Black rock indian ocean หินดำอัคนี

Black rock indian ocean หินดำอัคนี เป็นสิ่งที่มีมนต์ดำลี้ลับที่สุดในโลก

คดีฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญ 44 วันแห่งนรกบนดิน - จุนโกะ ฟุรุตะ**************************************************** รุมโทรมท...
08/03/2023

คดีฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญ 44 วันแห่งนรกบนดิน - จุนโกะ ฟุรุตะ
****************************************************
รุมโทรมที่โหดสุดของโลก โศกนาฎกรรมที่สะเทือนใจที่สุด จุนโกะ ฟุรุตะ l
หนึ่งในคดีฆาตกรรมโหดที่สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ "จุนโกะ ฟุรุตะ" หญิงสาวผู้น่าสงสารที่โดน รุมโทรม ทำร้ายร่างกาย
และการทรมานด้วยวิธีโหดร้ายป่าเถื่อน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
จุนโกะ ฟุรุตะ เกิดใน ปี ค.ศ.1972 ที่เมืองมิซาโตะ จังหวัดไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น
เธอเข้าเรียนที่ Yashio-Minami High School และทำงานนอกเวลาในช่วงหลังเลิกเรียน
เธออาศัยอยู่กับพ่อแม่พี่ชายและน้องชายของเธอ ก่อนที่เธอจะถูกลักพาตัวเธอได้รับงานที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า
ซึ่งเธอวางแผนที่จะเข้าทำงานที่นี่หลังจากเรียนจบแล้ว
ฟุรุตะเป็นเด็กเรียนดี มีผลการเรียนสูง และเธอยังเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดีเป็นที่รักของเพื่อนๆทุกคน
ชีวิตของเธอก็เหมือนกันเด็กๆทั่วไป มีชีวิตที่สนุกสนานตามประสาวัยรุ่น
จุนโกะไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องเพศสัมพันธ์ ไม่เคยดื่ม Lกฮ ไม่เคยลิ้งลองยาเสพติด
และก็ไม่ไปตามสถานที่ อโคจรต่างๆ อย่างมากก็ไปเที่ยวสวนสนุกกับเพื่อนๆแค่นั้น ถือว่าเธอเป็นเด็กดีคนนึงเลย
แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง จุนโกะดันมีเพื่อนชายที่ชื่อว่า มิยาโนะ ฮิโรชิ
มิยาโนะ ฮิโรชิ ในเวลานั้นเขามีอายุ 18 ปี เขาแอบหลงรักจุนโกะ แต่ฮิโรชินั้นเป็นเด็กไม่เอาไหน
เกเร แถมยังเป็นสมาชิกชั้นต่ำของยากูซ่า เขาขาดเรียนบ่อย และมีชื่อเสียงว่าเป็นนักเรียนนักเลงที่รักในการใช้ความรุนแรง
เหตุนี้เอง ทำให้ จุนโกะ ไม่ได้สนใจในตัวของ มิยาโนะ เลย
ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1988 มิยาโนะและเพื่อนของเขาโนบุฮารุ ได้เดินเที่ยวเล่นรอบเมืองมิซาโตะ
แต่การเดินเล่นของพวกเขา ไม่ใช่การเดินเล่นแบบทั่วไป พวกเขามีเจตนาที่จะปล้นและข่มขืนผู้หญิงในท้องที่
ขณะนั้นเวลา 2 ทุ่มครึ่ง จุนโกะกำลังปั่นจักรยานกลับบ้านหลังจากที่เธอเลิกงาน 2หนุ่มเมื่อเห็นจุนโกะจึงได้วางแผนในทันที
โดยให้โนบุฮารุเข้าไปถีบรถจักรยานของจุนโกะให้ล้ม และรีบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที
ต่อมามิยาโนะกะเข้าไปหาจุนโกะโดยอ้างว่า บังเอิญเห็นเหตุการณ์ และอาสาจะไปส่งจุนโกะให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ตัวจุนโกะเองก็ตอบรับข้อเสนอ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า มิยาโนะกำลังพาเธอไปที่โกดังใกล้ ๆ
ซึ่งมิยาโนะได้เปิดเผยกับจุนโกะว่าเขาเป็นลูกน้องยากูซ่า มิยาโนะขู่จะฆ่าจุนโกะในขณะที่กำลังข่มขืนจุนโกะอยู่ในโกดัง
และอีกครั้งในโรงแรมใกล้ๆ ขณะอยู่ที่โรงแรม มิยาโนะได้โทรหาเพื่อนๆของเขา เพื่อคุยเม้าส์เรื่องการข่มขืนจุนโกะ
ต่อมาเวลาตี 3 มิยาโนะได้พาจุนโกะออกไปที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ที่นั้นเองเพื่อนของมิยาโนะ อีก 3คน
ได้แก่ มินาโตะ โนบุฮารุอายุ 16 ปี ,โจ คามิเซคุ อายุ 17 ปี เพื่อนจากโตเกียวและมีคดีติดตัวเพิ่งออกจากคุก
และ ยาสุชิน วาตานาเบ้ (ไม่ทราบอายุ คาดว่ายังเป็นเยาวชน) กำลังรออยู่
ในตอนนั้น จุนโกะถูกเด็กชายทั้ง 4 ขู่ว่า “พวกเรารู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน และถ้าหากเธอพยายามจะหนี
บรรดาสมาชิกของแก๊งยากูซ่าที่พวกเขาอยู่นั้นจะมาฆ่าครอบครัวของเธอ”
จุนโกะโดนสี่คนนั้นจับและพาเธอไปกักขังตัวที่บ้านมินาโตะ โนบุฮารุ ที่อาดาจิ โตเกียว
จากนั้น มิยาโนะ ก็ได้ติดต่อกลับไปหาพ่อแม่ของเขา ว่า เขาได้หนีออกจากบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่ต้องตามหาเขานะ และด้วยความที่มิยาโนะ เองเป็นลูกน้องของยากูซ่า ทำให้พ่อแม่ของมิยาโนะ
กลัวจนไม่กล้าแจ้งความกับตำรวจว่าลูกชายของตัวเองได้หายไป
ส่วนโนบุฮารุ ได้โกหกกับผู้ปกครองของเขา ว่า จุนโกะ คือแฟนสาวของเขานั่นเอง
จากนั้นทั้ง 4 คนก็ได้บังคับให้จุนโกะโทรไปบอกพ่อแม่ของเธอ ว่าจะนอนค้างบ้านเพื่อนหลายคืน ไม่ต้องตามหา
จากนั้น มหกรรมนรกจึงเริ่มขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดมีการถ่ายภาพเอาไว้ และกลายเป็นหลักฐานในเวลาต่อมา
จุนโกะ ถูกรุมข่มขืน รวมไปถึงถูกรุมโทรมด้วย ว่ากันว่า มิยาโนะได้พาคนอื่น ๆ มาร่วมวงด้วย
ในช่วงแรก ที่เธอโดนลักพาตัวมานั้นเธอโดนข่มขืนมากกว่าห้าร้อยครั้งโดยผู้ชายกว่าร้อยคน!!
และหลังจากนั้นจุนโกะก็กลายเป็นของเล่นสำหรับเด็กชายสุดโฉดทั้งสี่คนไปโดยปริยาย
ต่อมาในวันที่ 27 พฤศจิกายนพ่อแม่ของจุนโกะ ได้มีการแจ้งตำรวจเรื่องการหายตัวไปของลูกสาว
และเมื่อชายชั่วทั้ง4รู้เรื่อง จึงบังคับให้จุนโกะโทรไปบอกกับพ่อแม่ของเธอว่า เธอนั้นปลอดภัยดี
และขอให้พ่อแม่หยุดการสอบสวนของตำรวจเกี่ยวกับการหายไปของเธอ
