พจนานุกรมบาลี-ไทย วัดพระราม๙

พจนานุกรมบาลี-ไทย วัดพระราม๙ เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพจัดพิมพ์พจนานุ?

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดสตูลสตูล สโตย หรือกระท้อนเป็นนครชายทะเลเสน่หาหรือเมืองพระสมุทรเทวาเทวดาปกป้องคุ้ม...
12/09/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดสตูล

สตูล สโตย หรือกระท้อน
เป็นนครชายทะเลเสน่หา
หรือเมืองพระสมุทรเทวา
เทวดาปกป้องคุ้มครองภัย

ดูสะอาดเรียบง่ายหลายสถาน
ดูชื่นบานทั่วทิศจิตแจ่มใส
ดูสตูลคนนิยมชมทั่วไป
ดูปักษ์ใต้สุดบรรยายมิหน่ายเลยฯ

"สตูล" มาจากคำภาษามาลายูว่า "สโตย"
"สโตย" แปลว่า กระท้อน อันเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ชุกชุมในท้องที่เมืองนี้ ซึ่งต่อมาได้รับการตั้งสมญานามเป็น ภาษามาลายูว่า "นครสโตยมำบังสการา”

"นครสโตยมำบังสการา”
แปลเป็นภาษาไทยว่า “เมืองแห่งพระสมุทรเทวา”

“พระสมุทรเทวา”
อ่านว่า พะ-สะ-มุด-เท-วา
แปลว่า เทวดาปกป้องคุ้มครองภัย
ประกอบด้วย พระ + สมุทร + เทวา

“พระ”
“พระ” ภาษาบาลีว่า “วร”
“วร” บาลีอ่านว่า วะ-ระ
“วร” แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะอันบุคคลปรารถนา” เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า ประเสริฐ, วิเศษ, เลิศ, อริยะ

“วร” แปลง ว เป็น พ เป็น “พร” เป็นคำไทย

“พร” อ่านว่า พอน
“พร” เป็นคําแสดงความปรารถนาให้ประสบสิ่งที่เป็นสิริมงคล เช่น ให้พร ถวายพระพร, สิ่งที่ขอเลือกเอาตามประสงค์ เช่น ขอพร

“สมุทร”
“สมุทร” เป็นคำยืมมาจากสันสกฤต “สมุทฺร”
“สมุทฺร” ภาษาบาลีว่า “สมุทฺท”
“สมุทฺท” อ่านว่า สมุด-ทะ
“สมุทฺท” เขียนแบบไทย “สมุททะ”
“สมุททะ” มาจาก สํ บทหน้าแปลว่า เสมอ ผสมกับ “อุทะ“ รากศัพท์ แปลว่า เต็ม (สํ + อุทะ = สมุทะ) แปลงว่า เต็มเสมอ แปลตามศัพท์ว่า ทำน้ำให้เต็มเสมอด้วยชายฝั่ง หมายถึง ทะเลลึก ชื่อเรียกทะเลขนาดใหญ่ มหาสมุทร

“เทวา”
“เทว” เป็นทั้งคำบาลีสันสกฤต
“เทวา” ภาษาบาลีว่า “เทว”
“เทว” อ่านว่า เท-วะ
“เทว” แปลตามศัพท์ว่า
(1) “ผู้รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ของตน”
(2) “ผู้เพลิดเพลินด้วยเบญจกามคุณ”

“เทว” แปลง ว เป็น พ เป็นคำไทย “เทพ”

“เทว” หรือ “เทพ” เขียนเป็นโรมัน “deva”
“เทพ” แปลว่า ชาวฟ้า ชาวสวรรค์ ถ้าเป็นเพศหญิงจะเป็น เทวี เทพี เทฺยาสฺ (dyaus) เป็นคำร่วมเชื้อสาย(Cognate) เดียวกับ Zeus, Jupiter (Djous patēr) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า (Daylight-sky god)ในภาษากรีกและละติน คำในภาษายุโรปที่มีความหมายนี้ เช่น day divine diva ภาษาอิตาเลียนซึ่งแปลว่าสตรีเทพ (Goddess)ใช้ในภาษาอังกฤษ หมายถึงศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในภาษาไทย คำว่า “เทพ” ก็ใช้เป็นคำสแลงเรียกผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

จังหวัดสตูลเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม และยังตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลอันดามันมีเกาะแก่งที่สวยงาม อุดมด้วยธรรมชาติป่าเขาที่สมบูรณ์ สตูลจะเป็นจังหวัดที่น่าสนใจ เพราะทั้ง ‘เฉียด’ กับการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และ ‘เฉี่ยว’ กับเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ที่แม้บางแหล่งท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็เป็นความเสียหายเพียงเล็กน้อย มีเกาะสวยๆที่กำลังไต่อันดับความนิยมอยู่ในลำดับต้นๆ อย่าง เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะเภตรา เกาะบุโหลน เหล่านี้ คือส่วนหนึ่งของจังหวัดสตูล

สตูลมีอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย นั่นก็คือ“อุทยานแห่งชาติตะรุเตา”ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 51 เกาะ ได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกแห่งอาเซียน เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์ สัตว์ป่า และสัตว์ทะเลนานาชนิด

เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ “เกาะตะรุเตา” ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด เคยเป็นทั้งสถานที่กักกันนักโทษการเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องของความโหดร้ายทารุณ และยังมีเรื่องราวของโจรสลัดตะรุเตาที่น่ากลัวคอยปล้นสะดมเรือสินค้าที่ผ่านไปมาในน่านน้ำบริเวณช่องแคบมะละกา

อุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่มีความสวยงามและน่าท่องเที่ยวอีกแห่งของสตูล คือ “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา” ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกา ทะเลอันดามัน ในคาบสมุทรอินเดียทางฝั่งตะวันตกของไทย มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ คือ “เกาะบุโหลน” ซึ่งเป็นเกาะที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘มุกใหม่แห่งอันดามัน’ มีหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลสวยใสสวย มีจุดดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกกระจายอยู่หลายจุด ใต้ท้องทะเลอุดมไปด้วยปะการังหลากสี ในตอนกลางคืนบริเวณชายหาดมีปูเสฉวน ปูลม ให้ดู และยังเป็นจุดดูพระอาทิตย์ตกที่สวยงามจุดหนึ่งด้วย

สตูลยังมีชนอีกกลุ่มที่น่ารู้จัก นั่นคือ“ซาไก” ชาวป่าที่เราคุ้นเรียกว่า ‘เงาะป่า’ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตพื้นที่ อ.ทุ่งหว้า และ อ.ควนโดน ชาวซาไกมีความจำดีช่างสังเกต ชำนาญในการบุกป่าและวิ่งเร็ว ลักษณะนิสัยร่าเริง ชอบความสนุกสนาน ชอบเสียงดนตรี กลัวผี กินเก่ง กินจุ ชาวซาไกไม่ชอบอาบน้ำเพราะเชี่อว่าการอาบน้ำชำระร่างกาย จะทำให้กลิ่นป่าหายไปการออกล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารจะไม่ได้ผล

