08/05/2026
✨.ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน.✨
พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีฝึกจิต ๓ ประการ
๑.การข่มจิต เตือนใจตนเอง
๒.การปลอบจิต ให้กำลังใจตนเอง
๓.ประคองจิตไว้อย่างสม่ำเสมอ
* วิธีที่ ๑ *
เพื่อข่มจิตที่หึกเหิม หรือเพลิดเพลินหลงอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส
ความสนุกสนานต่าง ๆ ในโลกใบนี้ หลงมัวเมา เพลินจนเกินเลยขอบเขตไปไกล
ซึ่งทำให้เสียคนมามากมาย เพราะติดความสนุกสนานชั่วคราว มีเงินทองเท่าไหร่ก็ใช้หมด ต้องเดือดร้อนภายหลัง...
จึงต้องอาศัยการข่มจิตไว้ ด้วย
สติ+ขันติ และความอดทน
ถ้าผู้ประพฤติธรรมไม่ฝึกข่มจิตตนแล้ว ย่อมชนะกิเลสตัณหาไม่ได้
มันก็จูงใจไปให้ทำความชั่วต่าง ๆ
** เพราะตัวศีลจริง ๆ นั้นอยู่ที่ใจเรา
ถ้าใจไม่สำรวม ไม่อดกลั้น มันก็ทำผิดทางกาย วาจา ได้สบาย
เมื่อใจไม่กลัวบาป ทางไป นรก , เปรต , อสูรกาย , สัตว์เดรัจฉาน ย่อมเปิดง่าย
นี้คืออำนาจของอวิชชา ...
คนรุ่นใหม่จึงชอบว่า
"จะไปเกิดเป็นอะไรก็ช่างมัน ขอแค่ชาตินี้รวยไว้ก่อน.."
คือถูกตัณหาร้อยแปดครอบงำจิตอย่างหนาแน่น ไม่เชื่อคำสอน
จนไม่กลัว ชาติ ชรา มรณะ บาปเคราะห์กรรมที่ใด ๆ ที่จะเกิดกับตนเองเลย
ดังนั้นมนุษย์เราเมื่อตายไปแล้วจึงไปกระแออัดในนรกกันมากมายเหลือเกิน...
และ
✅พุทธศาสนิกชน ส่วนใหญ่มักคิดแค่ว่า**
หากนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว พระรัตนไตรจะช่วยคุ้มครอง
ช่วยขจัดกิเลส บาปกรรมต่าง ๆ ออกจากใจให้ได้
โดยที่ตนไม่ต้องลงแรงทำอะไรใด ๆ เลย..
แค่กราบไหว้พอเป็นพิธี ผิวเผินเท่านั้น
" ซึ่งเป็นไปไม่ได้..."
พระรัตนไตรคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะช่วยตนได้
ตนต้องช่วยตนก่อน
ใจที่ไม่สงบก็ทำให้สงบ ข่มใจตนลง
*ขู่ใจตนเองไว้บ้าง
ว่าใจที่โกรธ ร้อน หยาบคาย ลามก เบียดเบียนผู้อื่นนั้น ฯลฯ
แบบนี้น่ะ คือ ใจนรก ฯลฯ
ไม่ควรเลี้ยงไว้นาน ควรหาทางข่มให้ใจสงบให้ได้
เช่น การสวดบทพุทธคุณ อิติปิโส ฯ ไปเรื่อย ๆ หรือหากรรมฐานอื่นทำให้สงบ
*วิธีที่ ๒*
เวลาใดที่จิตงอยเหงา เศร้าโศก ประสบกับความผิดหวังต่าง ๆ ในชีวิต
ปุถุชนทางโลกย่อมเสียใจเป็นธรรมดา เพราะเขาอาจไม่มีสติ ไม่รู้จักกฏของโลก
**เราต้องมีอุบายสอนใจ ปลอบตนเอง
คือ
เตือนใจตนไว้ว่าสภาพของสังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไปเป็นธรรมดา...
หากเรารู้ว่าทุกสิ่งในโลกนั้นไม่เที่ยงแล้ว เราจะสมหวังได้อย่างไร ?
ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงเวลาแปรปรวนไปเราจะไปบังคับได้อย่างไร ?