อย่างไรก็ตาม .. จุนโกะได้เขียนเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ในไดอารี่ “44 วันของจุนโกะ” เราจะเล่าให้ฟังว่าเธอต้องเจอกับอะไรบ้าง
ในวันที่ 1 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1988 วันนี้เป็นวันที่ 11 แล้วที่จุนโกะถูกจับตัวมา เธอถูกพวกเดนนรกซ้อมอย่างรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน
โดยที่พวกมันจะจับเอาตัวเธอไปผูกติดไว้กับกระดาน และใช้ร่างของเธอแทนกระสอบทราบ ทั้งเตะทั้งต่อย เพื่อเป็นที่ระบายอารมณ์
ดัมเบลที่ใช้สำหรับออกกำลังกายถูกปล่อยลงบนท้องของเธออย่างแรง เธอถูกซ้อม จนจมูกเต็มไปด้วยเลือด
เธอหายใจไม่ได้จนต้องใช้ปากหายใจแทน จุนโกะแนบใบหน้าที่แสนเจ็บปวดของเธอลงบนพื้นเพื่อหวังจะบรรเทาความทรมานลง
เพราะในตอนนี้เธอเริ่มทนพิษบาดแผลไมไหวอีกแล้ว แค่จะดื่มน้ำยังทำไมได้เลย เพราะเธอถูกทำร้ายจนร่างกายเธอไม่สามารถจะรับน้ำได้อีกแล้ว
จุนโกะพยายามที่จะหลบหนีอยู่หลายครั้ง แต่ก็โดนจับได้ทุกครั้ง และพวกมันก็จะลงโทษเธอ
ด้วยการเอาบุหรี่จี้ที่แขนและตามตัว เอาของเหลวติดไฟเทบนเท้าและขาของเธอพร้อมกับจุดไฟเผา
และยังเอาขวดสอดใส่ถวารหนักของเธอจนได้รับบาดเจ็บ
วันที่ 10 ธันวาคม ปี ค.ศ.1988 วันนี้เป็นวันที่ 20 แล้วที่จุนโกะโดนจับขังไว้
ตอนนี้เธอไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป เพราะขาถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง เธอถูกตีด้วยไม้ไผ่
ถูกเอาดอกไม้ไฟยัดใส่ในช่องทวารหนักและจุดไฟเพื่อเผาทวารของเธอ เธอถูกทุบมือจนเล็บแตกยับ ถูกตีด้วยไม้กอล์ฟ
และยังเอาบุหรี่ยัดลงในช่องคลอด เธอถูกบังคับให้นอนนอกระเบียงทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว (เธอทรมานมากๆ)
และถูกยัดโดยไม้เหล็กเสียบไก่ย่างลงในช่องคลอดและถวารหนักจนเลือดออกอย่างรุนแรง
ผ่านไป 30 วัน พวกมันเอาน้ำตาเทียน ที่กำลังร้อนๆ มาหยดใส่ที่หน้า เปลือกตาของเธอถูกเผาด้วยไฟแช็ก
หน้าอกโดนแทงด้วยเข็มเย็บผ้า หัวนมซ้ายถูกตัดและถูกย่ำยีด้วยคีมเหล็ก แถมสัตว์นรกทั้ง 4 เอาหลอดไฟยัดที่ช่องคลอดของเธอ
และเอากรรไกลยัดเขาไป จนเธอไม่สามารถปัสสาวะได้อย่างปกติ เลือดได้ไหลนองออกจากช่องคลอดอย่างหนัก
แก้วหูและสมองเสียงหายอย่างหนักจากการกระทบกระเทือน ตอนนี้เธอถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนไม่สภาพนั้นแย่สิ้นดี
ผ่านไป 40 วัน
ในวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ.1989 ตอนนี้สภาพร่างการของจุนโกะเละ ใบหน้าของเธอบวมมาก
ร่างกายของเธอก็พิการอย่างรุนแรง และเริ่มส่งกลิ่นเน่าออกมา เธอแทบจะไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว
เธอทรมานมาก และพยายามที่จะร้องขอชีวิตจากพวกสัตว์นรถทั้ง 4 ตอนนี้พวกมันหมดความสนใจทางเพศในตัวจุนโกะไปแล้ว
ทำให้ไปพวกมันไปลักพาตัวเด็กหญิงอายุ 19 ปี ซึ่งกำลังเดินทางกลับจากที่ทำงาน มาข่มขืนแทนจุนโกะ
4 มกราคม ปี คศ 1989 หลังจากเล่นเกมส์แพ้ หนึ่งในพวกสัตว์นรกตัดสินใจระบายความโกรธที่จุนโกะ
ในตอนนี้จุนโกะไม่เหลือแรงที่จะขัดขืนอีกต่อไปแล้ว และด้วยความไม่พอใจพวกมันจึงทุบตีเธอด้วยบาร์เบลเหล็ก
เตะต่อยเธอ และวางเทียนสั้นสองเล่มลงบนเปลือกตาของเธอแล้วเผามันด้วยขี้ผึ้งร้อน
พวกมันให้เธอยืนขึ้นและเอาไม้ฟาดที่เท้าของเธอ ตอนนั้นเองเธอล้มลงบนชุดสเตอริโอและทรุดตัวลงชัก
เนื่องจากเธอมีเลือดไหลออกมามากและ หนอง ก็โผล่ออกมาจากแผลไหม้ที่ติดเชื้อ
พวกมันจึงเอาถุงพลาสติกมาคลุมหน้าของเธอ และพวกมันยังคงทุบตีเธอ พร้อมกับทิ้งดัมเบลเหล็กลงบนท้องของเธอหลายครั้ง
พวกมันเทน้ำมันลงบน ต้นขา แขนใบหน้า และท้องของเธอ พร้อมกับจุดไฟให้เธออีกครั้ง
จุนโกะพยายามดับไฟ แต่ก็ค่อยๆไม่นิ่งไป มีรายงานว่าการทรมานในครั้งนี้ ใช้เวลาสองชั่วโมง และในที่สุดจุนโกะเสียชีวิตในวันนั้น
ถือเป็นอันสิ้นสุน 44 วันแห่งนรกบนดินของจุนโกะ
และเมื่อจุนโกะได้ตายลงไปแล้ว ด้วยความกลัวที่จะถูกลงโทษในข้อหาฆาตกรรม
พวกสัตว์นรกทั้ง 4 จึงห่อร่างของเธอด้วยผ้าห่มและยัดใส่กระเป๋าเดินทาง
จากนั้นก็เอาถังน้ำมันขนาดใหญ่มา และยัดศพของจุนโกะลงในถังพร้อมกับเทปูนซีเมนต์
แล้วเอาไปทิ้งที่เขตก่อสร้างโคโต ในเมืองโตเกียว
ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม คศ.1989 พวกสัตว์นรกทั้ง 4 ถูกตำรวจจับข้อหา
ข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวอายุ 19ปี และหลังจากนั้นอีกประมาณเกือบ 3 เดือน
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสอบปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากพบชั้นในสตรีในที่เกิดเหตุ
วันที่ 1 เมษายน คศ 1989 ตำรวจก็พบศพของจุนโกะ..
สภาพศพนั้น บ่งบอกถึงความโหดร้ายทารุณอย่างสุดแสนจะพรรณนาได้ ศพถูกไฟเผาไหม้
หน้าเละจนจำแทบไม่ได้ แต่ได้รับการยืนยันตัวตนจากลายนิ้วมือ
และจากการชันสูตรศพพบว่า มีร่องรอยของน้ำอสุจิมากถึงร้อยคน ทั้งที่ช่องคลอดและช่องทวารหนัก
มันแสดงให้เห็นเลยว่า จุนโกะนั้นได้รับความทุกทรมานแสนสาหัญก่อนที่จะสิ้นลมหายใจไป
และแม้ว่าคดีที่พวกสัตว์นรกทั้ง 4 ได้ขึ้นโหดร้าย เลวทรามแค่ไหน แต่ตัวตนของพวกมันนั้นถูกศาลสั่งให้ปกปิดเอาไว้
เพียงเพราะพวกเขาถูกพิจารณาว่า เป็นผู้เยาว์ขณะที่ก่ออาชญากรรมนี้ขึ้น