ซาไกในสมัยก่อนจะนุ่งห่มใบไม้และเปลือกไม้ จนเมื่อได้ติดต่อกับชาวบ้านหรือคนเมืองมากขึ้นจึงเริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นนุ่งเสื้อผ้า รวมถึงวิถีความเป็นอยู่ต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนตามยุคสมัย กลายมาเป็นคนเมืองมากขึ้น ซึ่งถ้าหากใครมีโอกาสผ่านไปเที่ยวหรือแวะเยี่ยมเยือนพวกเขา ก็อย่าได้มองซาไกเป็นเหมือนสินค้าทางการท่องเที่ยว แต่ให้มองด้วยความเข้าใจว่าพวกเขาก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง

ตราประจำจังหวัด
รูปพระสมุทรเทวาสถิตอยู่บนแท่นหินกลางทะเล
เบื้องหลังมีรัศมีพระอาทิตย์อัสดง
พระสมุทรเทวา คือ เทวดาผู้ปกป้องรักษามหาสมุทร
บัลลังค์หิน คือ วิมารของเทวดา
พระอาทิตย์อัสดง คือ ฝั่งทะเลตะวันตก หรือมหาสมุทรอินเดียนั่นเอง

คำขวัญประจำจังหวัด
“สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์”

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดสงขลาสงขลาหรือสิงขรนครเก่าปักษ์ใต้เราชายหญิงเรียกสิงหลาสิงหนครแกร่งแรงศักดาหมายคว...
12/09/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดสงขลา

สงขลาหรือสิงขรนครเก่า
ปักษ์ใต้เราชายหญิงเรียกสิงหลา
สิงหนครแกร่งแรงศักดา
หมายความว่าเขาใหญ่ยิ่งสิงห์ยืนยัน

เคยรุ่งเรืองเป็นเมืองปราการแกร่ง
ชุมทางแห่งการค้าพาสุขสันต์
ยังตระหง่านสะท้านทั่วถิ่นครัน
เรียกเพี้ยนกันสงขลาชวนมาชมฯ

“สงขลา”
“สงขลา” อ่านว่า สง-ขา
“สงขลา” ภาษาบาลีว่า “สิงขระ”

“สิงขระ” อ่านว่า สิง-ขะ-ระ
“สิงขระ” เป็นคำบาลีสันสกฤต
“สิงขระ” ภาษาไทยว่า “สิงขร”

“สิงขร” อ่านว่า สิง-ขอน
“สิงขร” แปลว่า ภูเขา
“สิงขร” เป็นคำยืมมาจากบาลีสันสกฤต
เดิมบาลีสันสกฤตใช้คำว่า “สิขร” เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย จึงเพิ่มเสียงพยัญชนะสะกดลงในพยางค์แรกเป็นคำว่า “สิงขร”

บางท่านบอกว่า “สงขลา”
มาจากคำบาลีว่า “สังขะ”
“สังขะ” ภาษาบาลี “สังข์”
“สังข์” สันสกฤตว่า “ศงฺข” Shankha
“สังข์” หมายถึง หอยทะเลกาบเดียว มีเปลือกสีขาว ใช้สำหรับหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลา

บางท่านบอกว่า “สงขลา”
มาจากคำว่า “สังฆรา” ออกเสียงแบบเขมรว่า “ซ็องเคียะเรีย” หมายถึง พายุ ใหญ่ เข้าใจว่าชาวเขมรมาถึงสงขลาขณะเกิดลมพายุ สอดคล้องกับชื่อหาดทราย ริมทะเลสาบสงขลา คือ ”หาดสมิหรา”

“สมิหรา” บาลีว่า “สมิระ”
“สมิระ” หมายถึง ลดพัดหรือกระแสลม

จังหวัดสงขลา
ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยมาแต่สมัยโบราณ มีชุมชนโบราณและเมืองเก่าแก่มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนบธรรมเนียมประเพณี และการละเล่นพื้นเมือง ศิลปะพื้นบ้านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสงขลา เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับ-เปอร์เซีย ระหว่าง ปี พ.ศ.1993-2093 ในนามของเมืองซิงกูร์ หรือ ซิงกอร่า แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ของนายกิโลลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองสงขลา ว่า "เมืองสิงขร" จึงมีการสันนิษฐานว่า คำว่า สงขลา เพี้ยนมาจากชื่อ "สิงหลา" (อ่าน สิง-หะ-ลา) หรือสิงขร

เหตุผลที่สงขลามีชื่อว่า “สิงหลา” แปลว่าเมืองสิงห์ โดยได้ ชื่อนี้มาจากพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อินเดีย แล่นเรือมาค้าขาย ได้เห็นเกาะหนู เกาะแมว เมื่อมองแต่ไกล จะเห็นเป็นรูป สิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ชาวอินเดีย จึงเรียกเมืองนี้ว่า “สิงหลา”ส่วนไทยเรียกว่า เมืองสทิง เมื่อมลายูเข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองสทิง ก็เรียกว่า เมืองสิงหลา แต่ออกเสียงเพี้ยนเป็นสำเนียงฝรั่งคือ เป็น ซิงกอร่า (Singora) ไทยเรียกตามเสียงมลายูและฝรั่งเสียง เพี้ยนเป็นสงขลา อีกเหตุผลหนึ่งอ้างว่า สงขลา เพี้ยนมาจาก "สิงขร" แปลว่า ภูเขา โดยอ้างว่าเมืองสงขลาตั้งอยู่ บริเวณเชิงเขาแดง ต่อมาได้มีการพระราชทานนาม เจ้าเมืองสงขลาว่า "วิเชียรคีรี" ซึ่งมีความหมายสอดคล้อง กับลักษณะภูมิประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ว่า "สงขลา" เดิมชื่อ “สิงหนคร” (อ่านว่า สิง-หะ-นะ-คะ-ระ) เสียงสระอะอยู่ท้าย มลายูไม่ชอบ จึงเปลี่ยนเป็น (สระอา) และชาวมลายูพูดลิ้นรัวเร็วตัด “หะ” และ “นะ” ออก คงเหลือ สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น “ซิงคะรา” หรือ “สิงโครา” จนมีการเรียกเป็น “ซิงกอรา”

ตราประจำจังหวัด
รูปหอยสังข์บนพานแว่นฟ้า
หมายถึง รูปหอยสังข์ซึ่งยังค้นหา หลักฐานของความหมายได้ไม่แน่ชัด แต่บุคคลบางคนบอก
ที่มาของตราประจำจังหวัดนี้ว่า เดิมเคยเป็นตรากระดุมเสื้อฉลองพระองค์ ของกรมหลวงสงขลานครินทร์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุยเดชวิกรมบรมชนกนาถ ต่อมากรมศิลปากร ออกแบบตราสังข์
ใช้เป็นเครื่องหมายตราจังหวัดสงขลา

คำวัญประจำจังหวัด
“นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้”

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดสกลนครสกลนคร คนนิยมชื่นชมนักเป็นประจักษ์เคยรุ่งเรืองเมืองหนองหานคนคับคั่งครั้งยุค...
12/09/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดสกลนคร

สกลนคร คนนิยมชื่นชมนัก
เป็นประจักษ์เคยรุ่งเรืองเมืองหนองหาน
คนคับคั่งครั้งยุคขอมโบราณ
อยู่อีสานแดนทองของชาวไทย

“สกลนคร”
อ่านว่า สะ-กน-นะ-คอน
แปลว่า นครแห่งนครทั้งปวง
ประกอบด้วย สกล + นคร

“สกล”
“สกล” บาลีอ่านว่า สะ-กะ-ละ
“สกล” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่เป็นไปพร้อมกับส่วนย่อยทั้งหลาย” หมายถึง ทั้งหมด, ทั้งปวง, ทั้งสิ้น, ทั่วไปหมด

“สกล” ภาษาไทยอ่านว่า สะ-กน
“สกล” เป็นคำแผงมาจากสันสกฤต
“สกล” มีรากศัพท์เดียวกับ “สากล”

“สากล”
“สากล” หมายถึง เป็นที่นิยมทั่วไป, ปฏิบัติกันทั่วไปในนานาประเทศ เช่น เครื่องแต่งกายชุดสากล, สามัญหมายถึงแบบซึ่งเดิมเรียกว่า ฝรั่ง เช่น มวยฝรั่ง เรียก มวยสากล, ใช้แทนคํา “ระหว่างประเทศ” ก็มี เช่น สภากาชาดสากล น่านน้ำสากล

“นคร”
“นคร” บาลีอ่านว่า นะ-คะ-ระ
“นคร” เป็นทั้งคำบาลีและสันสกฤต
“นคร” มีรากศัพท์มาจาก
“นค” หมายถึง อาคารสูง + ร
นค + ร = นคร แปลตามศัพท์ว่า “ที่ที่มีปราสาทเป็นต้น”

“นคร” ความหมายเดิมในบาลีหมายถึง ป้อม, ที่มั่น, ป้อมปราการ ต่อมาจึงหมายถึง นครหรือเมือง ที่มีป้อมค่าย

“นคร” ภาษาอังกฤษ City

“นคร” มีรากศัพท์เดียวกันกับ “นาคร”
“นาคร” บาลีอ่านว่า นา-คะ-ระ
“นาคร” แปลว่า “ชาวนคร”
“ชาวนคร” ภาษาอังกฤษ Citizen

ประวัติความเป็นมาจังหวัดสกลนคร
สกลนคร เป็นแหล่งธรรมะ(ดินแดนแห่งธรรม) มีปูชนียสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง เช่น พระธาตุเชิงชุม พระธาตุดูม พระธาตุนารายณ์เจงเวง พระธาตุศรีมงคล พระธาตุภูเพ็ก และมีพระเกจิอาจารย์ดังที่เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม และหลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี เป็นต้น

สกลนครเดิมชื่อ เมืองหนองหานหลวง แห่งอาณาจักรขอมโบราณ โดยขุนขอมราชบุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร ซึ่งได้อพยพครอบครัวและบ่าวไพร่มาจากเมืองเขมร มาสร้างเมืองใหม่ที่ริมหนองหานหลวง บริเวณท่านางอาบ ปัจจุบันเรียกว่าท่าศาลา อำเภอโคกศรีสุพรรณ มีเจ้าปกครองเรื่อยมาจนสิ้นสมัยพระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เมื่อเกิดฝนแล้งทำให้ราษฎรอพยพไปเมืองเขมร เมืองหนองหานหลวงจึงร้างอยู่ระยะหนึ่ง ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อสกลนครอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้าง จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “เชียงใหม่หนองหาน” หรือเมืองสระหลวงหลังจากนั้นเมืองสกลนคร คงอยู่ใต้การปกครองกันไปมา ระหว่างอาณาจักรล้านช้างกับอาณาจักรสุโขทัย และไม่ค่อยมีบทบาททางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นนัก จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้คนกระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็กๆทำมาหากินตามริมหนองหาน จ่ายส่วย อากรให้เจ้าแขวงประเทศราชศรีโคตรบอง เพื่อถวายต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองให้แก่ราชธานีกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

จนมาถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยครอบครัวมาตั้งบ้านเมืองดูแลรักษาองค์พระธาตุเชิงชุม จนมีผู้คนมากขึ้นแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุมเป็น เมืองสกลทวาปี โดยแต่งตั้งให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์เป็นพระธานี เจ้าเมืองสกลทวาปีคนแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2369 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าเมืองสกลทวาปีไม่ได้เตรียมกำลังป้องกันเมือง เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพมาตรวจราชการเห็นว่าเจ้าเมืองกรมการไม่เอาใจใส่ต่อบ้านเมือง ปล่อยให้ข้าศึก (ทัพเจ้าอนุวงศ์) ล่วงล้ำไปเมืองนครราชสีมาได้โดยง่าย จึงสั่งให้นำตัวพระธานีไปประหารชีวิตที่หนองทรายขาว พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนในเมืองสกลทวาปีไปอยู่ที่เมืองกบินทร์บุรีบ้าง เมืองประจันตคามบ้าง ให้คงเหลือรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมแต่เพียงพวกเพี้ยศรีคอนชุม ตำบลธาตุเชิงชุม บ้านหนองเหียน บ้านจานเพ็ญ บ้านอ่อมแก้ว บ้านธาตุเจงเวง บ้านพราน บ้านนาคี บ้านวังยาง และบ้านพรรณา รวม 10 ตำบล เพื่อให้เป็นข้าปฏิบัติพระธาตุเชิงชุมเท่านั้น

ในสมัยต่อๆ มาได้มีราชวงศ์คำแห่งเมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ขอสร้างบ้าน แปงเมืองขึ้นใหม่ที่เมืองสกลทวาปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์คำเป็นพระยาประเทศธานี (คำ) ในตำแหน่งเจ้าเมืองสกลทวาปี และทรงเปลี่ยนนามเมืองใหม่เป็น เมืองสกลนคร ตั้งแต่บัดนั้นมา จนถึง พ.ศ. 2435 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปกครองเมืองสกลนคร จึงเปลี่ยนเป็นรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคมณฑลเทศาภิบาล โดยส่วนกลางส่งพระยาสุริยเดช (กาจ) มาเป็นข้าหลวงเมืองสกลนครคนแรก และมีพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก

ตราประจำจังหวัด
เป็นรูปเจดีย์พระธาตุเชิงชุม ที่เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่โบราณ เพราะเชื่อกันว่าเจดีย์นี้ก่อขึ้นเพื่อสวมรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัป คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และ โคตมะ

คำขวัญประจำจังหวัด
“พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม”

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดศรีสะเกษศรีสะเกษ หมายถึงหัวทั่วเส้นผมอันอุดมสง่างามนามยิ่งใหญ่ล้วนบรรดาแดนปราสาทข...
02/09/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ หมายถึงหัวทั่วเส้นผม
อันอุดมสง่างามนามยิ่งใหญ่
ล้วนบรรดาแดนปราสาทขอมวิไล
หอมกระเทียมดีเด่นได้ให้ชวนชม

