูกสวนองุ่นและดื่มเหล้าองุ่นของสวนนั้น เขาจะทำสวนผลไม้และรับประทานผลของมัน“(14)
”เราจะปลูกเขาไว้ในแผ่นดินของเขา เขาจะไม่ถูกถอนออกไปจากแผ่นดินซึ่งเราได้มอบให้แก่เขาอีกเลย พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าตรัสดังนี้แหละ“(15)

คำที่ต้องวางรากชีวิตลงในหัตถ์พระผู้สร้าง
…กลับสู่สภาพเดิม
เป็นสภาพเดิมที่ “พังแล้วถูกสร้างขึ้นใหม่”
เป็นสภาพเดิมที่ “เข้าอาศัยอยู่”
เป็นสภาพเดิมที่ “ไม่ถูกถอนออกไป”
เป็นสภาพเดิมที่ “ได้มอบให้”

ภาพใหม่ของชีวิตใหม่
ผมสะกิดใจ “เข้าอาศัยอยู่”
ที่ไหน? “สวน”
…สวนองุ่นและดื่มเหล้าองุ่นของสวนนั้น
…สวนผลไม้และรับประทานผลของมัน

ผมคิดถึง “ผล”
ในพระเจ้า ไม่มีสิ่งใด “พัง” แต่พร้อมจะมี ”ผล“
และต้องขีดเส้นใต้ไว้ว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่วูบวาบประเดี๋ยวเดียว!
แต่เป็นผลที่มาจากรากที่แน่น ฐานที่มั่นคงจากหัตถ์พระผู้สร้าง ”เขาจะไม่ถูกถอนออกไปจากแผ่นดิน…“

สอนใจเรื่องการสร้างใหม่ครับ
มองทะลุถึงปัญญาจารย์เลยมั้ย?
มีวาระถอน มีวาระปลูก
มีวาระกระจาย มีวาระรวบรวม
มีวาระไม่มั่นคง มีวาระหนักแน่น
มีวาระสิ่งเก่าๆ มีวาระสิ่งใหม่ๆ
วันนี้ รากชีวิตฝ่ายวิญญาณของผมได้ปักลงในสิ่งใด?

๐ ข้อคิด
”พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าตรัสดังนี้แหละ“
นี่คือ วรรคสุดท้ายของพระธรรมอาโมสที่บันทึกไว้ในปลายสุดของข้อสุดท้าย

ผมถามตัวเองว่า ”ผมเชื่อมั้ย?“
แล้วก็ถามต่ออีกนิด ”เชื่อยังไง?“
คำตอบนี้จะชัดเจนมากที่สุด ไม่ใช่มาจากคำตอบด้วยคำพูดนะครับ
แต่คำตอบที่ลงมือทำตาม ”เสียงตรัส” ของพระผู้สร้าง ต่างหากที่จะชัดถ้อยชัดคำที่สุด

มีคำตอบที่ชัดแล้วนะครับ?

🎯 ปักเป้าในใจผม

ชีวิตในหัตถ์พระผู้สร้าง
คือ การสร้างใหม่เสมอ

อาเมนครับ

24/08/2026

พระพรจากคจ.หัวหมาก
จันทร์ 24 สิงหาคม 2026

อพยพ 14:10-18
“ขจัดความกลัว“

เมื่อวานที่คริสตจักร
ผมได้รับพระพรผ่านคำเทศนาจากเรื่อง “หญิงม่ายชาวศาเรฟัท”
ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 17
จุดใหญ่ใจความ “กับข้อจำกัดของชีวิต จะคิดใครก่อนดีระหว่างคนอื่น (เอลียาห์) หรือตัวเองกับลูก”
จากเรื่องนี้ หญิงม่ายที่เหลือ ”แป้งสักกำมือหนึ่งในหม้อกับน้ำมันเล็กน้อยในไห“ (12) แต่เลือกที่จะ “ทำตาม” คือ ให้ของที่มีกับเอลียาห์ก่อนตัวเองกับลูก!!!
สอนใจได้ว่า…?