แม้พวกเขาจะพูดเหมือนกันว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้น มันคือการทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ซึ่งมันรุนแรงมากกว่าการฆาตรกรรมซะอีก
แต่อย่างไรก็ตามสื่อต่างๆของญี่ปุ่น พยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวของเหยื่อ
และได้ขุดคุ้ยจนเจอตัวตนจริงของสัตว์นรกทั้ง 4 พร้อมกับตีพิมพ์เพื่อเปิดเผยชื่อ
โดยที่ทางนักข่าวได้บอกว่า จากเหตุอาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อขึ้น
มันร้ายแรงและโหดเหี้ยมเกินที่คนที่มีความมนุษย์จะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้"พวกนั้นไม่จำเป็นต้องมีสิทธิมนุษยชนหรอก"
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม คศ1990 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินจำคุก มิยาโนะ ฮิโรชิ เป็นระยะเวลา 17 ปี
และได้มีการยื่นอุธรณ์ แต่ศาลสูงโตเกียวได้ตัดสินให้จำคุกเพิ่มอีก 3 ปี รวมโทษจำคุกเป็น 20 ปี
ซึ่งเป็นโทษที่สูงเป็นอันดับ 2 ขอญี่ปุ่นรองจาก การจำคุกตลอดชีวิต
และมีรายงานระบุว่า แม่ของมิยาโนะ ต้องขายบ้านของครอบครัวเพื่อชดเชยครอบครัวของจุนโกะเป็นจำนวนเงิน 50 ล้าน
แต่ไม่ว่าจะชดเชยยอดมาเท่าไหร่ เราว่ามันก็ไม่สาสมกับสิ่งที่พวกมันได้กระทำกับสาวน้อยคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหวังและอนาคตเลย
และหลังจากพ้นโทษ มิยาโนะ ฮิโรชิ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โยโกยามา ฮิโรชิ ตอนนี้อายุ 43 ปี
ปัจจุบันทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง แถวซัปเปาโล จังหวัดฮอกไกโด
มินาโตะ โนบุฮารุ ได้รับโทษจำคุก 4-6 ปี และหลังจากยื่นอุธรณ์ ศาลได้พิพากษาให้จำคุกเพิ่มอีก 5-9 ปี
ส่วนพ่อแม่และพี่ชายมินาโตะ ซึ่งอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุด้วยไม่ได้ถูกตั้งข้อหาอะไร
หลังจากพ้นโทษมินาโตะ ก็ย้ายไปอยู่กับแม่ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น มินาโตะ ชินจิ ตอนนี้อายุ 40 ปี
หลังจากถูกปล่อยเขากลายมาเป็นนักกีฬามวยไทย และมาเปิดร้านอาหารไทยชื่อร้าน Ayase
และเขาถูกจับอีกครั้งใน วันที่ 9 กันยายน ค.ศ.2018 ข้อหาพยายามฆ่าหลังจากทุบดีชายอายุ 32 ปี ด้วยท่อนเหล็กและใช้มีดเชือดคอ
โจ คามิเซคุ รับโทษจำคุกเด็กและเยาวชนเป็นเวลาแปดปีก่อนที่เขาจะได้รับการปล่อยตัวในเดือนสิงหาคม 1999
หลังจากได้รับการปล่อยตัวได้เปลี่ยนชื่อเป็น คันซากุ ยูซูรุ ต่อมาในเดือนกรกฎาคมปี 2004 เขาถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกาย
และขู่ฆ่าชายคนนึงที่เขาคิดว่าเป็นกิ๊กของแฟน
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า โองุระ ได้ใช้เงินออมของพ่อที่เตรียมจะไว้เพื่อชดเชยให้กับครอบครัวของจุนโกะจนหมด
ยาสุชิน วาตานาเบ้ ซึ่งเดิมถูกตัดสินจำคุกสามถึงสี่ปี ในเรือนจำได้รับการปรับเพิ่มโทษเป็นเวลาห้าถึงเจ็ดปี
ไม่มีข้อมูลว่าหลังได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วเป็นอย่างไร
ในระหว่างการพิจารณะคดีของจุนโกะ ผู้พิพากษาได้ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า
ความโหดร้ายและรุนแรงที่จำเลยได้กระทำกับเหยื่อ จุนโกะ ฟุรุตะ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและทรมาน
ตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 17 ปีวิญญาณของเธอยังคงต้องหลงวนเวียนอยู่ในความทรมานนั้น..
เมื่อได้ยินรายละเอียดของการข่มขื่น และสังหารอย่างโหดเหี้ยมนี้ บรรดาคนในศาลที่มานั่งฟังการตัดสินคดีนี้อยู่
บางคนถึงขั้นเป็นลม ล้มพับ และมีรายงานว่า แม่ของจุนโกะนั้น ใจสลายจนถึงขั้นมีอาการทางจิตต้องเข้ารับการรักษาตัวทางจิตเวช
งานศพของจุนโกะถูกจัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน คศ1989 คำปราศรัยของเพื่อนเธอคนนึงได้กล่าวเอาไว้ว่า
“ฉันยินดีต้อนรับกลับนะจุนจัง แต่ฉันไม่ฝันมาก่อนเลยว่า ฉันจะได้พบเธอในลักษณะแบบนี้
เธอต้องเจ็บปวดทรมานมาก พวกเราเคยมีความสุขด้วยกันตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันที่โรงเรียน
พวกเราจะไม่ลืมเธอ ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์ใหญ่จะมอบใบรับรองการจบการศึกษาให้กับเธอ
ดังนั้นพวกเราจะเรียนจบไปด้วยกันนะ จุนจังและ พวกเราทุกคน จุนจัง..หลังจากนี้ไม่ต้องเจ็บปวดทรมานอีกต่อไปแล้วนะ”
นายจ้างในอนาคตของจุนโกะ ก็ได้มอบเครื่องแบบที่เธอจะสวมให้กับพ่อและแม่ของเธอในตำแหน่งที่เธอจะได้รับ
เครื่องแบบนั้นถูกนำไปวางในหีบศพของเธอ
และเมื่อถึงวันสำเร็จการศึกษาอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนได้มอบประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้กับพ่อแม่ของจุนโกะ
สถานที่ใกล้เคียงกับที่พบศพของฟุรุตะนั้นได้รับการพัฒนาและปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะวากาสุ
มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มคนที่คอยตามไซโคก่อกวนทั้ง 4 คนนี้อยู่
โดยกลุ่มคนที่ว่านี้จะสะกดรอยตามสืบว่าพวกเขา 4 คน นี้ พักอยู่ที่ไหน เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรแล้วบ้าง
หรือแม้แต่จะแอบย้ายบ้าน ไปที่ไหนก็จะมีกลุ่มคนที่ว่าตามไปเปิดเผยข้อมูลจนชาวบ้านละแวกนั้นหยามเหยียด
และสาปแช่งทั้งตระกูลคนในครอบครัวของพวกเขาบางคนที่รับแรงกดดันไม่ได้ ฆ่าตัวตายไปเลยก็มี

