ธัมมราชิกสถูป สถานที่เเสดงอนัตตลักขณสูตร

  • Home
  • India
  • Varanasi
  • ธัมมราชิกสถูป สถานที่เเสดงอนัตตลักขณสูตร

ธัมมราชิกสถูป สถานที่เเสดงอนัตตลักขณสูตร Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from ธัมมราชิกสถูป สถานที่เเสดงอนัตตลักขณสูตร, Religious organisation, Varanasi.

25/05/2024
11/08/2022
พระนาลกเถระ หรือ พระนาลกะ เป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะของพระพุทธเจ้า นับเนื่องในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญในพระพุทธศาสนาใน...
03/04/2022

พระนาลกเถระ หรือ พระนาลกะ เป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะของพระพุทธเจ้า นับเนื่องในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

พระนาลกเถระ
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อเดิม
นาลกะ
สถานที่ประสูติ
กรุงกบิลพัสดุ์
สถานที่บวช
วัดนิโครธาราม
วิธีบวช
เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ฐานะเดิม
ชาวเมือง
เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
นามมารดา
ผู้เป็นน้องสาวของอสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส)
วรรณะเดิม
พราหมณ์
หมายเหตุ
ผู้บำเพ็ญโมเนยยปฏิปทา
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา
ประวัติ
พระนาละกะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ มารดาของท่านเป็นน้องสาวของอสิตะดาบส (กาฬเทวิลดาบส) อาจารย์ของพระเจ้าสุทโธทนะพระชนกของพระพุทธเจ้า ท่านจึงเป็นหลานของอสิตะดาบส เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ 3 วัน ท่านอะสิตะดาบสได้ไปเยี่ยมพระเจ้าสุทโธทะนะเพื่อดูพระโอรส จึงทราบว่าอีกไม่นานพระโอรสเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ท่านได้กลับมาบอกนาละกะหลานชายว่า เจ้าชายสิทธัตถะจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ให้นาละกะออกบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญฌานรอจนกว่าเจ้าชายสิทธัตถะบรรลุธรรม และให้กลับมาขอให้ทรงประทานโมเนยยะปฏิบัติ (การปฏิบัติของมุนี) ซึ่งเป็นชื่อเรียกการปฏิบัติให้บรรลุธรรมในยุคที่พระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้

การออกบวชและบรรลุธรรม แก้ไข
หลังจากฤๅษีนาลกะได้บรรลุสมาบัติ 8 และต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ฤๅษีนาลกะผู้ซึ่งรอมานานได้ยินข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกแล้ว จึงรีบเหาะมาเข้าเฝ้า และขอโมเนยยปฏิบัติตามคำของลุง ในวันที่ 7 นับจากวันที่ทรงแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องปฏิปทาของมุนีและทรงประทานโมเนยยปฏิบัติเป็นพระคาถา 4 บาท ว่า "อย่าเที่ยวภิกขาจารในที่เดิมซ้ำ อย่านอนในที่เดิมซ้ำ เพื่อไม่ตัดสินว่าใครดีชั่ว เพื่อไม่พิจารณาว่าที่นี้หยาบปราณีต" เมื่อพระนาลกะได้รู้โมเนยยปฏิบัติแล้ว จึงขอประทานการอุปสมบท พระนาลกะครั้นตั้งจิตยึดถือตามหลักมักน้อย 4 ประการนี้แล้ว ก็ทูลลาพระพุทธเจ้าไปอยู่ที่เชิงเขาตามลำพัง ท่านปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของมุนีอย่างเคร่งครัด คือไม่อยู่ในป่าแห่งเดียวถึง 2 วัน ไม่นั่งที่โคนต้นไม้ต้นเดียวกันถึง 2 วัน ไม่บิณฑบาตที่บ้านเดียวถึง 2 วัน ดังนั้นท่านจึงออกจากป่าโน้นไปยังป่านี้ ออกจากต้นไม้นี้ไปยังต้นไม้โน้น และได้ประพฤติโมเนยยปฏิบัติ อย่างอุกฤษฏ์ 5 ประการ เป็นเวลา 7 เดือน คือ 1.ไม่ยึดติดสนิทสนมต่อบุคคล 2.ไม่ยึดติดถิ่นสถานที่อยู่ 3.เป็นผู้สันโดษในการเห็น 4.เป็นผู้สันโดษในการฟัง 5.เป็นผู้สันโดษในการถาม จึงได้บรรลุพระอรหัต