แต่มุมหนึ่งจากเรื่องนี้
ก่อนที่หญิงม่ายจะตัดสินใจเลือกทางนี้
เอลียาห์มีถ้อยคำหนึ่งที่สะกิดใจและตรึงจิตหญิงม่าย
“อย่ากลัวเลย” (13)

เช้าวันนี้
จาก “ข้ามทะเลแดง” ในอพยพ 14
เมื่อพระเจ้ารับสั่งโมเสสให้นำอิสราเอล “ย้อนกลับไปยังค่ายหน้าตำบลสปิทะหิโรทระหว่างมิกดลและทะเลหย้าตำบลบาอัลเชโฟน…” (2) เมื่อครั้งพระองค์นำชนชาติอิสราเอล “อพยพ” จากเงื้อมมือของฟาโรห์ด้วย “เสาเมฆในเวลากลางวัน และเสาเพลิงในเวลากลางคืน” (13:21-22)

เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง
เสียงของโมเสสดังขึ้น
“อย่ากลัวเลย” (13)
**เหลือจะเชื่อ เป็นข้อเดียวกันเลยอ่ะ!!!

ผมขอตอบสนองผ่านพระคำ
ด้วยการเตือนถึงวิธีทำกับความกลัว
คือ อย่าปล่อยให้ความกลัวลอยนวล!!!

”ขจัดความกลัว“
คือ ข้อคิดในเช้าวันนี้ครับ

🙇🏻 คำครวญคิด

๐ เหมือนจะไปได้ด้วยกับ ”เสาเมฆ“ และ ”เสาเพลิง“ ของพระเจ้า
แต่เมื่อฟาโรห์รู้ว่าอิสราเอลได้อพยพออกจากการปกครองของตนแล้ว
”ฝ่ายฟาโรห์จัดราชรถ และนำพลโยธาไปด้วย“ (6)
…รถรบอย่างดี 600 คัน
…รถรบทั้งหมดในอียิปต์
…มีทหารประจำอยู่ทุกคัน

และแล้ว!!
”ชาวอียิปต์ไล่ตามไปมีทั้งรถม้าและรถรบของฟาโรห์และทหารม้า กองทัพของท่านมาทันชนชาติอิสราเอลที่ตั้งค่ายอยู่ริมทะเล…“ (9)
คงไม่ต้องคิดต่อว่า อิสราเอลที่กำลังเคลื่อนตัวในระบบ ”หนี“ จะรู้สึกอย่างไรเมื่อกองทัพอียิปต์รุกเข้าใกล้ในระบบ ”ตาม“

๐ ชวนคิด
ณ จุดๆ นั้นของอิสราเอล
ความกลัวขึ้นทะลุสมอง!!!
ในข้อ 10
“เมื่อฟาโรห์เข้ามาใกล้ ชนชาติอิสราเอลก็เงยหน้าขึ้นดู เมื่อเห็นชาวอียิปต์ยกติดตามมาก็มีความกลัวยิ่งนัก คนอิสราเอลจึงร้องทูลพระเจ้า”
กลัวยิ่งนัก

มาครับ
มา “ขจัดความกลัว” กัน

วิธีที่ ๑
แหกปากร้องทูลไม่ใช่แหกปากบ่น

“เมื่อฟาโรห์เข้ามาใกล้ ชนชาติอิสราเอลก็เงยหน้าขึ้นดู เมื่อเห็นชาวอียิปต์ยกติดตามมาก็มีความกลัวยิ่งนัก คนอิสราเอลจึงร้องทูลพระเจ้า”(10)
“เขาบอกโมเสสว่า หลุมฝังศพในอียิปต์ไม่มีหรือ ท่านจึงพาเราออกมาให้ตายในถิ่นทุรกันดาร ทำไมหนอท่านจึงพาเราออกมาจากอียิปต์”(11)
“พวกเราบอกท่านในอียิปต์แล้วมิใช่หรือว่า ปล่อยพวกเราแต่ลำพัง ให้พวกเรารับใช้ชาวอียิปต์เถิด เพราะการรับใช้ชาวอียิปต์นั้นก็ยังดีกว่าที่จะมาตายในถิ่นทุรกันดาร”(12)