ปราสาทวินด์เซอร์ (Windsor Castle)อังกฤษ********************************************ปราสาทวินด์เซอร์นั้นเป็นปราสาทหรือพระ...
08/03/2023

ปราสาทวินด์เซอร์ (Windsor Castle)อังกฤษ
********************************************
ปราสาทวินด์เซอร์นั้นเป็นปราสาทหรือพระราชฐานที่ประทับที่สำคัญของราชวงศ์อังกฤษ สร้างขึ้นหลังจากที่ชาวนอร์มัน (Norman) บุกอังกฤษ โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เป็นเจ้าของ (เป็นพระราชมรดกที่ขายไม่ได้เเละเป็นสมบัติชาติ) ซึ่งเเน่นอนว่าเป็นสถานที่เก่าแก่อายุเกือบพันปี ทำให้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระราชวังนี้มากมาย เเละประสาทนี้เป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญๆ เเม้เเต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทยเองก็เคยทรงประทับพระราชวังเเห่งนี้ในฐานะพระราชอาคันตุกะ โดยทางสหราชอาณาจักรจัดถวาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเเขกที่ไม่ได้รับการรับเชิญด้วยเช่นกัน ซึ่งมีบางส่วนเล่าว่าเห็นดวงพระวิญญาณของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (King Henry VIII) หรือพระเจ้าจอร์ชที่ 3 (King George III) สถิตอยู่ มีเรื่องเล่าว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ร้อยโทคาร์กลินน์แห่งกองทหารเกรนาดีร์ (Lieutenant Carr Glynn of the Grenadie) ได้เห็นสตรีใส่ชุดดำนางหนึ่งเดินผ่านเข้าไปเเละเลี้ยวไปที่มุมหนึ่ง กลินน์ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นว่าสตรีนางนั้นรูปร่างละม้ายคล้ายคลึงกับสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 เเห่งอังกฤษ (Elizabeth I of England) เเต่เป็นเรื่องเเปลกที่ไม่พบร่องรอยของสตรีนางนั้นเเละเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะออกไป เพราะไม่มีทางเข้าออกที่เธอจะเข้าห้องสมุดได้ เเละยังมีเรื่องของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เเละพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 (Charles I) ซึ่งในช่วงก่อนวันคริสต์มาสปี 1648 (พ.ศ. 2191) พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงถูกจับกุม เเละฝ่ายรัฐสภาได้ตัดสินให้สำเร็จโทษเนื่องจากทรงเป็นผู้สร้างความวุ่นวายหรือเป็นกบฏต่อเเผ่นดินจนเกิดสงครามกลางเมืองอังกฤษขึ้น (The English Civil War) พระองค์ทรงโดนสำเร็จโทษโดยการบั่นพระเศียรในวันที่ 30 มกราคม ปี ค.ศ. 1649 (พ.ศ. 2192) บางที่บอกว่าเป็นปี 1648 เพราะเดิมทีในอังกฤษจะเปลี่ยนศักราชในเดือนมีนาคม ซึ่งพระบรมศพถูกอัญเชิญลงหีบ (มีการเย็บพระเศียรให้ติดกับพระวรกายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน) ในขณะที่อัญเชิญหีบพระบรมศพนั้นจากในช่วงที่ท้องฟ้าสงบและปลอดโปร่ง กลับกลายเป็นว่าเกิดพายุเเละมีหิมะตกลงมา พื้นดินที่เป็นสีดำกลายเป็นสีขาวทั้งหมดเมื่อพระบรมศพมาถึงโบสถ์ ในฐานะกษัตริย์พระองค์สำคัญนั้นเเน่นอนว่าพระเจ้าจอร์ชที่ 3 ทรงเป็นกษัตริย์ที่ได้รับการนับถือจากประชาชนอย่างมาก พระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 59 ปี เเละเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์เเห่งบริเตนใหญ่ที่ครองราชย์นานมาก ก่อนที่จะสวรรคตราว 10 ปี เนื่องด้วยทรงมีปัญหาด้านสุขภาพจิตมานานมากทำให้ทรงถูกกักบริเวณอยู่ที่ปราสาทวินด์เซอร์เป็นเวลานาน (อ่านเพิ่มเติม : กษัตริย์อังกฤษผู้เป็นบ้า, https://www.facebook.com/104579538304106/posts/156129736482419/) ในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพนั้นทรงมักจะทักทายผู้คุมอยู่เสมอ เเต่เมื่อสวรรคตในปี 1820 (พ.ศ 2363) หรือสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อองครักษ์ผ่านพระบัญชรของปราสาท กลับเห็นพระวรกายของพระเจ้าจอร์ชที่ 3 ซึ่งสวรรคตไปเเล้วยังทรงอยู่ประทับตามปกติราวกับว่ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่ค่อนข้างน่ากลัวอยู่พอสมควร ซึ่งปราสาทวินด์เซอร์ถือเป็นปราสาทที่เก่าแก่เเละมีเรื่องเล่ามากที่สุด
พระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace)
ในช่วงสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 (King Edward VII of England) พันตรีจอห์น กวินน์ (John Gwynne) ราชเลขานุการในพระองค์ มีปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวหลังจากหย่ากับภรรยา ซึ่งเเน่นอนว่าเป็นปัญหาที่กดดันสำหรับตัวเขามากเพราะมีทั้งข่าวลือใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา ทำให้เขาต้องหาทางออกโดยการยิงกระสุนใส่ศีรษะตนเองในออฟฟิศที่ทำงาน สถานที่เเห่งนี้ไม่ได้รับความนิยมจากพนักงานในวังมากนักในปัจจุบัน เนื่องจากบางคนบอกว่ามีความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจในห้อง เเละคนอื่นๆ ต่างก็อ้างว่าได้ยินเสียงกระสุนดังจากห้องนี้หลายต่อหลายครั้ง
ปราสาทบัลมอรัล (Balmoral Castle)
ปราสาทบัลมอรัลอยู่ในเเคว้นสก๊อต,สหราชอาณาจักร หรือประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นที่ประทับของบรรดาพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria) เดิมทีพระองค์เคยมีพระราชสวามีคือเจ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Albert) เเต่เมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ตทิวงคตทำให้ทรงเดียวดายเป็นที่สุด จนกระทั่งทรงพบกับจอห์น บราวน์ (John Brown) ซึ่งเป็นข้ารับใช้ชาวสกอตต์ ทั้งสองนั้นมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าราชินีกับคนใช้ ทั้งสองเคยใช้ชีวิตด้วยกัน ณ ประสาทเเห่งนี้ การจอห์น บราวน์นั้นเสียชีวิตทำให้สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียทรงเศร้าพระทัยอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องเล่าจากคนบางกลุ่มว่าเห็นชายคนหนึ่งสวมกระโปรงเเบบสกอตต์ ซึ่งอาจจะเป็นจอห์น บราวน์ อยู่บริเวณทางเดิน
พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต (Hampton Court Palace)
พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ตในลอนดอนมีเรื่องเล่ามากมาย รวมถึงมีผู้ที่อ้างว่าพบเห็นพระนางเจน ซีมัวร์ (Jane Seymour) ซึ่งเป็นพระมเหสีพระองค์ที่ 3 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ซึ่งเล่ากันว่าทรงเป็นพระภรรยาเจ้าที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงโปรดปรานมากที่สุด เเต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเมื้อพระองค์ทรงสวรรคตไม่นานหลังจากประสูติพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 (Edward VI) มีเรื่องเล่าว่าพระนางทรงมีพระวรกายซีดเเละปรากฏพระองค์อยู่ทางบันไดซึ่งพาไปสู่ห้องที่พระองค์สิ้นพระชนม์ ส่วนพระมเหสีพระองค์ที่ 5 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 คือพระนางแคเทอริน เฮาเวิร์ด (Catherine Howard) ซึ่งโดนพระเจ้าเฮนรีที่ 8 สั่งให้สำเร็จโทษโดยการบั่นพระเศียร เพราะพระนางทรงคบชู้กับโทมัส คัลเปเปอร์ เมื่อมีพระชันษาเพียง 19 ปี มีเรื่องเล่าว่าดวงพระวิญญาณของพระนางนั้นทรงตรัสซ้ำเมื่อโดนจับเเละวิ่งไปห้องโถงกรีดร้องอย่างน่าสงสาร
พระราชวังเคนซิงตัน
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าจอร์ชที่ 2 เเห่งราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (George II Great Britain) ซึ่งพระองค์ทรงสวรรคตอย่างกะทันหันในห้องสรง (ห้องน้ำ) ในช่วงปลายเดือนตุลาคมปี 1760 (พ.ศ. 2303) ดัวยพระชนมายุ 76 พรรษา โดยพระองค์อาจจะทรงกำลังรอทหารมารายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามเเต่สวรรคตเสียก่อน ซึ่งในตอนนั้น (ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา) ได้เกิดสงครามเจ็ดปี หลายๆ คนเรียกว่าสงครามโลกครั้งที่ 0 อันเป็นสงครามใหญ่มาก ว่ากันว่าพระองค์ทรงมองไปที่ฐานพระบัญชรหรือหน้าต่าง พร้อมกับตรัสถามซ้ำๆ ว่า "เหตุใดทหารไม่มาเสียที" โดยเรื่องนี้มีการเล่ามาเป็นเวลาหลายร้อยปีตราบจนปัจจุบัน
หอคอยลอนดอน (Tower of London)
สถานที่นี้เป็นที่ประหารพระนางเเอนน์ บุลิน (Anne Boleyn) ซึ่งทรงเป็นพระมเหสีพระองค์ที่ 2 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เเละโดนพระเจ้าเฮนรีที่ 8 สำเร็จโทษในปี 1536 (พ.ศ. 2079) ซึ่งยังทรงวนเวียนอยู่ในสถานที่ๆ โดนสำเร็จโทษตามคำบอกเล่า
_