มีสวนสมเด็จสถานสำราญรื่น
ยังดาษดื่นดงลำดวนชวนสวยสม
หลากล้วนวัฒนธรรมนำรื่มรมย์
ชวนชื่นชมเลิศล้ำค่าสามัคคี

“ศรีสะเกษ”
อ่านว่า สี-สะ-เกด
หมายถึง หัวทั่วเส้นผม
ประกอบด้วย ศรีสะ + เกษ

“ศรีสะ”
“ศรีสะ” ในที่นี้หาได้หมายความว่า “หัว”
โดยทั่วไปจะเห็นคำว่า “ศรี” ที่มี (สระอี) วางอยู่บน
ตัว (ร.เรือ) ประสมกับคำอื่นๆ เช่น ศรีเมือง ศรีอยุธยา
ศรีรัตนตรัย ศรีนครินทร์ ฯลฯ รวมถีง “ศรีสะเกษ”

“ศรี” คำนี้มาจากคำบาลีสันสกฤต
แปลว่า รุ่งเรือง งาม เจริญ

ขณะที่คำว่า “ศีรษะ” ที่แปลว่า หัวคน
มี (สระอี) วางอยู่บน (ศ.ศาลา) ตัวแรก

“ศีรษะ” เป็นคำสันสกฤต “ศีรฺษ”
“ศีรฺษ” อ่านว่า “สี-ระ-สะ”

“ศีรษะ” เป็นคำที่เขียนอิงสันสกฤต
“ศีรษะ” บาลีเป็น “สีส” อ่านว่า “สี-สะ”

“สีส” ในบาลี (สระอี) อยู่บน “ส”
“ศีรฺษ” ในสันสกฤต (สระอี) ก็อยู่บน “ศ”
ไม่ได้อยู่บน “ร” ถ้าเขียนเป็นภาษาไทย
“ศีรษะ” (สระอี) จะอยู่บน “ศ”

“เกษ”
“เกษ” ไม่ใช่คำบาลีสันสกฤต
“เกษ” ถ้าเป็นคำบาลีคือ “เกส”

“เกส” อ่านว่า “เกด”
“เกส” สันสกฤตว่า “เกศ”
“เกศ” อ่านว่า “เกด-สะ”
หมายถึง ผม ในบทกลอนหมายถึง หัว

“หัว” ภาษาอังกฤษ Head
“Head” อ่านว่า “เฮด”
“เฮด” ออกเสียกคล้ายกับ “เกด”
มีความหมายแฝงว่า “หัว” เหมือนกัน

คำว่า “ศรีสะเกษ” แปลว่าอะไร มีที่มาอย่างไร ?
เรื่องเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อหลายปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่ทำให้เป็นจุดเริ่มต้น มาจากที่เราเขียนคำว่า “ศรีษะ” ผิดไปเป็น “ศีรษะ”

เลยจะมาอธิบายให้เขียนถูก โดยหยิบเอาคำว่า “ศรีสะเกษ” มาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างในการวางตำแหน่ง (สระอี) กับคำว่า “ศีรษะ”

2 คำนี้มีคำที่ออกเสียงเหมือนกัน 2 พยางค์
ศีรษะ อ่านว่า (สี-สะ)
ศรีสะเกษ อ่านว่า (สี-สะ) เกด

ชื่อจังหวัดศรีสะเกษ ที่ยกเอาตัว ศ ส ษ ทั้ง 3 ตัว
มารวมกันอยู่ในหนึ่งคำ ที่เขียนต่างกันแต่ออกเสียง “ส” เหมือนกันหมด จึงทำให้เราสับสนไม่ค่อยแน่ใจกับการเขียนชื่อจังหวัดศรีสะเกษนี้กันทุกครั้ง แต่มักจะเขียนเป็น “ศีรษะ” กันผิดอยู่บ่อยครั้ง และไม่รู้จะว่างตัว “ส” กับ “ษ” ที่ตรงไหน

รูปศัพท์ซ้อนความหมาย “ศีรษะ + เกษ” จึงถูกแปลเอาสนุกเชิงเหยียดหยันเป็นจังหวัด “สองหัว” มีจินตภาพโยงกบฏผีบุญ (กบฏผู้มีบุญอีศาน) และการทะเลาะใส่ความกันของผู้นำถิ่นในอดีต ทำให้รัฐบาลกลางกรุงเทพฯต้องมาปราบหรือตัดสินหลายคดี

“ศรีสะเกษ” โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ อธิบายไว้ ดังนี้ “ศีรษะ” (สระอีบน ศ ศาลา) คือ “หัว” แต่มักเขียนผิดเป็น “ศรีษะ” ซึ่ง “ศีรฺษ” คำสันสกฤต อ่าน สี-ระ-สะ ออกครึ่งเสียง แต่เราออกเสียงอย่างแขกไม่ได้จึงเป็น “สี-สะ”

ส่วน “เกษ” บาลีก็ไม่ใช่ สันสกฤตก็ไม่เชิง บาลีเขียน “เกส” สันสกฤตเขียน “เกศ”
“เกษ” ษ ฤษี จึงเป็นเขียนแบบไทยๆ คล้ายแขก เช่นเดียวกับ “เกสร” คนเก่านิยมเขียน “เกษร”
“ศรีสะเกษ” ไม่น่าจะหมายความว่า “หัว” ท่านจึงเขียนเป็น “ศรีสะเกษ”
ความเห็นของ ศ.จำนงค์ ละเลยพระราชโองการรัชกาลที่ ๑ แรกตั้งจังหวัดซึ่งเขียน “ศีร์สะเกษ”

ส่วนไวยากรณ์ลาว คำบาลี สันสกฤต จะถูกลดรูปลดเสียง สะกดตรงๆ อย่างเรียบง่าย ไม่มีควบกล้ำ ไม่มีการันต์ เช่น พระมหากษัตริย์ไชยเชษฐาธิราช แบบลาวเขียน พะมหากะสัดไชยเชดถาทิราช, เวียงจัน(จันทน์), อาทิด(ทิตย์), อัดสะจัน(อัศจรรย์) ดังนั้น ศีรสะเกษ เป็น “สีสะเกด” จึงไม่แปลกที่ วัดสีสะเกด เวียงจัน ลดรูปจาก ศีร(ศรี)+การะเกด, ศรี+สระเกศ หรือจากคำใด

จารึกบนปราสาทพระวิหารมีคำว่า “ศีรศิขเรศวร” (อิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา) เทวาลัยสำคัญที่กษัตริย์จะทำพิธีกัลปนาถวายแรงงานรับใช้เทพศิวะ กับตั้งชุมชนอยู่ใกล้ๆ คนสมัยนั้นอ่านจารึกได้แน่ๆ และใช้คำนี้เรียกโบราณสถานแห่งนี้
เมื่อเนิ่นนานไปลัทธิเสื่อมลง คนรุ่นถัดมาสำเนียงไม่มีควบกล้ำเรียกเป็น “สีสิขะเรดสวน” กร่อนเหลือ “สีสิขะเกรด, สีสิกะเรด” ภาษาปากนี้ถ่ายทอดหลายชั่วคนซึ่งอ่านจารึกไม่ได้แล้ว จึงกร่อนเป็น“สีสะเกด” ครั้นรัฐสยามเขียนเลียนเสียงในรูปแบบสันสกฤตจึงเพี้ยนเป็น “ศรีสะเกษ”