ตาเห็น…
ฟาโรห์เข้ามาใกล้ ชาวอียิปต์ยกติดตามมา
สถานการณ์ของอิสราเอลในเวลานั้นเหมือนไม่มีทางออกข้างหน้าก็ทะเลแดง ข้างหลังหันไปก็กองทัพอียิปต์
ส่วนรอบๆ ตัวก็ถิ่นทุรกันดารทั้งนั้น!!

ภาพในความกลัวของอิสราเอล
เมื่อกลัวสุดจัด ”ร้องทูลพระเจ้า“
ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุดเมื่อชีวิตตกอยู่ในความกลัวหรือสถานการณ์คับขันที่ไม่ขบขัน!

แต่ปากเดียวกัน
ยังทะลึ่งหันไป ”ตำหนิ“ ผู้นำของพวกเขาซะงั้น!!

เข้าใจเลยครับ
ความกลัวเมื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้น มักจะมีพลังเปลี่ยนการวางใจไปสู่ใจที่ว้าวุ่นได้เสมอ
สังเกตคำที่ใช้ในความกลัวสิครับ
”ให้พวกเรารับใช้ชาวอียิปต์เถิด เพราะการรับใช้ชาวอียิปต์นั้นก็ยังดีกว่าที่จะมาตายในถิ่นทุรกันดาร“
สะท้อนว่า ให้อยู่อย่างลำบากดีกว่ามาตายกลางทาง!!??

สอนใจยังไง
เมื่อความกลัวกระทบใจ
ทำยังไงให้ความกลัวนำใจให้เข้าใกล้มากกว่าห่างไกลพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ผมคิดถึงตัวเอง ”คำ“ ที่ใช้ออกจากปากนี่แหละประตูด่านสำคัญ เพราะมาจาก ”ใจ“ ที่เป็นเช่นนั้น

วิธีที่ ๒
อย่าแหกตามองศัตรู แต่แหกตามองพระเจ้า

“โมเสสจึงเตือนประชากรว่า อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์จะประทานให้แก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ด้วยคนอียิปต์ ซึ่งท่านทั้งหลายเห็นในวันนี้ แต่นี้ไปจะไม่ได้เห็นอีกเลย”(13)

เสียงของโมเสสสนั่น!!
”อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์จะประทานให้แก่ท่านทั้งหลายในวันนี้“
น่าคิดนะครับ ”อย่ากลัวเลย“ ของโมเสสในวันนั้น ไม่ใช่ ”ไม่มีอะไรน่ากลัว“ แต่มีนัยว่า สิ่งตรงหน้าแม้เขย่าประสาท แต่พระเจ้าอยู่เหนือกว่าจริง!!

โมเสสจึงเปลี่ยนจุดที่ประชาชนกำลังประสาทผวา! จิตตก! ในความกลัว
มากกว่า ”อย่ากลัวเลย“ คือ มั่นคงไว้
ด้วยการแหกตา “คอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า”
ด้วยการแหกตา “ซึ่งพระองค์จะประทานให้แก่ท่านทั้งหลาย”

โมเสสหนุนกำลังใจอิสราเอลให้หันมาจับจ้องอยู่ที่พระเจ้าท่ามกลางความกลัว
นี่คือ สุดจริงของวิธีขจัดความกลัว เพราะบ่อยครั้งมั้ย? ที่ความกลัวขยายสิ่งตรงหน้าให้ใหญ่ขึ้น แต่การวางใจ ศรัทธาและความเชื่อด้วยการจดจ่อที่พระเจ้าจะลดปริมาณความกลัวในใจลง