ผีเวอร์จิเนีย*****************มีหญิงชายคนหนึ่งแต่งงานกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั้งแก่เฒ่า จนกระทั้งวันหนึ่ง...
08/03/2023

ผีเวอร์จิเนีย
*****************
มีหญิงชายคนหนึ่งแต่งงานกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั้งแก่เฒ่า จนกระทั้งวันหนึ่งภรรยาของเขาได้จากไป เขาจัดพิธีศพตามหลักศาสนาคริสต์ คือนำศพของเธอมาฝังในโลงศพอย่างดีมาฝังในสุสานเพื่อให้เธอพักผ่อนถาวร
เรื่องคงจบแต่เพียงเท่านี้ หากแต่ไม่ เมื่อดึกคืนหนึ่งในขณะที่ฝ่ายชายนอนหลับ เขาได้ฝันน่ากลัวเข้า เมื่อเขาเห็นภรรยาที่อยู่ในโลงศพลืมตาดื่นขึ้น เธอพยายามตะเกียดตะกายเพื่อออกจากโลงที่ถูกฝังในดิน ความมืด ความแคบ อาการน้อยลงทุกที ทำให้เธอกลายเป็นบ้า เธอกำลังร้องชื่อเขาเพื่อมาช่วยเหลือเธอ
ฝ่ายชายฝันร้ายแบบนี้ทุกค่ำคืน จนกระทั้งทนไม่ไหว เขาเลยร้องขอให้แพทย์และหน่วยงานท้องถิ่นนำโลงศพของภรรยาของเขาออกมา และเมื่อทั้งหมดเปิดฝาโลงก็ตะลึงเมื่อศพภรรยาของเขาไม่ได้เน่าเบื่อ ซ้ำที่เบิกตาโพลง ทำหน้าตาหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ที่เล็บมีเลือดเกรอะกรัง และที่ฝาโลงด้านในมีรอยขีดข่วนชัดเจน
มันเป็นจริงซะงั้น! เรื่องของศพที่คิดว่าตายแล้วนำมาฝังตามพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่ต่อมากลับพบว่าผู้ตายนั้นไม่ได้ตายจริง และกลับมาคืนชีพในโลงศพและพยายามตะเกียดตะกายเอาชีวิตรอด เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญมากมาย แต่ที่น่าแปลกคือเรื่องเหล่านี้กลายเป็นจริงอีกทั้งมีมากกว่าหนึ่งกรณี
สาเหตุง่ายมากก็เพราะสมัยก่อนนั้นการตรวจสอบผู้ตายนั้นตายจริงหรือไม่ นั้นไม่ค่อยทันสมัย ทำให้มีการฝังในโลงศพทั้งๆ ที่ผู้ตายคนนั้นแค่ตายชั่วขณะ และนี้คือตัวอย่าง ของผู้มีประสบการณ์ฝังทั้งเป็นที่ฟื้นคืนชีพในโลงศพที่ถึงฝังในดินอย่างน่าสยดสยอง
ปี 1851 เวอรจิเนีย เเมคโดเนล(Virginia Macdonald) อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอในนิวยอร์กซิตี้และป่วยตายเธอถูกนำไปฝังในสุสานกรีนวู๊ด(Greenwood) บรู๊คลิน นิวยอร์ค อเมริกา หลังจากพิธีฝังศพผ่านไป
แม่ของเธอกลับบอกคนอื่นว่าเธอเชื่อว่าลูกของเธอไม่ตาย เธอพูดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนครอบครัวของเธอทนไหมไหวเลยต้องขุดโลงศพเปิดฝาโลงให้แม่ของเธอหายข้อข้องใจซะ แต่ปรากฏว่าพวกเขาพบว่าศพของเวอจิเนียนั้นยังไม่เน่า เธอคืนชีพในโลงและพยายามตะเกียดตะกาย ที่มือของเธอนั้นสภาพเละอย่างไม่มีชิ้นดี แสดงให้เห็นว่าเธอพยายามทำลายโลง แต่ล้มเหลวและขาดใจตายไปเสียก่อน
(ปล. หลังจากนั้นป่าช้าแห่งนี้ได้ถูกย้ายไปที่แห่งใหม่ หลายโรงถูกนำมาตรวจสอบก็พบว่ามีศพหลายศพที่ถูกฝังทั้งเป็นจำนวนมาก)

จักรพรรดิเนโร ที่โหดก็เพราะรัก********************************ถ้าจะบอกว่า "เนโรจอมโหด " หรือจักรพรรดิลูเซียส คลอดิอุส เน...
07/03/2023