ตราประจำจังหวัด
ตราประจำจังหวัดศรีสะเกษ เป็นรูปปราสาทหิน 7 ชั้น และดอกลำดวน มีใบ 6 ใบ

ปรางค์กู่ หมายถึง ปราสาทหิน และปรางค์กู่ ที่มีอยู่จำนวนมากในจังหวัด เช่น ปราสาทหินสระกำแพงน้อย ปราสาทหินสระกำแพงใหญ่และปรางค์กู่ จนได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งปราสาท

ดอกลำดวน หมายถึง ซื่อเดิมที่ปรากฏในตำนานเมือง คือ เมืองศรีนครลำดวน

ใบลำดวน 6 ใบ หมายถึง การก่อตั้งจังหวัดครั้งแรกมี 6 อำเภอ คือขุขันธ์ กันทรลักษ์ อุทุมพรพิสัย กันทรารมย์ ราษีไศล และเมืองศรีสะเกษ

คำขวัญประจำจังหวัด
“แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี
มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน
หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี”

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดราชบุรีราชบุรีเมืองราชามหากษัตริย์มีประวัติเก่าก่อนตอนเล่าขานเคยรุ่งเรืองวัฒนามาช...
13/05/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดราชบุรี

ราชบุรีเมืองราชามหากษัตริย์
มีประวัติเก่าก่อนตอนเล่าขาน
เคยรุ่งเรืองวัฒนามาช้านาน
เป็นหน้าด่านปกป้องพ้นผองภัย

มีคนสวยโพธารามงามน่ารัก
คนงามนักบ้านโป่งแสนสดใส
เมืองโอ่งมังกรขายดีทุกที่ไกล
วัดขนอนหนังใหญ่ได้ชื่นชม

ตื่นใจถ้ำงามตามธรรมชาติ
อีกท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสม
เพลินค้างคาวร้อยล้านตระการนิยม
ย่านยี่สกปลาดีชมอุดมดีฯ

“ราชบุรี”
อ่านว่า ราด-บุ-รี หรือ ราด-ชะ-บุ-รี
แปลว่า เมืองพระราชา
ประกอบด้วย ราช + บุรี

“ราช”
“ราช” บาลีอ่านว่า รา-ชะ
“ราช” มีรากศัพท์เดียวกับ “ราษฏร”
แต่มีความหมายที่แตกต่างกัน

“ราษฏร”
“ราษฏร” เป็นคำสันสกฤตคือ “ราษฺฏฺร”
“ราษฺฏฺร” หมายถึง ประชาชน
“ราษฏร” ภาษาบาลีคือ “รฏฺฐ”
“รฏฺฐ” หมายถึง แว่น แคว้น หรือ ประชาชนผู้อาศัย
“รฏฺฐ” ภาษาไทยใช้ “รัฐ”

“ราช” ในภาษาสันสกฤตมี 3 คำ
(1) “ราช” (rāja) ราชา ,ราชะ
(2) “ราชนฺ” (rājan) ราชัน
(3) “ราชฺ” (rāj) ราช
แต่ละคำนั้นต่างกันตรงเสียงท้าย

“ราช” ภาษาอังกฤษว่า “king”
“ราช” ในภาษาละตินว่า “rex”
“rex” แปลว่า พระมหากษัตริย์
“rex” ภาษาละติน ใช้คำย่อตัว “R“
แปลว่า พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน
ใช้หน้าคำจะหมายถึง เป็นของพระเจ้าแผ่นดินหรือเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน เช่น “ราชการ”

“บุรี”
“บุรี” ภาษาบาลี “ปุร”
“ปุร” อ่านว่า ปุ-ระ
“ปุร” แปลว่า เมือง

“ปุระ” ภาษาสันสกฤตใช้ “pura”
“ปุระ” ภาษากรีก “Polis”
มีความหมายเดียวกับ “buri” หรือ “bury”

“buri” หรือ “bury” มีรากศัพท์มาจาก "Prussian"

"Prussian" ปรัสเซีย หรือ พร็อยเซิน
“ปรัสเซีย หรือ พร็อยเซิน” ภาษาเยอรมัน (Preußen) หรือ “โบรุสซีอา” ในภาษละติน Borussia
โบรุสซีอา คือรัฐที่รุ่งเรืองที่สุดในบรรดารัฐทั้งหลายของชนชาติเยอรมัน แปลว่า เมือง เช่นกัน

คำศัพท์ที่มีรากเดียวกับคำว่า “บุรี” ยังมีอีกมากมาย
เช่น
ประเทศอินเดีย เมือง Jaipur, Udaipur,
Khanpur, Vatapura, Rajwapura

ในปากีสถานมี Shikar Pur

สิงคโปร์มี Singapore = Singh + pur
“Singapore” ภาษาสันสกฤต "city of the lion"

ประเทศมาเลเซีย เมือง Kuala Lumpur

และ “borough” ยังมีรูปอื่นๆ เช่น
burg, burgh, ในประเทศสวีเดน นอร์เวย์
มีคำเรียกว่า “burg”ลงท้ายชื่อเมือง

Latin มีคำเรียกว่า “parcus”
Greek มีคำเรียกว่า “pyrgos”
แปลว่า fort, town ที่มีความหมายแฝงว่า
fortified แปลว่า แข็งแรง

ตัวอย่างชื่อเมือง เช่น St. Petersburg,
Pittsburgh, Hamburg, Middlesborough

ประวัติความเป็นมา
จังหวัดราชบุรีมีชื่ออันเป็นมงคลยิ่ง หมายถึง “เมืองพระราชา” ราชบุรีเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของประเทศไทย จากการศึกษาและขุดค้นของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีพบว่า ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลองแห่งนี้ เป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของคนหลายยุคหลายสมัยและมีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุมาก ทำให้เชื่อได้ว่ามีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคหินกลาง ตลอดจนได้ค้นพบเมืองโบราณสมัยทราวดีที่ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี พระบาทสมเด็จพระยุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ได้เคยดำรงตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีในสมัยกรุง ศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า เมืองราชบุรีเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญและเป็นสมรภูมิการรบหลายสมัย โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ยกทัพมาตั้งรับศึกพม่าในเขตราชบุรีหลายครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดคือสงครามเก้าทัพ