สอนใจครับ
เมื่อความกลัวมากระทบใจ
มุ่งมองที่พระเจ้าให้เห็นความยิ่งใหญ่ที่ใหญ่กว่าความกลัว
ให้คิดไว้เสมอว่า “โลกรอบตัว” น่ากลัวทุกมิติ จึงต้อง “ติดสนิท” ทุกวันในพระคำที่จับใจตัวเองครับ

วิธีที่ ๓
เปลี่ยนวิธีการสู่ใหม่

“พระเจ้าจะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบอยู่เถิด”(14)

ขีดเส้นใต้บรรทัดทองนี้ไว้ครับ
“พระเจ้าจะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย”
มืดแปดด้าน
หลังพิงฝา
หมาจนตรอก
คงใช้อธิบายอิสราเอลนาทีนั้นได้ดี
แต่วิธีขจัดความกลัววิธีที่ ๓ เปลี่ยนวิธีการสู้ใหม่
คือ ให้พระเจ้า “ทำการแทน” สิครับ

ทุกความกลัวโดยเฉพาะอิสราเอลที่กองทัพอียิปต์ประชิดซะขนาดนั้น คงไม่ต้องมาถามกันว่า “จะต่อสู้ จะต้านทาน ต้านหนีไหวมั้ย” เพราะให้รู้ไว้เลยว่า นี่ไม่ใช่การรบด้วยกำลังของอิสราเอล แต่มาจากพระเจ้าที่ “ทรงรบแทนท่าน”

สุดจริงคำนี้!!!

สอนใจครับ
เพราะหลายเรื่องกับชีวิตในความเชื่อผมไม่สามารถจัดการได้ด้วยกำลัง ความสามารถ หรือประสบการณ์ของผมเอง โดยเฉพาะความกลัวที่มาทุกรูปแบบ ตรงเวลา
ยอมเถอะ
ยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกการต่อสู้ที่ต้องเป็นผู้ชนะเอง แต่ทุกการต่อสู้ต้องอยู่ภายใต้พระเจ้าผู้ทรงต่อสู้แทนผม
ผมทำได้เพียงรู้จักพี่คนนี้ให้ดีและสนิทให้มาก “คุณพี่สงบ” ครับ

วิธีที่ ๔
เปลี่ยนจังหวะชีวิตใหม่

“พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า เหตุไฉนเจ้าจึงมาร้องทุกข์ต่อเรา จงสั่งชนชาติอิสราเอลให้เดินต่อไปข้างหน้าเถิด”(15)

จะขจัดความกลัวด้วยวิธีที่ ๔
ต้องเปลี่ยนจังหวะก้าวของชีวิตใหม่
ตามเสียงของโมเสสที่ท้าทายอิสราเอลทั้งคณะ “ให้เดินต่อไปข้างหน้าเถิด”
หลังจากให้นิ่ง อย่ากลัว แล้วสงบ

จังหวะที่ต้องเปลี่ยน คือ เดินต่อไป
จังหวะของพระเจ้าสวยงามและลงตัวเสมอนะครับ
ไม่ว่าวันนี้ความกลัวจะรุกเร้าใจขนาดไหน ปริมาณความจุของความกลัวจะล้นใจเพียงไร ลองมองและก้าวในจังหวะใหม่กับพระเจ้าดูครับ

สอนใจครับ
เมื่อความกลัวมาเยี่ยม อย่าหนีเพราะกลัว แต่จงกล้าที่จะลุกขึ้นแล้วเดินตามจังหวะที่พระเจ้าสั่ง แนะ บอกทางให้เดินไป นี่คือ สมดุลของชีวิตที่มีพระเจ้า มีความกลัว แต่มีชัยชนะ!!