จักรพรรดิเนโร ที่โหดก็เพราะรัก
********************************
ถ้าจะบอกว่า "เนโรจอมโหด " หรือจักรพรรดิลูเซียส คลอดิอุส เนโร เลือกเกิดผิดเวลาก็คงจะได้ เพราะยุคทองของโรมมีตั้งมากมาย แต่เนโรกลับไพล่มาเกิดในสมัยที่โรมอยู่ใต้การปกครองของจักรพรรดิคาลิกูล่า ต้นแบบความเหี้ยมที่โลกไม่เคยลืม ความกระหายเลือดทำให้คาลิกูล่าไม่เคยไว้ใจใคร และพร้อมจะฆ่าทุกคนที่พระองค์สงสัยว่ากำลังวางแผนชิงบัลลังก์ ไม่เว้นแม้แต่ อะฮีโนบาบัส น้องเขยของตัวเอง
ปฏิบัติการฆ่าอะฮีโนบาบัสทำกันสดๆ ต่อหน้าลูกเมีย ซึ่งได้แก่อะกริปปิน่าและเนโร น้องสาวและหลานชายของคาลิกูล่า ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กชายวัย 6 ขวบ จากนั้นคาลิกูล่าก็ส่งอะกริปปิน่าไปเป็นทาสบนเกาะแห่งหนึ่ง ส่วนเด็กน้อยเนโรก็ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานในถิ่นทุรกันดารอีกแห่ง เนโรจักรพรรดิผู้มั่งคั่ง จึงเติบโตมาไม่ต่างจากขอทาน ต้องอดมื้อกินมื้อ ขาดไร้ไปเสียทุกสิ่งแม้แต่สิทธิความเป็นคน
เนโรคงได้เป็นทาสไปจนแก่ ถ้าคาลิกูล่าไม่บังเอิญโหดเกินงามไปหน่อย จนแม้แต่ขุนศึกคู่ใจก็ยังทนดูไม่ไหว ต้องจัดการปฏิวัติรัฐประหารส่งเสด็จซีซาห์ไปเหี้ยมต่อในนรก แล้วยกเอาคลอดิอุส เชื้อพระวงศ์ดวงแข็งที่อุตส่าห์รอดตายจากการไล่ฆ่าของคาลิกูล่ามาได้ขึ้นเป็นซีซาห์แทน หลังจากครองราชย์ คลอดิอุสก็คืนฐานะให้อะกริปปิน่าและเนโร สองแม่ลูกจึงได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง แต่อะกริปปิน่านั้นไม่ได้เป็นน้องสาวของคาลิกูล่าเฉพาะร่างกาย นางยังรับเอานิสัยคดในข้องอในกระดูก ทะเยอทะยานบ้าอำนาจของพี่ชายมาครบถ้วน
อะกริปปิน่าเชื่อมั่นว่าผู้หญิงอย่างนางคู่ควรกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านั้น อย่างเช่นตำแหน่งราชินีแห่งโรม เป็นต้น ถึงแม้คลอดิอุสจะมีชายาอยู่แล้ว แต่งูพิษระดับน้องสาวคาลิกูล่า เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่จัดฉากนิดหน่อย อะกริปปิน่าก็สามารถทำให้คลอดิอุสเชื่อว่ามเหสีคบชู้ได้อย่างง่ายดาย และหลังจากคลอดิอุสประหารมเหสีคู่ทุกข์คู่ยากทิ้งไป อะกริปปิน่าก็ใช้เต้าไต่ พาตัวขึ้นไปเป็นราชินีคู่ใจของกษัตริย์เฒ่าได้ในเวลาไม่นานนัก
พอแผนแรกสำเร็จ เป้าหมายต่อไปของอะกริปปิน่าก็คือการยกเนโรขึ้นเป็นรัชทายาทต่อจากคลอดิอุส ตอนแรกอะกริปปิน่าเข้าใจว่าคลอดิอุสผู้เฒ่าซึ่งนอนกอดเมียแก่มานาน จะหลงเนื้อหนังตึงเปรี๊ยะของเธอจนยอมให้จูงจมูกตามใจชอบ แต่ปรากฏว่าคลอดิอุสไม่ได้เลอะเทอะขนาดนั้น ถึงมเหสีวัยคราวลูกจะงัดจริตมารยาออกมาโอ้โลมปฏิโลมสุดฝีมือ พระองค์ก็ไม่ยอมตั้งเนโรเป็นรัชทายาท ซ้ำยังทำพินัยกรรมยกบัลลังก์ให้เจ้าชายบริทานิคัสซึ่งเหมาะสมกว่าอีกด้วย เมื่อผัวไม่อยู่ในโอวาท อะกริปปิน่าก็ไม่รู้ว่าจะเก็บคลอดิอุสไว้ทำไม ด้วยเหตุนี้วันหนึ่งระหว่างกำลังเสวยพระกระยาหาร คลอดิอุสก็เกิดแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกจนสิ้นพระชนม์ เนื่องจากเสวย "เห็ดพิเศษ" ของราชินีอะกริปปิน่าเข้าไป จากนั้นอะกริปปิน่าก็ปลอมพินัยกรรม แต่งตั้งลูกชายเป็นซีซาห์องค์ต่อไปทันที
เนโรซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าบัลลังก์ของตนได้มาอย่างไร ตั้งพระทัยจะปกครองให้สงบร่มเย็นเหมือนที่คลอดิอุสเคยทำ แต่ก่อนจะลงมือจัดการงานหลวง เนโรก็ขอสะสางงานราษฎร์เสียก่อน ด้วยการไปรับเอ็ตเต้ หญิงคนรักที่รักกันมาตั้งแต่ตอนเป็นทาสมาเป็นมเหสี ท่ามกลางความไม่พอใจของอะกริปปิน่าซึ่งแสดงอย่างโจ่งแจ้งว่ารังเกียจกำพืดโลโซของลูกสะใภ้ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ทำให้แม่ลูกขัดแย้งกันรุนแรงเท่ากับการที่อะกริปปิน่าพยายามเปลี่ยนเนโรให้เป็นซีซาห์หุ่นเชิด เพราะถือว่าตัวเองเป็นคนชิงบัลลังก์มาใส่พานถวายให้ลูกชาย โดยลืมไปว่าเลือดในอกของนางก็ย่อมจะแข็งกร้าวไม่ยอมใครเหมือนๆ กับนางนั่นเอง สองแม่ลูกจึงต้องชิงไหวชิงพริบหักเหลี่ยมโหดกันอยู่เนืองๆ นับตั้งแต่เนโรครองราชย์เป็นต้นมา
จุดแตกหักมาถึงเมื่ออะกริปปิน่าขู่เนโรว่า หากลูกชายไม่ยอมปล่อยให้นางได้เป็นซูสีไทเฮาเวอร์ชั่นโรมันล่ะก็ นางจะเอาพินัยกรรมฉบับจริงของคลอดิอุสมาเปิดโปง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเนโรก็คงไม่แคล้วหัวขาด และบัลลังก์ก็จะต้องกลับไปเป็นของ
บริทานิคัสทายาทตัวจริง คำขู่นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของฉายา "เนโรจอมโหด" อันลือลั่น เพราะเมื่อหลังชนฝาแล้วคนอย่างเนโรสามารถทำได้ทุกอย่าง แรกสุดเขาเชิญบริทานิคัสมากินเลี้ยง แล้วจัดการเสิร์ฟเห็ดพิเศษชนิดเดียวกับที่คลอดิอุสเคยเสวย ไม่นานบริทานิคัสก็มีอาการขี้เกียจหายใจขึ้นมาอีกคน ทิ้งบัลลังก์กรุงโรมไว้ในกำมือเนโรโดยสมบูรณ์
เสร็จจากโปรเจ็คท์บริทานิคัส เนโรก็พุ่งเป้าไปที่ขวกหนามชิ้นสำคัญที่สุด นั่นก็คือพระมารดา เนโรจัดการสั่งให้คนต่อเรือลำงามไปถวายอะกริปปิน่า แต่พอนางออกไปท่องเรือ เรือเจ้ากรรมก็รั่วอย่างกับมีใครไปเจาะรูไว้ อย่างไรก็ตามอะกริปปน่านั้นอึดเกินหญิง ยังอุตส่าห์ว่ายน้ำเข้าฝั่งเอาชีวิตรอดจนได้ เนโรจึงส่งทหารไปรับเสด็จพระมารดากลับมา เป็นเหตุให้อะกริปปิน่าประชวรพระวาโยสิ้นพระชนม์ระหว่างทางด้วยฝีมือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร
เรื่องนี้นักจิตวิทยาวิเคราะห์กันว่า เนโรนั้นพลัดพรากจากอกแม่ไปตั้งแต่เด็ก พอได้กลับมาอยู่ด้วยกันก็อยากได้ความรักความอบอุ่นเป็นการชดเชย แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความหลอกลวงจากอะกริปปิน่า ความผิดหวังโกรธแค้นมหาศาลจึงกดดันซีซาห์หนุ่มจนทนไม่ไหว ต้องทำมาตุฆาตทั้งๆ ที่ในใจก็ยังรักแม่อยู่ นับจากอะกริปปิน่าตายไป เนโรจึงต้องอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลา ทำให้จักรพรรดิที่เคยตั้งพระทัยว่าจะทำสิ่งดีๆ ให้บ้านเมือง กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เนโรเริ่มคลุ้มคลั่งเลิกทำงานการ มุ่งแต่จะหาความสุขใส่ตัว เขาเขี่ยเอ็ตเต้ทิ้งแล้วไปคว้าซาบิน่า พ็อพเพียร์ สาวไฮโซชื่อเสียงฉาวโฉ่มาเป็นมเหสีแทน เนื่องจากพ็อพเพียร์มีหน้าตาคล้ายอะกริปปิน่า แต่อยู่กินกันได้ไม่นานเนโรก็เบื่อพ็อพเพียร์อีก เลยหันไปคว้าทหารหนุ่มหน้าสวยคล้ายพระมารดามาตอน แล้วให้แต่งตัวเป็นหญิงกลายเป็นมเหสีจำเป็นต่อไป ครั้นสิ้นเยื่อใยในรสสวาทเนโรก็โละทหารดวงซวยทิ้งแล้วไปอภิเษกกับทาสหนุ่มอีกคนชื่อ ไพธากอรัส
เนโรมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ตนเองมีพรสวรรค์ทางดนตรีชนิดที่หาใครในแผ่นดินทาบไม่ได้ เมื่อก่อนตอนเป็นทาสก็ไม่มีใครสนใจฟังเนโรร้องเพลง พอได้เป็นพระราชาแล้ว ซีซาห์เนโรจึงจัดงานเลี้ยง พอประชาชนทั้งเมืองนึกว่าจะได้ดื่มฟรีกินฟรีก็ดีใจ หลั่งใหลกันมามืดฟ้ามัวดิน จากนั้นเนโรก็สั่งให้ทหารปิดประตูวัง แล้วเปิดฉากแสดงดนตรีที่นิพนธ์ขึ้นเอง ใครอยากฟังไม่อยากฟังก็ต้องทนอยู่ในนั้นจนจบงาน
เชื่อกันว่าเนโรคงจะเคยมีเหตุแค้นเคืองอะไรสักอย่างกับชาวคริสต์ เพราะความสำราญของซีซาห์มักเป็นความเจ็บตัวของคริสเตียนทั้งสิ้น เช่น โปรดให้เอาหญิงสาวคริสเตียนมาสู้กับวัวกระทิง จากนั้นก็จะนั่งยิ้มกริ่มชมวัวดุแทงสาวๆ เนื้ออ่อนจนพรุนไปทั้งร่าง บางทีนึกครึ้มขึ้นมาก็ให้จับคริสเตียนมาต้มในน้ำเดือด หรือเอาน้ำมันมาราดแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็นในชื่อ "คบเพลิงมนุษย์" เป็นต้น
ในปี ค.ศ.64 เกิดไฟไหม้ขึ้นที่ร้านขายวัตถุไวไฟแห่งหนึ่งในกรุงโรม ก่อนจะลุกลามต่อไปทั่วเมืองกลืนกินบ้านเมืองและชีวิตผู้คนไปมากมาย บังเอิญว่าก่อนหน้าวันวิปโยคไม่นานนัก เนโรได้สั่งให้เวนคืนที่ดินจำนวนหนึ่งมาสร้างพระราชวัง แต่ก็ถูกประชาชนต่อต้าน พอมาเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมา ชาวบ้านก็เริ่มสงสัยว่าชะรอยซีซาห์นี้ล่ะที่เป็นตัวการเผาเมือง เสียงนินทานี้ไม่ใช่กระซิบกันเบาๆ แค่สองสามคน แต่ดังไปทุกหย่อมหญ้า เนโรจึงต้องแก้ข้อครหาด้วยการโบ้ยว่าชาวคริสต์ต่างหากที่คิดกบฏเผากรุงโรม จากนั้นเนโรก็สั่งล้างบางชาวคริสต์ครั้งใหญ่ ด้วยการจับไปเป็นเหยื่อให้สัตว์ป่าฉีกเนื้อกินต่อหน้าผู้ชมในสนามโคลอสเซียม หรือจับมาประหารด้วยวิธีพิสดารต่างๆ สุดแต่จะนึกได้
นับวันจักรพรรดิเนโรก็ยิ่งกระหายเลือดจนกู่ไม่กลับทำให้เดือดร้อนกันไปทั้งเมือง สภาสูงของโรมจึงแอบลงมติลับตัดสินกันว่าซีซาห์ทรงเป็น "ศัตรูของประชาชน" ต้องโทษประหารชีวิต พร้อมกับยกเจ้าชายกัลบ้า เชื้อพระวงศ์อีกองค์ขึ้นเป็นซีซาห์แทน พอเนโรรู้ข่าวว่าทหารกำลังมาจับตนไปฆ่าอย่างทรมานเหมือนที่ทำกับคนอื่นไว้ ก็หมดกำลังใจจะสู้ จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายสิ้นพระชนม์ไป ทั้งๆ ที่อายุเพียง 30 ปีเท่านั้น
ชีวิตของเนโรถูกนักจิตวิเคราะห์ในยุคหลังมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะตอนครองราชย์ใหม่ๆ ทรงตั้งพระทัยว่าจะเป็นกษัตริย์ที่ดีของประชาชน เนโรจะไม่ต้องกลายเป็นจักรพรรดิโหดเลย ถ้าไม่เป็นเพราะความผิดหวังที่ได้รับจากอะกริปปิน่า ผู้ทำลายความรักความศรัทธาของลูกชายด้วยมือของนางเอง