ต่อมาพ.ศ.2360 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างกำแพงเมืองใหม่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพ.ศ.2437 ได้ทรงเปลี่ยนการปกครองส่วนภูมิภาคโดยรวมหัวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกันตั้งขึ้นเป็นมณฑลและได้รวมเมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองปราณบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์ รวม 6 เมือง ตั้งขึ้นเป็นมณฑลราชบุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑล ณ ที่เมืองราชบุรีทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง (ปัจจุบันคือ ศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเก่า) ต่อมาในพ.ศ.2440 ได้ย้ายที่บัญชาการเมืองราชบุรีจากฝั่งซ้าย กลับมาตั้งรวมอยู่แห่งเดียวกับศาลาว่าการมณฑลราชุบรีทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง จนถึงพ.ศ.2476 เมื่อได้มีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑลทั้งหมด มณฑลราชบุรีจึงถูกยกเลิกและคงฐานะเป็นจังหวัดราชุบรีจนถึงปัจจุบัน

ตราประจำจังหวัด
รูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ 2 สิ่ง คือ 1.พระแสงขรรค์ชัยศรี ประดิษฐานอยู่บนบันไดแก้ว 2.ฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานทอง

คำขวัญประจำจังหวัด
คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนินเพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดยะลาอันยะลาเรียกว่าแหแต่ก่อนเก่าครั้งเจ้าเมืองคนแรกตั้งยังกล่าวขานใต้สุดแคว้นแดนส...
29/03/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดยะลา

อันยะลาเรียกว่าแหแต่ก่อนเก่า
ครั้งเจ้าเมืองคนแรกตั้งยังกล่าวขาน
ใต้สุดแคว้นแดนสยามเป็นตำนาน
ชายแดนผ่านเมืองน่าอยู่คู่โลกา

จุดศูนย์กลางใจเมืองรุ่งเรืองนัก
เป็นประจักษ์ความมุ่งมั่นอย่างหรรษา
สมกับชื่อเลื่องลือถิ่นเมืองยะลา
ล้วนก้าวหน้าก้าวไกลคู่ไทยเราฯ

“ยะลา”
คำว่า “ยะลา” เป็นภาษามลายู หรือสำเนียงภาษามลายูพื้นเมืองเรียกว่า “ยาลอ” แปลว่า "แห" ซึ่งเป็นคำยืมมาจาก ภาษาบาลีสันสกฤตว่า “ชาละ” หรือ “ชาลี”

“ชาลี”
“ชาลี” แปลว่า “ผู้มีข่าย”
“ชาลี” คำเดิมคือคำว่า “ชาล”
“ชาล” บาลีอ่านว่า ชา-ละ
“ชาล” มีรากศัพท์มาจาก (1) ชล ,(2) ชลา
“ชาล” หมายถึง ตาข่าย; ร่างแห, เครื่องกีดกัน ,หลุมพราง, การหลอกลวง

ประวัติจังหวัดยะลา
เหตุที่เรียกชื่อว่ายะลานั้นเพราะพระยาเมืองคนแรกได้ตั้งที่ทำการขึ้นที่บ้านยะลา และมีภูเขาลูกหนึ่งในเขตอำเภอเมืองยะลามีลักษณะเหมือนแหจับปลา โดยผูกจอมแหแล้วถ่างตีนแหไปโดยรอบ ผู้คนจึงเรียกภูเขานี้ว่า ยะลา หรือ ยาลอ แล้วนำมาตั้งนามเมือง จึงเป็นที่มาของจังหวัดยะลา คำว่า "ยะลา” มาจากภาษาพื้นเมืองเดิมว่า "ยะลอ” ซึ่งแปลว่า "แห”

ตามประวัติตั้งแต่สมัย สุโขทัยถึงตอนต้นกรุงรัตนโกสิทร์นั้น "เมืองยะลา” เป็นส่วนหนึ่งของเมืองมณฑลปัตตานี ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าให้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่ เป็นการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยออกประกาศข้อบังคับสำหรับการปกครอง ๗ หัวเมือง ร.ศ.๑๒๐ ซึ่งประกอบด้วย เมืองปัตตานี หนองจิก ยะหริ่ง สายบุรี ยะลา ระแงะ และเมืองรามัน ในแต่ละเมืองมีพระยาเมืองเป็นผู้รักษาราชการ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของข้าหลวงเทศภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ ได้มีการยุบเลิกมณฑลปัตตานี และได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน "เมืองยะลา จึงเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน”

สำหรับเมืองยะลา ได้มีการโยกย้ายที่ตั้งมาแล้ว ๔ ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ ๑ ตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลบ้านยะลา ครั้งที่ ๒ ได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ตำบลท่าสาป (ฝั่งซ้ายของแม่น้ำปัตตานี) ครั้งที่ ๓ ได้ย้ายไปตั้งที่เมืองสะเตง (ทางฝั่งขวาของแม่น้ำปัตตานี) ครั้งที่ ๔ ได้ย้ายไปตั้งที่ตำบลบ้านนิบง ในสมัยอำมาตย์โทพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา คนที่ ๑๐ (พ.ศ.๒๔๕๖ – ๒๔๕๘) ได้วางผังเมืองด้วยการหาจุดศูนย์กลางใจเมือง โดยการปักหลักไว้และเอาก้อนหินวางไว้เป็นเครื่องหมาย เรียกว่า "กิโลศูนย์” และลากเส้นวงกลมเป็นชั้น ๆ มีถนนรองรับเป็นตาข่ายลักษณะใยแมงมุมที่สวยงามที่สุดของประเทศไทยและได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดความสะอาด ๓ ปีซ้อน (พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๓๐) และในปี ๒๕๔๐ ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกยกให้เป็น ๑ ใน ๕ เมืองของประเทศไทยในโครงการเมืองน่าอยู่ทั่วโลก

ตราประจำจังหวัด
รูปเหมืองแร่ดีบุก หมายถึง พื้นที่ของจังหวัดยะลาอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุก และอาชีพหลักของประชาชนในอดีต คือ การทา เหมืองแร่ดีบุก

คำขวัญประจำจังหวัดยะลา
"ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน"

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดยโสธรยโสธรดำรงธำรงยศให้ปรากฏลุ่มน้ำชีแดนอีสานตั้งเป็นนามยศสุนทรแต่ก่อนการหมายเพื่...
26/03/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดยโสธร

ยโสธรดำรงธำรงยศ
ให้ปรากฏลุ่มน้ำชีแดนอีสาน
ตั้งเป็นนามยศสุนทรแต่ก่อนการ
หมายเพื่อต้านศึกรบสยบภัย

เป็นตำแหน่งเจ้าเมืองเรืองอำนาจ
และสามารถครองเมืองเด่นร่มเย็นสมัย
พัฒนามิหยุดยั้งยังก้าวไกล
และเจริญตราบจนในปัจจุบันฯ

จังหวัดยโสธรเดิมในอดีตมีชื่อว่า”เมืองยศสุนทร”
“ยศสุนทร”
อ่านว่า ยด-สุน-ทอน
แปลว่า เมืองผู้ทรงไว้ซึ้งยศ
ประกอบด้วย ยศ + สุนทร

“ยศ”
“ยศ” เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต
“ยศ” ภาษาบาลีว่า “ยส”
“ยส” บาลีอ่านว่า ยะ-สะ
“ยส” ภาษาไทยใช้อิงสันสกฤต “ยศ”
“ยศ” หมายถึง ตำแหน่ง,ฐานะ,ขั้น,ฐานันดร
ความยกย่องนับถือเกียรติของตน, เกียรติคุณ, ฐานันดรที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มีสูงต่ำตามลำดับกันไป; เครื่องหมายพิเศษที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ผู้มีฐานันดร มีสูงต่ำตามลำดับกันไป, เครื่องกําหนดหมายฐานะหรือชั้นของบุคคล

“ยส” ภาษาบาลีอ่านว่า ยะ-สะ
ออกเสียงคลายกับ “ Yes sir “
ที่ใช้เวลาตอบเจ้านายหรือคนมียศ

“สุนทร”
“สุนทร” บาลีเป็น “สุนฺทร”
“สุนฺทร” อ่านว่า สุน-ทะ-ระ
“สุนฺทร” แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งอันจิตเอื้อเฟื้อด้วยดี” หมายถึง สวยงาม, ดี, งาม

ประวัติศาสตร์จังหวัดยโสธร
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ยโสธรเป็นเมืองเก่าแก่พอๆ กับเมืองอุบลราชธานี กล่าวคือหลังจากท้าวทิดพรหม ท้าวคำผงขอพระราชทานตั้งบ้านดอนมดแดงขึ้นเป็นเมืองอุบลราชธานี แล้ว บริวารอีกส่วนนึงได้อบพยบลงมาตามลำน้ำชี ถึงบริเวณป่าใหญ่ที่เรียกว่า “ดงผีสิงห์” หรือ “ดงโต่งโต้น” เห็นว่าเป็นที่ทำเลดีเพราะว่าอยู่ใกล้ลำน้ำชี ประกอบกับมีวัดร้างและเป็นรูปสิงห์ ถึงได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด และตั้งหมู่บ้านขึ้นเรียกว่า “บ้านสิงห์ท่า”

ในปีจุลศักราช ๑๑๗๙ (พ.ศ.2357) พระยาวิไชราชขัตติยวงศา ขอพระราชทานบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองพระราชทานนามว่า “เมืองยศสุนทร” หรือ ยโสธร มีเจ้าเมืองปกครองมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการปกครองจัดแบ่งออกเป็นมณฑล จังหวัด และ อำเภอ เมืองยศสุนทรจึงถูกลดฐานะมาเป็นอำเภอยโสธร ตามชื่อที่ชาวเมืองนิยมเรียกกันมาขึ้นตรงต่อจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่นั้นมาจนเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๕ จึงได้มีการแยกออกจากจังหวัดอุบลราชธานี ตั่งขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๗๐ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕

ชาวยโสธรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ และเป็นผู้ยึดมั่นในจารีตประเพณี ชอบทำบุญให้ทานซื่อสัตย์สุจริตและเป็นผู้มีสัมมาคารวะ และมีอุปนิสัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สิ่งที่เชิดหน้าชูตาของชาวยโสธร คือรักความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนไปเลือกตั้งโดยใช้สิทธิ์มีสถิติสูงสุดของประเทศ เป็นเมืองที่อนุรักษ์ประเพณีแห่บั้งไฟ ซึ่งมีชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศ เป็นแหล่งผลิตหมอนขิด ปลูกแตงโมหวาน ผลิตข้าวจ้าวมะลิส่งขายไปทั่วประเทศ จนได้รับสมญานามว่า “เมืองประชาธิปไตย บั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ” นอกจากนี้ยังมีคำร่ำลือเป็นจำกัดความ ซึ่งแสดงถึงจุดเด่นเป็นการเฉพาะของแต่ละอำเภอ ๘ อำเภอของจังหวัดอันไพเราะ สอดคล้องและสมจริงอีกว่า “คนงามมาหา คนก้าวหน้ากุดชุม คนสุขุมค้อวัง คนดังลุ่มพุก(คำเขือนแก้ว) คนสนุกเมืองยศ(เมืองยโสธร) คนทรหดเลิงนกทา คนมีค่าทรายมูล และคนคูณป่าติ้ว”

ตราประจำจังหวัด
รูปพระธาตุอานนท์ ปูชนียสถานสำคัญของจังหวัดยโสธร ขนาบด้วยรูปสิงห์ 2 ตัว เบื้องล่างของภาพดังกล่าวรองรับด้วยรูปดอกบัวบาน

คำขวัญประจำจังหวัดยโสธร
เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่าจังหวัดมุกดาหารเมืองแห่งแก้วมุกดาสง่าศรีตรงปากห้วยบังมุกมีแดนอีสานรัศมีองค์พระธาตุส่องผ่...
22/03/2023

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
จังหวัดมุกดาหาร

เมืองแห่งแก้วมุกดาสง่าศรี
ตรงปากห้วยบังมุกมีแดนอีสาน
รัศมีองค์พระธาตุส่องผ่องโอฬาร
ไข่มุกในหอยกาบประมาณแต่นานนม

จึงเป็นเมืองพัฒนามุกดาหาร
อยู่เขตบ้านเมืองไทยได้สุขสม
ยังรุ่งเรืองประเทืองรัฐจรัสนิยม
ให้ชื่นชมตลอดกาลตราบนานเอยฯ

“มุกดาหาร”
อ่านว่า มุก-ดา-หาน
แปลว่า เมืองแก้วมุกดาหาร
ประกอบด้วย มุกดา + หาร

“มุกดา”
“มุกดา” เป็นภาษาบาลีว่า “มุตฺตา”
“มุตฺตา” อ่านว่า มุด-ตา
“มุตฺตา” แปลว่า ไข่มุก
“มุตฺตา” สันสกฤตว่า “มุกฺตา”
“มุกฺตา” ภาษาไทยใช้อิงสันสกฤต “มุกดา”
“มุกดา” คือ ชื่อรัตนะอย่างหนึ่งในพวกนพรัตน์ สีหมอกอ่อนๆ หมายถึง แก้วมุกดา , มุก , ไข่มุก

“หาร”
“หาร” บาลีอ่านว่า หา-ระ
“หาร” เป็นทั้งคำบาลีและสันสกฤต
“หาร” แปลตามศัพท์ว่า สิ่งซึ่งอาจถือเอาได้ ,การคว้าเอา, การถือเอา

“หาร” ในภาษาไทยหมายถึง
(1) สิ่งที่เอาไปได้ การนําไป, การถือเอา, มักใช้เป็นส่วนท้ายสมาส เช่น บริหาร อวหาร
(2) แบ่งส่วนเท่า ๆ กัน (ใช้แก่วิธีเลข) เรียกเครื่องหมายรูปดังนี้ ÷ ว่า เครื่องหมายหาร

“หาร” ภาษาอังกฤษ “share”