หาอุบายคำสอนของพระพุทธเจ้า สอนใจตนเองให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
เพื่อคลายความทุกข์โศกลงว่า
✅"ทุกสิ่งนั้น เป็น อนัตตา บังคับไม่ได้...ไม่เป็นไปตามใจหวัง "
เมื่อรู้จริงแจ่มแจ้งในธรรมอย่างนี้แล้ว ทุกข์ในใจก็บรรเทาเบาบางลงได้...
อีกนัยนึง..
**ควรให้กำลังใจตัวเอง นึกถึงความดีของตน
ไม่ใช่ว่าตนจะมีแต่ความชั่วอย่างเดียว มีแต่ความผิดหวังอย่างเดียว
ความสมหวังก็มีอยู่บ้างในชีวิต
เช่น
เรายังได้ดีมีบุญเกิดมาเป็นมนุษย์ มีอวัยวะครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่บกพร่อง
แต่กรรมปั่นแต่ง อัตลักษณ์ให้ ยาก ดี มี จน
ตามกำลังกุศลที่ได้สร้างสะสมกันไว้ในอดีตชาติ
นึกถึงบุญ นึกถึงสิ่งดี ๆ ที่ตนได้ทำไว้ต่าง ๆ เราก็ชื่นใจขึ้นมา
แถมเป็นบุญแล้วที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
บางท่านฐานะอาจไม่ดี เพราะอดีตชาติบำเพ็ญทานบารมีมาน้อย
คืออาจมักแต่รักษาศีล เจริญสมาธิฝึกกสิน หรือทำแต่งานเป็นต้น
และก็ทำบาปด้วย
ผลร้ายจึงมาตักรอนชีวิต ไม่ให้มีความสุขอย่างสม่ำเสมอ
บางคนทำธุรกิจ พอเจริญขึ้นร่ำรวยมีสุข บาปเก่าตามมาทัน จึงตัดรอน ความสุข ความเจริญไปก็มี
**เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลจึงเศร้าโศกเสียใจในเรื่องที่ผิดหวังต่าง ๆ นา ๆ
เพราะ
ไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์
เราจึงควรพยามละบาปไม่ทำกรรมชั่ว
สิ่งใดที่พระศาสดาทรงห้ามไว้ ก็ควรเว้นให้ได้
เช่น
พยายามทำการงานที่ปราศจากโทษ ปราศจากบาปกรรมเวรภัย
เมื่อทำได้เช่นนี้
✅*แม้นปัจจุบันชาติอาจจะไม่ร่ำรวย
แต่ก็จักมีความสุข จากสุจริตธรรมที่ตนได้รักษามา เราก็อุ่นใจ
ไปไหนก็สบายใจ ..
เตือนสติตนไว้
ว่าชีวิตนี้น้อยนัก สั้นจริง ๆ
" โลกนี้ก็แค่สถานที่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานเราก็ต้องทิ้งร่างซากจากไป... "
แต่
ทรัพย์ภายในคือบุญ จะติดสอยห้อยตามท่านไปทุกหนแห่ง
อำนวยในภพต่อ ๆ ไปที่จะต้องไปเกิด
ถ้าพลาดไปเกิดอบายภูมิเป็นสัตว์เดรัจฉาน
อย่างน้อยก็คงมีบุญได้เป็นสัตว์ไอดอล อย่างหมูเด้ง
หรือแมวหมาที่เขาเลี้ยงไว้อย่างดีแล้วเป็นต้น..
ทรัพย์สินภายนอกคือความร่ำรวยนั้น สามารถอำนวยทั้งความสุข+ความทุกข์ก็ได้
คนมีมากอาจกินไม่เลือก กินตามใจปาก จนเป็นโรคจากการกินก็มี
หรือ
มีเงินซื้อสร้อยทอง แต่งตัวหรูดูดี ก็อาจมีคนมาจี้ปล้น ลักขโมยฉ้อโกงเงินได้
หรือ
มีเงินซื้อรถหรูราคาแพงแรงม้าเยอะ แต่ขับด้วยความคึกคะนองเป็นเป็นเหตุให้ตนและผู้อื่เสียทรัพย์หรือเสียชีวิตไปเลยก็มีเป็นต้น..
แต่
บุคคลส่วนมากก็ยังอยากเกิดมาร่ำรวย อีกต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าโลกที่ตนอยู่นั้น
ท่านอาจร่ำรวย แต่ภัยทางโลกต่าง ๆ ที่ความร่ำรวยห้ามไม่ได้ เช่นภัยน้ำท่วม โรคระบาด แผ่นดินไหว ภัยสงคราม หรือภัยคือชรา มรณะ ฯลฯ
ก็สามารถนำทุกข์ให้ท่านได้เช่นกัน
*เพราะฉะนั้นคนส่วนมากจึงจมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์นั่นเอง..
บุคคลผู้ฝึกให้ระงับความชั่ว ทำความดีได้ ใจย่อมใสสบาย
ลดความโลภ ไร้บาปกรรมมาครอบงำ
ย่อมมีสุข
และพร้อมจะทำความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ทานเราก็ให้ด้วยความยินดีบริจาค สละขาด
ศีลเราก็ยินดีในการรักษาให้บริสุทธิ์
เมื่อพื้นฐานดีแล้ว
เราย่อมภาวนาสมาธิให้ยิ่งขึ้นไปได้
เพราะการภาวนาเป็นการบำเพ็ญบุญกุศลอย่างสูง
ถ้าใครใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว
แม้นกำลังสวดมนต์อยู่ก็อาจสบถ ร้อนใจ ไม่สงบได้
วิธีที่ ๓
การประคองจิต
จะเป็นผลต่อเนื่องจากการรักษาศีล ฝึกจิตให้สบาย
ส่วนมากจะเป็นผู้ที่รักษาศีล ละบาปมาแล้ว
คือรู้จึกระลึกถึงบุญกุศลให้ใจอิ่ม ใจสบาย
พร้อมน้อมสติเข้าไปประคองจิตให้สงบอยู่ภายใน
จิตก็สงบอยู่ได้
และใช้สติประคองจิตต่อเนื่อง ไม่ให้ใจวอกแวกไปทางอื่น
✅*ถ้าจิตสงบแล้ว แต่ไม่มีสติประคองไว้
จิตก็จักถอนจากสมาธิแล้วก็ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป...
ในบางท่านอาจจะเข้าภวัง คือ หลับไปเลยก็มี
เมื่อใจฟุ้งซ่านล่องลอยไปแล้ว ปัญญาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อไม่มีปัญญาแล้ว ก็ไม่มีวิธีเอาตัวรอดจากทุกข์นั้น ๆ ได้
**เพราะการเจริญสติภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญานั้น ย่อมแก้ไขปัญหาชีวิตได้
ต้องประคองจิต มีสติรักษาใจให้สม่ำเสมอ ไม่ให้ล่องลอยหลับไป
หาวิธีทำให้ใจสงบข่มใจลงได้
แล้วจึงเพ่งสติ เข้าไปหาดวงจิต
อย่างการมาวัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งปัดกวาดเช็ดถูดูแลศาลาจัดสถานที่
หรือการทำงานในชีวิตประจำวัน
**เราย่อมเจอสิ่งสอบจิต กระทบใจเป็นธรรมดา
นั่นถือว่าเป็นการสอบอารมณ์โดยแท้ว่าเรามีสติประคองจิต รักษาใจได้หรือไม่
หากจิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว
ไม่ว่าอารมณ์ทั้งยินดี ยินร้ายมากระทบ เราก็ไม่หวั่นไหว จิตตั้งมั่นอยู่ได้
นี้คือวิธี อุบายฝึกจิตทั้ง ๓ ประการ
อันบุญกุศลนั้นไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ..
สะสมได้ ใช้แล้วก็ย่อมหมดไปเป็นธรรมดา
เราจึงควรทำบุญบ่อย ๆ แม้นไม่ทันใช้ในชาตินี้
ก็เพื่อให้เราได้ละลึกนึกถึงบุญได้อยู่เสมอ ๆ
เพื่อให้ใจมีปรีติ สุข ฟูฟ่อง
เพราะจิตที่มีความสุขนั้นจะทำสมาธิได้ง่าย
พร้อมที่จะสร้างกุศลขั้นสูงต่อไป
ใช้สติประคองใจให้เป็นกลาง ไม่ให้เสื่อมจากความสงบ
มีจิตเสมือนอุ้มบาตรเต็มด้วยน้ำมัน
เสมือนโคแก่ตาบอดอยู่ในซอกเขา..
เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว
✅ปัญญาก็จักเกิดขึ้น
จะมองเห็นทุกข์
เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ตามความเป็นจริง
อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้...
ดังแสดงมา