 #เรื่องลี้ลับจากดอยสูงเทือกเขารัฐฉาน พม่าวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่บนดอยสูงนั้นวัฒนธรรมพวกเขาเคยสงบหยุดนิ่...
07/03/2023

#เรื่องลี้ลับจากดอยสูงเทือกเขารัฐฉาน พม่า
วิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่บนดอยสูงนั้น
วัฒนธรรมพวกเขาเคยสงบหยุดนิ่งมาหลายชั่วอายุคน ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกยุคใหม่มากขึ้น
วัยรุ่นแต่งตัวเกาหลี วัฒนธรรมจากภายนอกหลั่งไหลเข้าไปและรับเอาโดยคนรุ่นใหม่อย่างไม่ยากเย็น
วิถีเก่าๆจึงค่อยๆจืดจางลงไปตามกาลเวลา

แต่มีบางสิ่งยังคงอยู่ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม

ในอดีต
เรือกสวนไร่นาของชาวเขา ส่วนใหญ่จะอยู่ห่างจากหมู่บ้าน ลัดเลาะไปตามไหล่เขาไกลบ้างใกล้บ้าง
เนื่องจากพื้นที่ปลูกพืชที่ดีๆหายาก แต่ละครอบครัวจึงต้องเดินเข้าป่าลึกเพื่อถากถากจับจองกันเองตามกำลัง
เมื่อพืชผลเจริญงอกงาม ด้วยระยะทางจากบ้านมาก็ไกลโข จึงเกิดความระแวงว่าแขกไม่ได้รับเชิญจะมาเก็บเอาผลผลิตไปโดยวิสาสะ

จึงต้องมีพิธีกรรมบางอย่างเกิดขึ้น....