ประวัติจังหวัดการตั้งเมืองมุกดาหาร
เจ้าจันทรสุริยวงษ์และพรรคพวกได้ตั้งอยู่ที่บ้านหลวงโพนสิม ใกล้พระธาตุอิงฮังทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ดินแดนลาว) ต่อมาอีกหลายสิบปี จนได้ถึงแก่กรรม เจ้าจันทกินรี ผู้เป็นบุตร ได้เป็นหัวหน้าปกครองต่อมา จนถึง พ.ศ. 2310 ได้มีนายพรานคนหนึ่งข้ามโขงมาทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังมุก ได้พบเมืองร้าง วัดร้างและพบต้นตาล 7 ยอดอยู่ริมฝั่งโขง เห็นว่าเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์กว่าดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อีกทั้งในแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังมุกมีปลาชุมชุมอีกด้วย จึงกลับไปรายงานให้เจ้าจันทกินรีหัวหน้าทราบ เจ้าจันทกินรีได้พาพรรคพวกข้ามโขงมาดูก็เห็นว่าคงเป็นที่ตั้งเมืองโบราณมาก่อน และเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์กว่าทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จึงได้พากันอพยพจากบ้านหลวงโพนสิมมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังมุก

เมื่อเริ่มถากถางหักร้างพงเพื่อตั้งเมืองขึ้นใหม่ ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์อยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขง พระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กเป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อด้วยเหล็กเนื้อดี จึงได้พร้อมกันสร้างวัดขึ้นใหม่ในบริเวณวัดร้างริมฝั่งโขง และขนานนามวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า วัดศรีมุงคุณ(ศรีมงคล) และได้ก่อสร้างกุฏิวิหารขึ้น ในบริเวณวัดพร้อมกับได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสององค์ที่อยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขงขึ้นไปประดิษฐาน บนพระวิหารของวัด ต่อมาปรากฎว่าพระพุทธรูปโลหะ (องค์เล็ก) เกิดปาฎิหาริย์กลับลงไปประดิษฐานอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตั้งเดิมอีกถึง 3-4 ครั้ง ในที่สุดพระพุทธรูปองค์เล็กนั้นก็ค่อยๆ จมหายลงไปใต้ดิน คงเห็นแต่ยอดพระเกศโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งโขง จึงได้พร้อมกันสร้างแท่นสักการะบูชาครอบไว้ในบริเวณนั้น และขนานนามพระพุทธรูปองค์นั้นว่า พระหลุบเหล็ก ปัจจุบันบริเวณที่พระหลุบเหล็กจมดินได้ถูกกระแสน้ำเซาะตลิ่งโขงพังลงไปหมดแล้ว (คงเหลือแต่แท่นสักการะบูชาที่ยกเข้ามาเก็บรักษาไว้หน้าพระวิหารของวัดศรีมงคลใต้ในปัจจุบัน)

ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ก่ออิฐถือปูนและได้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานอยู่บนพระวิหารของวัดศรีมุงคุณ ชาวเมืองได้ขนานนามว่า "พระเจ้าองค์หลวง" เป็นพระประธานของวัดศรีมุงคุณ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนนามเป็น วัดศรีมงคลใต้ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองตลอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งตั้งเมืองขึ้นใหม่ในเวลากลางคืน ได้มีผู้พบเห็นแก้วดวงหนึ่งสีสดใสเปล่งแปลงเป็นประกายแวววาวเสด็จ(ลอย) ออกจากต้นตาล 7 ยอดริมฝั่งโขง ล่องลอยไปตามลำน้ำโขงแทบทุกคืน จวบจนใกล้รุ่งสว่างแก้วดวงนั้นจึงเสด็จ(ลอย) กลับมาที่ต้นตาล 7 ยอด เจ้าจันทกินรีจึงได้ขนานนามแก้วศุภนิมิตดวงนี้ว่า แก้วมุกดาหาร เพราะตั้งเมืองขึ้นริมฝั่งโขงตรงปากห้วยบังมุกอีกทั้งได้มีผู้พบเห็นไข่มุก อยู่ในหอยกาบ(หอยกี้) ในลำน้ำโขงอีกด้วย เจ้าจันทกินรีจึงให้ขนานนามเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า เมืองมุกดาหาร ตั้งแต่เดือน 4 ปีกุน จุลศักราช 1132(พ.ศ.2313) อาณาเขตเมืองมุกดาหารครอบคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงจนจรดแดนญวน (รวมเขตของแขวงสุวรรณเขตของดินแดนลาวด้วย)

ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรีเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช ได้แผ่แสนยานุภาพขึ้นมาถึงแถบลุ่มแม่น้ำโขง จนถึง พ.ศ. 2321 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกฯ และเจ้าพระยาจักรียกกองทัพขึ้นมาตามลำน้ำโขง เพื่อปราบปรามและรวบรวมหัวเมืองใหญ่น้อยในสองฝั่งแม่น้ำโขงให้รวมอยู่ในข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ เจ้าจันทกินรี เป็น พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช เจ้าเมืองมุกดาหารคนแรกและได้พระราชทานนามเมืองว่า เมืองมุกดาหาร

ต่อมาเมืองมุกดาหารนั้น ได้มีฐานะเป็นเมืองขึ้นของมณฑลอุดร จนในปี พ.ศ. 2450 มีการปรับเปลี่ยนระบบการปกครอง มณฑลอุดรก็เลยถูกเปลี่ยนเป็น จังหวัดอุดร และเมืองมุกดาหารก็ถูกรวมเข้าไปเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม ชื่อว่า อำเภอเมืองมุกดาหาร มาจนถึงปี พ.ศ. 2525 รัฐบาลก็ได้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้ง จังหวัดมุกดาหาร ขึ้นมาเป็นจังหวัดที่ 73 ของประเทศไทย และเป็นจังหวัดที่ 17 ของภาคอีสาน

ตราประจำจังหวัดมุกดาหาร
ภายในมีปราสาทชื่อ สองนางสถิตย์ ภายในปราสาทองค์กลางมีแก้วมุกดาหารอยู่บนพาน ใต้พานมีผ้าทิพย์รองรับ หน้าผ้าทิพย์มีอักษรไขว้ชื่อย่อจังหวัด ในปราสาทองค์ริมทั้งสองข้าง มีบายศรียนตะลุ่มอันเป็นเครื่องบูชาของชาวอีสาน เบื้องหลังมีพระธาตุพนมซึ่งจังหวัดมุกดาหารแยกมา และเคยอยู่ในอาณาจักรโคตรบูรณ์เดียวกัน มีแนวแม่น้ำโขงอยู่ด้านหลัง ด้านตะวันออก พระอาทิตย์กำลังทอแสงหลังหมู่ก้อนเมฆ 2525 เป็นปีที่ตั้งจังหวัดมุกดาหาร

คำขวัญประจำจังหวัดมุกดาหาร
หอแก้ว สูงเสียดฟ้า ผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน

ภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ประธานโครงการ
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แต่งกลอนประกอบ
พระมหารัตนกวี ธมฺมโฆสโก
วัดนางชี ภาษีเจริญ กทม.

ค้นคว้า - วิเคราะห์
พระเจสัน ขันติโก วัดลาดปลาเค้า กทม.

ที่อยู่

วัดพระราม9 กาญจนาภิเษก ซอย19 ถนนพระราม9 ห้วยขวาง
กรุงเทพ

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 05:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00
อาทิตย์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6623185926

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พจนานุกรมบาลี-ไทย วัดพระราม๙ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พจนานุกรมบาลี-ไทย วัดพระราม๙:

แชร์