โมเนยยปฏิบัติ แก้ไข
โมเนยยปฏิบัตินั้น หากประพฤติอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ ผู้ปฏิบัติก็จะคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เพียง 7 เดือน ถ้าปฏิบัติเป็นมัชฌิมะปานกลาง ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ 7 ปี ถ้าปฏิบัติเป็นมันทะ คือ อย่างอ่อน ก็คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานถึง 16 ปี แต่โมเนยยปฏิบัติเป็นวัตรปฏิบัติพิเศษที่ไม่ทรงบังคับ แต่ตรัสเตือนไว้ว่าถ้าประพฤติต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักเลยมากเกินไปจะเสียชีวิตได้ จึงควรหยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย อย่าโหมเดินทางจาริกเกินไป แต่ก็เป็นข้อวัตรปฏิบัติสำคัญในการขัดเกลากิเลส และเป็นการอนุเคราะสัตว์โลก ถึงขนาดว่าในเรื่องโกลาหล 5 มีโมเนยยปฏิบัติอยู่ด้วย เพราะเพียงเทวดาได้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสบอกโมเนยยปฏิบัติในอีก 7 ปีข้างหน้า สวรรค์ถึงกับโกลาหล เพราะโมเนยยปฏิบัติเป็นวัตรปฏิบัติพิเศษที่กำหนดให้พระภิกษุต้องออกเดินทางไปในที่ต่างๆ ทำให้คนมีโอกาสทำบุญมากมายจนมาเกิดเป็นเทวดาได้มากมาย โมเนยยปฏิบัติเมื่อเริ่มตั้งใจอธิษฐานฝึกแล้วจะรับบิณฑบาตจากสถานที่ใดก็รับที่นั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่อาจจะรับครั้งที่สองอีก, เทศนาให้ใครฟังจะไม่เทศน์ในสถานที่นั้นฟังซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะต้องเดินทางเปลี่ยนสถานที่ต่อไป, ไปพักใต้โคนไม้ที่ไหน หรือกุฏิไหนก็พักได้แค่คืนเดียว จะไม่หวนกลับมาพักครั้งที่สองอีก ฯลฯ ประพฤติแบบนี้ไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นจึงต้องสัญจรเร่ร่อนไปเรื่อยๆ และกลับมาซ้ำที่เดิมอีกก็ไม่ได้, พระเจ้าอโศกมหาราช องค์ที่ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 ในอินเดีย (ของฝ่ายเถรวาท) เมื่อ พ.ศ. 235 นั้น พระองค์ท่านทรงพอพระทัยและตรัสสรรเสริญวิธีการฝึกแบบโมเนยยะนี้มากที่สุด ถึงกับมีพระราชโองการออกมาว่า พระภิกษุสงฆ์ในศาสนาพุทธควรจะประพฤติตนตามหลักการแห่งโมเนยยปฏิปทานี้.

บั้นปลายชีวิต แก้ไข
แต่เนื่องจากพระนาลกะมีอายุมาก ซ้ำประพฤติโมเนยยะอย่างอุกฤษฏ์ สังขารร่างกายจึงบอบช้ำมาก จึงได้พิจารณาอัตตภาพตน พบว่าถ้าประพฤติโมเนยยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ต่อไปจะตายภายใน 7 วัน แต่ได้นึกถึงว่าจะรักษาธรรมหรือจะรักษาชีวิตพิจารณาว่าจะรักษาธรรม จึงประพฤติต่อไป มีกล่าวไว้ว่า วันที่จะนิพพานนั้น ท่านรู้ตัวดีจึงสรงน้ำชำระกายแล้วครองผ้าอย่างเรียบร้อย ท่านยืนหันหน้าไปทางที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ซึ่งคาดว่าขณะนั้นพระพุทธเจ้าคงประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ จากนั้นท่านก็ก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วลุกขึ้นยืนพิงภูเขาหิงคุละ ประนมมือนิพพานด้วยอาการสงบ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่าพระนาลกะนิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จมายังภูเขาหิงคุละพร้อมด้วยพระสาวกหลายรูป ครั้นรับสั่งให้ฌาปนกิจศพท่านแล้วก็ทรงรับสั่งให้สร้างพระเจดีย์บนภูเขาหิงคุละและนำอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อให้พุทธบริษัทได้สักการะ