เริ่มจากตระเตรียมสำรับกับข้าวของคาวของหวานและเหล้าสำหรับเซ่นไหว้จนครบแล้ว จึงเริ่มการสวดด้วยคาถาอาคมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น
คาถานั้นเป็นคำสาปแช่งให้ผู้ที่เอาของจากไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นให้มีอันเป็นไป
หลังจากนั้นหัวหน้าครอบครัวก็จะสั่งคนในบ้านว่า ห้ามกินของในไร่เป็นอันขาดจนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว

แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้

ครอบครัวนี้มีลูกหลายคน และหลายวัย
เด็กชายตัวเล็กๆ ติดตามพ่อแม่ไปทำงานในไร่
ทั้งพ่อทั้งแม่มัวแต่ยุ่งกับงานในไร่ จึงไม่ได้สนใจลูก
ฝ่ายลูกชายที่มัวเล่นเพลิน ด้วยความหิว จึงคว้าเอาพุทราผลหนึ่งเข้าปาก และตามด้วยอีกผลด้วยความเอร็ดอร่อย
กระทั่งเย็นย่ำ สามพ่อแม่ลูกจึงเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน
ภรรยาหุงหาอาหารเสร็จสรรพเรียบร้อย จึงเรียกทุกคนล้อมวงกินข้าวกัน
หลังจากกินได้ไม่นาน
ลูกชายคนเล็กก็ล้มลง ตัวโก่งตัวงอ ปากร้องว่า "ปวดท้องๆ"
แม่ตกใจลนลาน รีบไปหายาสมุนไพรแก้ปวดท้องมาให้กิน อาการก็ยังไม่ทุเลา
คนเป็นพ่อเริ่มเอะใจว่าไม่น่าจะปวดท้องแบบธรรมดาซะแล้ว ในใจนึกว่าขออย่าให้เป็นดังที่คิดเลย ทนไม่ไหวเต็มทีจึงถามลูกว่า

"ตอนกลางวัน นอกจากข้าวที่เตรียมมา แกไปกินอะไรอีก"

ลูกชายฝืนใจตอบอย่างยากเย็น

"พุทรา"

คนเป็นพ่อตกใจ

"พุทราที่ไหน"

"ในไร่เรา"

"ฮ้า!!!....."

พ่อใจหล่นวูบ เป็นดังที่คิดเสียแล้ว กระวีกระวาดเตรียมของจำเป็นสำหรับไหว้แล้ว คว้าไฟฉายแล้ววิ่งไปไร่ทันที หนทางไปไร่มืดสนิทมีแต่แสงไฟฉายนำทางวูบๆวาบๆ
เหนื่อยแทบขาดใจจึงถึงไร่
วางเครื่องเซ่นลงจัดแจง ใจยังเต้นตุ้บๆ ปากแทบจะท่องคาถาไม่เป็นคำ
หลังจากว่าคาถาคลายคำสาปแช่งเสร็จ เชื่อว่ามนต์นั้นถูกคลายแล้วอย่างแน่นอน
เก็บข้าวเก็บของเสร็จวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตกลับมาบ้าน

กระหืดกระหอบขึ้นบันได ถามเมียว่าลูกเป็นอย่างไร

เมียหันหลังให้ เห็นแต่หัวกับเท้าลูกพาดบนตัก

"ลูกเราเสียแล้วพี่ ฮือ..ฮือ..."

คนเป็นพ่อน้ำตาคลอเบ้า แข้งขาอ่อนทรุดลงทันที เราช้าไปเสียแล้ว ใจคิดแต่โทษตัวเองว่าช่วยลูกชายไว้ไม่ได้ จึงปล่อยโฮตามเมียอีกคน
ร่างลูกถูกคลุมด้วยผ้าขาว บนหัวนอนมีโคมน้ำมันก๊าดจุดไว้ทั้งคืน
รุ่งเช้าญาติพี่น้องช่วยกันจัดพิธีฝังศพตามมีตามเกิดด้วยบรรยากาศที่แสนจะโศกเศร้า

ครอบครัวหนึ่ง ต้องสูญเสียลูกชายด้วยความคับแค้นใจ พืชผลในไร่กับชีวิตของลูกชาย หากแลกได้คงไม่เอาอันใดนอกจากชีวิตของลูก
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับชาวเขาด้วยกันเอง การใช้มนต์ดำเพื่อรักษาพืชผลจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง แต่สำหรับพ่อที่เสียลูกไป คงไม่อยากใช้อีกเลยตลอดชีวิต

หนาวนี้หลายคนชอบไปเที่ยวดอยสูง
หากเจอดอกไม้สวยๆ ผลไม้งามๆ ที่ไหนสักแห่งบนเขา
แล้วคิดจะเด็ดมาชิมหรือชมแล้วละก็
ไม่แน่ว่า อาจมีคำสาปพ่อเฒ่าชาวเผ่าผู้หวงแหนแฝงอยู่ก็เป็นได้

ปล.
เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยสองพันห้าร้อยต้นๆ ยาฆ่าแมลงคงยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ยุคนั้นจะเป็นการทำเกษตรแบบธรรมชาติเสียมากกว่า ส่วนประเด็นที่ว่าเด็กอาจเป็นโรคบางอย่างอันนี้ไม่แน่ครับ เพราะได้ฟังมาอีกทีเหมือนกัน
แต่ที่แน่ๆเรื่องการสาปแช่งมนต์ดำนี่ยังคงหลงเหลืออยู่

Boro Budur ที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนประกอบในแนวตั้งสามส่วน คือ ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับองค์สถูปและยอดฉัตร หากเดินตามเส้นทางแ...
07/03/2023

Boro Budur ที่ศักดิ์สิทธิ์
ส่วนประกอบในแนวตั้งสามส่วน คือ ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับองค์สถูปและยอดฉัตร หากเดินตาม
เส้นทางแสวงบุญจากทางตะวันออก ก้าวขึ้นอนุสรณ์สถานที่ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ และมีเฉลียงรอบ
เดินวนรอบเฉลียงตามเข็มนาฬิกา จะเห็นว่ารูปนูนแกะสลักและรูปปั้นทุกชั้นล้วนเป็นส่วนส าคัญ
15
ขององค์รวม บุโร พุทโธ มีทั้งหมดสิบชั้นแทนภพทั้งสามของจักรวาลตามความเชื่อของพุทธศาสนา
มหายาน คือ กามภพ (ภพต่ าสุด) รูปภพ (ภพกลาง) และอรูปภพ (ภพสูงสุด) รูปนูนแกะสลักชั้น
ล่างสุด แสดงให้เห็นถึงความปีติของโลกนี้และการถูกท าโทษด้วยการลงนรกในโลกหน้า

 #วัดเบซากี (Basaki) เป็นวัดอันดับหนึ่งของเกาะบาหลี ตั้งอยู่บนไหล่ภูเขาไฟ กุนุง อากุง(Gunung Agung) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่สู...
07/03/2023

#วัดเบซากี (Basaki) เป็นวัดอันดับหนึ่งของเกาะบาหลี ตั้งอยู่บนไหล่ภูเขาไฟ กุนุง อากุง
(Gunung Agung) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุด ประชาชนนิยมมารับน้ าศักดิ์สิทธิ์ซึ่ง ให้พรหรือเสกโดย
พระฮินดู ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ ติดต่อระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า ชาวบาหลีเชื่อว่า
หลังจากเผาศพผู้ตายไปแล้ว 12 วันวิญญาณจะมายังวัดเบซากี ศาสนิกชนทั้งหญิงและชายจะนุ่ง
โสร่ง (Sarongs) น าข้าว ผลไม้ ใส่ตะกร้าที่ทำมาจากต้นปาล์ม มาถวายเทพเจ้า และยังมีการบูชายัญ
อีกด้วย

ที่อยู่

Jl. Raya Uluwatu Pecatu No. 21, Pecatu, Kec. Kuta Sel. , Kabupaten Badung, Bali อินโดนีเซีย
Ban Ko Tao
80361

เบอร์โทรศัพท์

+66992234299

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Black rock indian ocean หินดำอัคนีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท