05/08/2026
วุฒิสภา ร่วมภาคีเครือข่าย จัดพิธีมอบรางวัล “พลังแห่งศาสนสถาน” เชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม B1-1 อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการด้านคุณธรรมและจริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย จัดพิธีมอบรางวัลโครงการ “พลังแห่งศาสนสถาน: ศรัทธาและภูมิปัญญา ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนด้วยวิถีพอเพียง” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรศาสนา สถาบันการศึกษา เยาวชน และภาคประชาสังคมจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานกว่า 500 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของคุณธรรม ศรัทธา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และ คุณสุรพงษ์ รงศิริกุล นายกสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของศาสนา คุณธรรม และภูมิปัญญา เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน
ในโอกาสนี้ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนและประชาชนทุกช่วงวัยที่ร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมกล่าวว่า โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อดูแลโลกอย่างจริงจัง โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นคุณค่าที่ปรากฏอยู่ในทุกศาสนา ทั้งพระพุทธศาสนาที่สอนให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล และคริสตศาสนาที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเรียกร้องผ่านสมณสาส์น Laudato Si’ ให้มนุษยชาติร่วมกันดูแลโลกซึ่งเป็น “บ้านส่วนรวม” ของทุกคน
นายมงคลยังได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นแนวทางสำคัญของการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน รวมทั้งการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในรัชกาลปัจจุบัน พร้อมเน้นย้ำว่า ความร่วมมือของผู้นำศาสนา เยาวชน สถานศึกษา ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนที่มารวมพลังกันในวันนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต
บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการแสดงสร้างสรรค์จากเยาวชน ได้แก่ การแสดงชุด “พลังแห่งศาสนสถาน ศรัทธาและภูมิปัญญา” จากสมาคมเยาวชนจิตอาสาพัฒนา และการแสดง “Voice of the Ocean : เสียงจากท้องทะเล” จากโรงเรียนนาฏศิลปกรรม ซึ่งสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการสื่อสารประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปวัฒนธรรม และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “Saint Francis of Assisi Award” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่อุทิศตนสร้างคุณประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก อาร์ชบิชอป ปีเตอร์ ไบรอัน เวลส์ เอกอัครสมณทูตแห่งนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัลแก่ผู้ได้รับการยกย่องทั้ง 11 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้นำทางศาสนา นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการเพื่อสังคม ที่ร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลการประกวดคลิปวิดีโอสั้นหัวข้อ “Green Culture: Caring for Our Common Home” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย ร่วมกับสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและประชาชนร่วมถ่ายทอดแนวคิดการดูแลสิ่งแวดล้อมตามพระสมณสาส์น Laudato Si’ ผ่านสื่อสร้างสรรค์ความยาว 1 นาที โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 4 ประเภท และมีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 20 ผลงาน ซึ่งได้รับโล่เกียรติยศ เกียรติบัตร และเงินรางวัล รวมกว่า 200,000 บาทเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์สื่อที่ปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือปฏิบัติในสังคม
การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ องค์กรศาสนา ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านคุณธรรม จริยธรรม และภูมิปัญญา เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมไทยร่วมกันดูแลโลกซึ่งเป็น “บ้านส่วนรวม” ของมนุษยชาติให้คงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์สืบไป
ก่อนเสร็จสิ้นพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมขับร้องบทเพลง “โลกสวยด้วยมือเรา” เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการเป็นพลังสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำว่า การสร้างสังคมที่ยั่งยืนมิใช่ภารกิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนที่จะส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้แก่คนรุ่นต่อไป