เอตทัคคะ แก้ไข
ได้รับเอตทัคคะว่าเป็นผู้เลิศด้วยการประพฤติโมเนยยปฏิบัติ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง จะมีผู้ประพฤติโมเนยยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์และบรรลุพระอรหัตจากการประพฤติโมเนยยปฏิบัติ จะมีได้แค่เพียงรูปเดียวในศาสนาพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆ

อดีตชาติ แก้ไข
พระนาลกะมิได้รับแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ทั้งนี้เป็นด้วยท่านตั้งจิต ปรารถนาเพียงเพื่อเป็นพระมหาสาวกเท่านั้น แต่มิได้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อได้ตำแหน่งเอตทัคคะ ส่วนเรื่องราวในอดีต ชาติของท่านมีกล่าวว่า ท่านได้พบพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงตั้งจิตปรารถนาขอให้ได้บรรลุอรหัตผลและเป็นพระมหาสาวก

ซึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงพยากรณ์ว่า ท่านจะได้บวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก 100,000 กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิด เป็นหลานของฤๅษีอสิตะในเมืองกบิลพัสดุ์ ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผลดังกล่าวแล้ว และเป็นพระมหาสาวกรูปหนึ่งในศาสนาของพระองค์

อ้างอิง วิกิพีเดีย

พระศาสดาทรงเข้าจำพรรษา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นนั่นเอง วันรุ่งขึ้น ประทับนั่งสั่งสอนพระวัปปเถระอยู่ในที่อยู่นั่นเอง พระ...
03/04/2022

พระศาสดาทรงเข้าจำพรรษา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นนั่นเอง วันรุ่งขึ้น ประทับนั่งสั่งสอนพระวัปปเถระอยู่ในที่อยู่นั่นเอง พระเถระที่เหลือ ๔ รูปเที่ยวไปบิณฑบาต พระวัปปเถระได้บรรลุโสดาปัตติผลในเวลาเช้านั่นแล. ก็โดยอุบายนี้แหละ ทรงยังพระภัททิยเถระให้ดำรงอยู่โสดาปัตติผลในวันรุ่งขึ้น. พระมหานามเถระในวันรุ่งขึ้น และพระอัสสชิในวันรุ่งขึ้น. รวมความว่า ทรงยังพระเถระทั้งปวงให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ได้เห็นพระเถระแม้ทั้ง ๕ ประชุมกัน แล้วทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ในเวลาจบเทศนา พระเถระแม้ทั้ง ๕ ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของยสกุลบุตร เขาเบื่อหน่าย ละเรือนออกไปในตอนกลางคืน จึงตรัสเรียกว่า มานี่เถิด ยสะ. แล้วให้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล ในตอนกลางคืนนั้นนั่นเอง. วันรุ่งขึ้นได้ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต ทรงยังคนอื่นอีก ๕๔ คนผู้สหายของพระยสะนั้น ให้บรรพชาด้วยเอหิภิกขุบรรพชา แล้วให้บรรลุพระอรหัต. ก็เมื่อพระอรหันต์ ๖๑ องค์เกิดขึ้นในโลก ด้วยประการอย่างนี้แล้ว พระศาสดาทรงออกพรรษา ปวารณาแล้วทรงส่งภิกษุ ๖๐ องค์ไปในทิศทั้งหลาย ด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา.

03/08/2021

พระยสะออกบวช พระกลุ่มนี้มี ๕๔ รูป แต่ที่ปรากฏชื่อและได้รับจัดเข้าเป็นพระอสีติมหาสาวกมีเพียง ๔ รูป คือ พระวิมละ พระสุพาหุ พระปุณณชิ พระควัมปติ

ในช่วงเริ่มเข้าพรรษาเเรกมารเริ่มมารบกวนพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรคปฐมปาสสูตรที่...
01/08/2021

ในช่วงเริ่มเข้าพรรษาเเรกมารเริ่มมารบกวน

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

ปฐมปาสสูตรที่ ๔
[๔๒๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระ
นครพาราณสี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ฯ
ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นอย่างยอด-
เยี่ยมเราบรรลุแล้ว ความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เรากระทำให้แจ้งแล้ว เพราะ
การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย เพราะการตั้งความเพียรไว้ชอบโดยแยบคาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็จงบรรลุซึ่งความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม จง
กระทำให้แจ้งซึ่งความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เพราะการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย
เพราะการตั้งความเพียรไว้ชอบโดยแยบคายเถิด ฯ
[๔๒๖] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วยบ่วงของมารทั้งที่เป็นของทิพย์
ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วยเครื่อง
ผูกของมาร ดูกรสมณะ ท่านจักไม่หลุดพ้นจากวิสัยของ
เราไปได้ ฯ
[๔๒๗] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้
ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า
เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงของมาร ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็น
ของมนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกของมาร ดูกรมาร
ผู้กระทำซึ่งความพินาศ ท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา
พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

เนื้อความจากพระไตรปิฎก

พ.ศ.2476 ขณะที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่นั้น เกิดศุภนิมิตรอันประเสริฐโดยที่รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ส่งคณะ...
20/05/2021

พ.ศ.2476
ขณะที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่นั้น เกิดศุภนิมิตรอันประเสริฐโดยที่รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ส่งคณะทูตพิเศษ อันมี พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี) ซึ่งขณะนั้นดำรงยศและบรรดาศักดิ์เป็นนาวาเอกหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศอินเดีย (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อินเดียยังไม่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ) คณะทูตได้ติดต่อขอดังนี้

พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ 5 กิ่ง จากต้นที่สืบเนื่องมาแต่เดิม ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับ ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ พุทธคยาประเทศอินเดีย
ขอดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่งคือ จากที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน
รัฐบาลอินเดียได้พิจารณาเห็นว่า ประชาชนที่เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนานั้นมีมาก แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ แต่มีประเทศเดียวเท่านั้นในโลกนี้ (พ.ศ. 2484) ที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาทางราชการเป็นศาสนาประจำชาติ[ต้องการอ้างอิง] เป็นประเทศเอกราช มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศและทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก "ประเทศนั้นคือ" ประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลอินเดียจึงพิจารณามอบให้ คือ

พระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบค้นพบ ณ มหาสถูปธรรมราชิกะ และเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
มอบกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ให้ตามที่รัฐบาลไทยเสนอขอ 5 กิ่ง
และมอบดินจากสังเวชนียสถานให้ตามความประสงค์
รัฐบาลไทยจึงตกลงที่จะอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ วัดที่สร้างใหม่นี้ และเห็นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระบรมสารีริกธาตุเป็นมหาสิริมงคลแก่วัดที่จะสร้างใหม่ ซึ่งได้รับมาในโอกาสเดียวกันกับที่จะสร้างวัดพอดี จึงตกลงตั้งนามวัดว่า "วัดพระศรีมหาธาตุ"

พระบรมสารีริกธาตุไม่ได้ถูกทิ้งที่คงคาเพราะถ้าถูกทิ้งไทยจะได้มาบรรจุที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนได้ไง?
19/03/2021

พระบรมสารีริกธาตุไม่ได้ถูกทิ้งที่คงคา
เพราะถ้าถูกทิ้งไทยจะได้มาบรรจุที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนได้ไง?

วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เริ่มสร้างเมื่อปี พุทธศักราช 2483 ที่ริมถนนพหลโยธิน ตร...
19/03/2021

วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เริ่มสร้างเมื่อปี พุทธศักราช 2483 ที่ริมถนนพหลโยธิน ตรงหลักกิโลเมตรที่ 18 แขวงอนุสาวรีย์ (เดิมชื่อตำบลกูบแดง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เปิดเป็นเสนาสนะแห่งพระภิกษุสงฆ์ เป็นรัฐพิธี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นประธาน เชิญพระพุทธสิหิงค์ จากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไปประดิษฐานเป็นพระประธาน ณ พระอุโบสถ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นดำรงยศ และบรรดาศักดิ์ เป็นพลตรี หลวงพิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติเงินเพื่อสร้างวัด เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตย และประสงค์จะให้แล้วเสร็จทันงานวันชาติ คือ 24 มิถุนายน 2484 สถานที่ที่จะสร้างนั้นควรอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์หลักสี่ โดยท่านมีเหตุผลว่าชาติกับศาสนานั้นเป็นของคู่กัน จะแยกจากกันมิได้ และหลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้นสอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรสร้างวัดขึ้นใกล้กับอนุสาวรีย์หลักสี่ ซึ่งอนุสาวรีย์แห่งนี้ได้จารึกชื่อผู้ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี พ.ศ. 2476 และประสงค์จะให้ชื่อว่า "วัดประชาธิปไตย"