วิธีสุดท้าย
เปิดสุดใจเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงเปิดทาง

“ฝ่ายเจ้าจงยกไม้เท้าของเจ้า แล้วยื่นมือของเจ้าออกไปเหนือทะเล ทำให้ทะเลนั้นแยกออกเพื่อคนอิสราเอลจะได้เดินบนดินแห้งกลางทะเลแล้วข้ามไปได้”(16)
“ส่วนเราก็จะบันดาลให้ใจชาวอียิปต์แข็งกระด้างไล่ตามมา แล้วเราจะได้รับเกียรติเพราะฟาโรห์ พลโยธา รถรบ และพลม้าทั้งหมดของเขา”(17)
“เมื่อเราได้รับเกียรติเพราะฟาโรห์ รถรบ และพลม้าของเขาแล้ว ชาวอียิปต์ก็จะรู้ว่าเรานี่แหละคือพระเจ้า”(18

ภาพโมเสส “ยกไม้เท้า” คลาสสิคสุดในมิติของความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
และพิมพ์นิยมสุดในมิติของการเชื่อฟังของโมเสส

ทะเลอยู่ตรงหน้า!!!
แต่ทะเลแยกออกให้ “คนอิสราเอลจะได้เดินบนดินแห้งกลางทะเลแล้วข้ามไปได้”
สุดจริงพระเจ้า!!!

จะขจัดใจที่กลัวได้
ต้องใช้วิธีสุดท้ายนี้ด้วยครับ เชื่อมั่นว่าตรงหน้าพระเจ้าจัดเตรียมที่ทางไว้เสมอ เหมือนอิสราเอลที่ดูเหมือน ”ทางตัน“ แต่ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่เกินเข้าใจ พระองค์มีทางออกเสมอในทุกทางเข้าไปสู่ความมกลัว!!

สอนใจครับ
ทะเลยังอยู่ตรงหน้า!
แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้เปิดทางในที่ซึ่งมนุษย์เปิดไม่ได้ ก้าวข้าม เดินผ่าน และพ้นจากความกลัวได้!!
จะปักใจไว้ในพระเจ้าผู้นี้ดีกว่ามั้ย? เพราะโลกยังสาดความกลัวมาให้เนืองๆ แต่ทางพระเจ้าพร้อมขับไล่และขจัดความกลัวในทุกทางได้จริง

๐ ข้อคิด
ผมกลับมาพิจารณาตัวเองว่า วันนี้กลัวสิ่งใดที่สุด?
แล้วกลับไปทบทวนเรื่องนี้จากพระธรรมอพยพทั้งบทเลยก็ได้
เพื่อตัดสินใจ ”ลงมือทำ“ เพื่อให้ความกลัวเป็นอุปกรณ์ชิ้นงามที่นำใจให้มั่นคงในพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ไร้ความกลัว

🎯 ปักเป้าในใจผม

”อย่ากลัวเลย“
1 พงศ์กษัตริย์ 17:13
อพยพ 14:13

อาเมนครับ

ขอเชิญพี่น้องชาวประชาร่วมใจ ประสานใจ สันติสุขพระคริสต์และพี่น้องที่สนใจ ร่วมค่ายประจำปีในหัวข้อ "ปัญญาและฤทธิ์เดช" วิทยา...
23/08/2026

ขอเชิญพี่น้องชาวประชาร่วมใจ ประสานใจ สันติสุขพระคริสต์และพี่น้องที่สนใจ ร่วมค่ายประจำปี
ในหัวข้อ "ปัญญาและฤทธิ์เดช" วิทยากร ศจ.ดร.สมใจ รักษาศรี (ประธานสหคริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งประเทศไทย)

23-25 ตุลาคม ณ ศูนย์มิชชั่นวายแวม ขอนแก่น

ค่าลงทะเบียน อายุ 12 ขึ้นไป 600.- / เด็ก 0-12 ปี 300.-

ติดต่อสอบถาม อ.เบน 0830614403

แล้วพบกันครับ 🥰

ที่อยู่

Khon Kaen
40000

เวลาทำการ

เสาร์ 10:00 - 12:00
อาทิตย์ 09:30 - 14:00

เบอร์โทรศัพท์

+66830614403

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คริสตจักรประชาร่วมใจขอนแก่น Pracharuamjai Khonkaen churchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์