ในขณะที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่นั้น เกิดศุภนิมิตรอันประเสริฐโดยที่รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ส่งคณะทูตพิเศษ อันมี พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี) ซึ่งขณะนั้นดำรงยศและบรรดาศักดิ์เป็นนาวาเอกหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศอินเดีย (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อินเดียยังไม่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ) คณะทูตได้ติดต่อขอดังนี้

พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ 5 กิ่ง จากต้นที่สืบเนื่องมาแต่เดิม ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับ ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ พุทธคยาประเทศอินเดีย
ขอดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่งคือ จากที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน
รัฐบาลอินเดียได้พิจารณาเห็นว่า ประชาชนที่เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนานั้นมีมาก แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ แต่มีประเทศเดียวเท่านั้นในโลกนี้ (พ.ศ. 2484) ที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาทางราชการเป็นศาสนาประจำชาติ[อ้างอิงตามเอกสารราชการที่เเนบมา] เป็นประเทศเอกราช มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศและทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก "ประเทศนั้นคือ" ประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลอินเดียจึงพิจารณามอบให้ คือ

พระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบค้นพบ ณ มหาสถูปธรรมราชิกะ และเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
มอบกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ให้ตามที่รัฐบาลไทยเสนอขอ 5 กิ่ง
และมอบดินจากสังเวชนียสถานให้ตามความประสงค์
รัฐบาลไทยจึงตกลงที่จะอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ วัดที่สร้างใหม่นี้ และเห็นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระบรมสารีริกธาตุเป็นมหาสิริมงคลแก่วัดที่จะสร้างใหม่ ซึ่งได้รับมาในโอกาสเดียวกันกับที่จะสร้างวัดพอดี จึงตกลงตั้งนามวัดว่า "วัดพระศรีมหาธาตุ"

การสร้างวัดจึงได้เริ่มต้นขึ้น และรัฐบาลพิจารณาเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การสร้างวัดนี้ควรเป็นงานของชาติ ประชาชนควรได้มีส่วนร่วมด้วย รัฐบาลจึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริจาคทรัพย์ จึงมีประชาชนจำนวนมากมหาศาล ที่บริจาคที่ดิน บริจาคเงิน บริจาคทรัพย์สมบัติต่าง ๆ เป็นอันมาก โดยที่วัดนี้จะเป็นการสร้างวัดอย่างเป็นทางการวัดแรก ในระบอบประชาธิปไตยและยังประสงค์จะให้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระศรีมหาโพธิ์อีกด้วย ดังนั้นเพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนา และรักษาศิลปของไทย รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ร่วมมือกันสร้าง ในขั้นต้นได้มอบให้พลเอกจรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ขณะนั้นดำรงยศและบรรดาศักดิ์เป็น พันเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ์ และอีกท่านหนึ่งคือพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) เป็นผู้ออกแบบ นายช่างกรมศิลปากรและกรมรถไฟ เป็นนายช่างก่อสร้าง และเชิญผู้มีเกียรติที่มีความรู้ทางเทคนิค เฉพาะทางอีกหลายท่านมาร่วมด้วยจนสำเร็จ กระทำพิธีเปิดและถวายเป็นเสนาสนะแห่งภิกษุสงฆ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485

25/01/2021

~เรากำจัดมารได้แล้ว พ้นจากความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งปวงแล้ว~

[ช่วงระหว่างที่เหล่าภิกษุต่างออกไปแสดงธรรม ณ ที่ต่างๆ พระพุทธเจ้าได้ยินเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า]..ผู้ที่ถูกบ่วงผูกพันรัดรึงใจไว้แล้ว ย่อมไม่อาจหนีพ้น...

[แต่พระพุทธเจ้าได้พูดขึ้นว่า]
พ: เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง เราปราศจากความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอันเป็นที่รื่นรมย์ใจ เรากำจัดมารได้แล้ว

____________
ที่มา: เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 6 (พระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 มหาขันธกะ เรื่องมาร ข้อ 33), 2559, น.39

ภาพ: https://pin.it/2vwdTYz

Address

Varanasi

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ธัมมราชิกสถูป สถานที่เเสดงอนัตตลักขณสูตร posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share